สุจิตต์ วงษ์เทศ : เปิดโปงประวัติศาสตร์ ที่ถูกปกปิดซ่อนเร้น

เปิดโปงประวัติศาสตร์ ที่ถูกปกปิดซ่อนเร้น : โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
อนุสาวรีย์โคลัมบัส (ผู้ค้นพบโลกใหม่) ที่เมืองบอสตัน สหรัฐ ถูกทำลายคอขาดศีรษะหล่นโดยผู้ประท้วงจากกรณีการเสียชีวิตของคนผิวสี เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2563 (ภาพจาก AFP)

ประวัติศาสตร์ปกปิดซ่อนเร้นการกดขี่ข่มเหงคนผิวสีเมื่อศตวรรษก่อนๆ กำลังถูกเปิดโปงอย่างรุนแรงจากม็อบทั้งอเมริกาและยุโรป เพื่อตีแผ่ความชั่วร้ายคนไล่ล่าค้าทาสให้ประจักษ์ต่อสากลโลก ซึ่งไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะแผ่สำนึกร่วมกว้างไกลออกไปถึงไหน?

ประวัติศาสตร์แห่งชาติและโบราณคดีของไทยในอำนาจรัฐราชการรวมศูนย์ ได้ครอบงำการศึกษาของคนทั่วประเทศต้องท่องจำเชื่อถือนิยามและคำอธิบายชุดเดียว ที่เพิ่งถูกเสกสรรปั้นแต่งเมื่อไม่นานนี้ ตามแนวคิดคนชั้นนำกลุ่มเล็กๆ สมัยล่าอาณานิคมกับสมัยสงครามเย็น พร้อมกันนั้นก็ปิดกั้นความคิดต่างด้วยการควบคุมข้อมูลและกีดกันการเข้าถึง (ข้อมูล) ของประชาชนคนทั่วไป ขณะเดียวกันโหมสร้างบรรยากาศความกลัวด้วยความเคลื่อนไหว “คนไหนช่างสงสัย คนนั้นถูกป้ายสี” ก๊อบปี้การปกครองไทยปัจจุบันปิดปากประชาชนแบบ “เผด็จการครึ่งใบ”

“จะป้องกันมิให้ไพร่ได้วิชา” ในพระอภัยมณี ของ สุนทรภู่ เป็นต้นแบบเหตุผลหลักของคนชั้นนำในการควบคุมข้อมูลและกีดกันการเข้าถึง (ข้อมูล) ของประชาชนพลเมืองทั่วไป ถ้าผิดจากนี้ถูกลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง มีตัวอย่างสำคัญมากๆ คือสุนทรภู่ (ซึ่งไม่ใช่คนชั้นนำ) มีวิชาเหนือชั้นกว่าคนชั้นนำสมัยนั้นเลยโดนดีถูกใส่ร้ายป้ายสีด้วย “เฟคนิวส์” ตราบทุกวันนี้ ต่อมา นาย ก.ศ.ร. กุหลาบ ก็โดน “เฟคนิวส์” เหยียบย่ำทำลายในทำนองเดียวกัน

นิยามและคำอธิบายชุดเดียวของคนชั้นนำที่สำคัญและทรงอิทธิพล ได้แก่

1. คนไทยมีเชื้อชาติไทยอพยพถอนรากถอนโคนจากทิศเหนือนอกเขตประเทศไทยปัจจุบัน

2. กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของคนเชื้อชาติไทยที่ทำสงครามปลดแอกจากคนเชื้อชาติอื่น เช่น มอญ, เขมร ฯลฯ

3. ก่อนมีกรุงสุโขทัยในดินแดนไทย “ไม่ไทย” แต่ต่อมาความเป็น “ไทยแท้” เริ่มต้นจากกรุงสุโขทัย จึงแบ่งยุคสมัยแยกขาดจากกัน (เหมือนขนมชั้น) ตามลำดับ ดังนี้ สมัยก่อนประวัติศาสตร์, สมัยทวารวดี, สมัยศรีวิชัย, สมัยลพบุรี, สมัยเชียงแสน, สมัยสุโขทัย, สมัยอยุธยา, สมัยธนบุรี, สมัยรัตนโกสินทร์

ประวัติศาสตร์โบราณคดีมีหลายด้าน ปัจจุบันโลกออนไลน์เปิดรับสำนวนต่างๆ ไม่จำกัด ดังนั้นนิยามและคำอธิบายมีหลากหลาย จุดประกายความคิด “ต่อยอด” หลายด้านจากคนหลายกลุ่ม ทำให้มีคำถามต่อนิยามและคำอธิบายชุดเดียวของประวัติศาสตร์แห่งชาติและโบราณคดีของไทย

ประวัติศาสตร์โบราณคดีมีอำนาจรวมศูนย์อยู่ที่กรมศิลปากรตั้งแต่สมัยก่อน 14 ตุลาคม 2516 ครั้นหลังจากนั้น (ยังไม่มีออนไลน์) อำนาจรวมศูนย์ลดลง เพราะข้อมูลความรู้ค่อยๆ เริ่มกระจายไปอยู่มหาวิทยาลัยต่างๆ ในกรุงเทพฯ หลังจากนั้นแผ่ถึงท้องถิ่นทั่วประเทศ แต่ปัจจุบันเข้มข้นอยู่ในโลกออนไลน์

อำนาจรวมศูนย์กรมศิลปากรพยายามปรับตนเอง แต่พลังอนุรักษนิยมสุดโต่งฝังรากลึกมากจึงยากจะปรับได้ หรือปรับได้ไม่มากจนไม่รู้สึกว่าปรับความคิดเข้าสู่สากลจนทุกวันนี้ จึงยังเหนียวแน่นในการปิดกั้นความคิดต่างพร้อมกับควบคุมข้อมูล และกีดกันการเข้าถึง (ข้อมูล) เหล่านั้นของประชาชนคนทั่วไป

ประวัติศาสตร์ที่ “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่นและเพื่อนบ้าน” น่าจะใช้การอย่างคลั่งชาติต่อไปไม่โลดโผนเหมือนแต่ก่อน และในทางที่ถูกก็ควรเลิกใช้ได้แล้ว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้จากปม ‘เหยียดผิว’ ถึงต้าน ‘อุ้มหาย’ บทเรียน ‘สหรัฐ-ไทย’ กระจายอำนาจคือคำตอบ?
บทความถัดไป‘มหาเถรสมาคม’ เปิดทางตำรวจ พบพระ-เณร ขับรถผิดกฎหมาย จับได้ทันที