คอลัมน์ ฟรีสไตล์เรื่องบ้าน-บ้าน : ธุรกิจสนามกอล์ฟ

เชื่อหรือไม่ ธุรกิจสนามกอล์ฟกำไรดีตั้ง 30% บวกลบ

หัวข้อชวนคุยวันนี้เปลี่ยนบรรยากาศกันดีกว่า เพิ่งไปนั่งฟังกลุ่มสยามกลการของตระกูลพรประภาแถลงข่าวเปิดตัวสนามกอล์ฟแห่งที่ 4 ในพัทยา ชื่อ สนามโรลลิ่ง ฮิลส์ พัทยา

คนในตระกูลคงอยากจะบอกว่าพี่ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะเปิดแล้ว 4 สนาม “สยามคันทรี่คลับ โอลด์ครอส-แพลนเตชั่น-วอเตอร์ไซด์” เบ็ดเสร็จลงทุนไปแล้ว 2,000 กว่าล้านบาท

ผู้บริหารที่สร้างสนามมากับมือ “พี่ชัย-ประเสริฐชัย พรประภา” บอกว่าเทียบกับธุรกิจโรงแรมก็เป็นสนามกอล์ฟ

6 ดาว ค่ากรีนฟีอย่างเดียว 4,000-5,000 บาท ยังไม่รวมค่าแคดดี้ 450 บาท ค่ารถ 850 บาท

ก็เลยอยากรู้อยากเห็นว่าธุรกิจนี้เขาทำมาหากินกันยังไงนะ

ถอดรหัสลงทุนตัวแรก จุดคุ้มทุนต้องรอ 7-8 ปี บนไซซ์มาตรฐาน 18 หลุม เฉลี่ยที่ดินสัก 500 ไร่บวกลบ ลงทุน 600-700 ล้านก็ทำได้แล้ว ถ้าหากดึงนักกอล์ฟมาใช้สนามได้ 60,000 คน/ปี/สนาม 18 หลุม ถือว่าสอบผ่าน

ถัดมา ค่าตัวคนออกแบบถ้าอยากเก๋ดึงอดีตนักกอล์ฟมือหนึ่งของโลกมีค่าตัวแค่ 2.5-3 ล้านเหรียญสหรัฐ ตก 80-90 ล้านบาท

กีฬากอล์ฟจะตีให้สนุกต้องท้าทายฝีมือผู้เล่น แต่ละสนามจึงต้องมีคำว่า “หลุมลายเซ็น-signature hole” วิวแต่ละหลุมก็มักไม่ซ้ำกัน เพราะเศรษฐีไม่ชอบความจำเจ

ฝั่งค่าใช้จ่ายล่ะ เริ่มนับ 1 เป็นค่าบำรุงต้นไม้ใบหญ้า แพงสุดคือค่าน้ำมันใส่เครื่องตัดหญ้ากับค่าไฟจ่ายเข้าปั๊มน้ำ วางเงินไว้เลย 7 แสนบาท/เดือน ยังไม่นับเงินเดือนพนักงานอีกน่าจะ 2 ล้านเฉลี่ยๆ

ถัดมา คนงานในสนาม ต้องมี 45-60 คน ทำหน้าที่ตัดหญ้า ตัดกรีน ทำความสะอาดแฟร์เวย์ส ตัดบังเกอร์อย่างเดียวทั้งปีทั้งชาติ และต้องเอาใจถึงขนาดมีบ้านพัก ปกติสนามละ 120 ห้องปลูกเป็นเรือนแถว 2 ชั้น 3-4 ตึก ตึกละ 30-40 ห้อง

ห้องสแตนดาร์ดไซซ์ไม่ขี้เหร่ 38 ตารางเมตร เพราะว่ากันตามสิทธิตำแหน่งผู้จัดการ/ซุปเปอร์ไวเซอร์พักห้องละ 1 คนได้ พนักงานปกติก็ต้องมีห้องละ 2 คน

ตัวแพงยังเป็นระบบที่ซ่อนอยู่ใต้สนาม เฉพาะระบบน้ำมีความยาว 80 กม. กับสายไฟอีก 200 กม. โอวว์

อัตราสิ้นเปลืองน้ำตกวันละ 1,200 คิว ตารางรดน้ำใน 1 ปีไม่ได้ใช้น้ำ 365 วัน แต่เฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 269 วัน เพราะเมืองไทยมีฤดูฝนเข้ามาเป็นตัวช่วย

ดังนั้น สนามกอล์ฟจะมีเครื่องวัดปริมาณน้ำฝน ตกมาตูมเดียว 10 มิลลิเมตร สนามอยู่ได้ 2 วัน ถ้าตกปริมาณ 15 มิลลิเมตร เทวดาช่วยรดน้ำให้สนาม 4 วัน เป็นต้น

ถ้าเป็นสนาม 6 ดาว ใช้เป็นสถานที่แข่งแมตช์สำคัญอย่าง LPGA ต้องลงทุน 2 ครั้ง แบ่งเป็นครั้งแรกทำสนามให้ตียากๆ

ท้าทายเยอะๆ หลังจากแข่งเสร็จต้องลงทุนอีกครั้งปรับสนามให้ยากน้อยลง ให้มือสมัครเล่นเข้ามาเล่นได้

ในฐานะกีฬาไฮโซก็ต้องเรื่องเยอะนิดนึง “ทราย” ต้องคัดเกรดกลางๆ เห็นบอกว่าเบอร์ 2 โดยใช้ตะแกรงร่อนเบอร์ เพื่อให้เวลาอยู่ในหลุมทรายคนตีสามารถระเบิดทรายได้สวยๆ ไม่ยากไม่ง่ายจนเกินไป

การวางทรายในหลุม มาตรฐานต้องหนา 15 ซม.ขึ้นไป ซึ่งสนามโรลลิ่งฮิลส์ใช้ทรายส่วนที่ลึกที่สุดจากแม่น้ำในจังหวัดฉะเชิงเทรา

ส่วนหญ้าไม่ได้คัดสรรว่าพันธุ์ไหนดีเลิศในปฐพี แต่คัดจากสายพันธุ์ที่เหมาะกับดินฟ้าอากาศเมืองไทย ความรู้ใหม่คือยุคนี้เป็นหญ้าตัดต่อ genetic engineering ไม่มีคำว่าหญ้าธรรมชาติอีกแล้วในสนามกอล์ฟ แต่พัฒนาสายพันธุ์ เช่น ต้องการใบเล็ก ใบใหญ่ เขียวเข้ม เขียวอ่อน ฯลฯ

การลงทุนรีโนเวตมีรอบปรับเล็กทุก 10 ปี เช่น คลับเฮาส์ส่วนตัวสนามทุก 30 ปี ระบบเสื่อมหมดแล้วต้องปรับใหญ่

ทุกอย่างฟังดูดีไปหมด แต่หลายๆ สนามได้ยินคำพูดมาว่าสนามกอล์ฟเป็นธุรกิจ 4 เดือนเลี้ยง 8 เดือน

หมายความว่าไฮซีซั่นหน้าหนาว 4 เดือน เป็นช่วงโกยรายได้ ชดเชยกับโลว์ซีซั่นอีก 8 เดือนที่เหลือของปี

ฟังแล้วขนลุก จบดื้อๆ ล่ะกันค่ะ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้“ตำรวจนครบาล”จัดกิจกรรมจิตอาสา พัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์คูคลองผดุงกรุงเกษม
บทความถัดไป‘อุตุฯ’ ประกาศไทยหมดหนาว เข้าโหมดร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว