บิ๊กบอส ‘สุพรรณบุรี เอฟซี’ วราวุธ ศิลปอาชา กับความฝันใช้ ‘กีฬา’ พัฒนาคน

5.08.18 | 14:54 น.

เสื้อสีเหลือง ปักโลโก้ “สุพรรณบุรี เอฟซี” เตะตามาตั้งแต่ไกล

วันนั้น “บิ๊กท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา สลัดภาพนักการเมือง มาในลุคสปอร์ตแมน สวมรองเท้าที่บอกว่า “เพิ่งซื้อใหม่” เตรียมพร้อมสำหรับการวิ่งออกกำลังกายภายหลังจบการสัมภาษณ์

ในเส้นทางการเมืองอันดุเดือด วราวุธ ซึมซับมาตั้งแต่เด็ก โดยมีร่มเงาของคุณพ่อ “บรรหาร ศิลปอาชา” คอยสนับสนุน

เคยเป็น ส.ส.สมัยแรกในปี 2544 ปัจจุบันในวัยย่าง 45 ปี ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พ่วงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสุพรรณบุรี และประธานสโมสรฟุตบอล “สุพรรณบุรี เอฟซี”

บิ๊กท็อปเข้ามายกระดับสุพรรณบุรี เอฟซี จากถ้วย ก. และถ้วย ข.ในโปรวินเชียลลีก จนสามารถโลดแล่นอยู่ในลีกสูงสุดของประเทศไทย ณ ปัจจุบัน สร้างความภาคภูมิใจและความสามัคคีให้คนเมืองเหน่อมาตลอดหลายปี

Advertisement

เป็นลูกชายคนสุดท้องของ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย กับ คุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา

สมรสกับ สุวรรณา ศิลปอาชา นายกสมาคมกีฬาฟิกเกอร์และสปีดสเก็ตติ้งแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติ และเป็นคุณพ่อลูก 3 ในคราวเดียวกัน

ทั้งยังเป็น “คุณพ่อของนักกีฬาทีมชาติ” หรือ “น้องเทมส์” ฑีฆรี ศิลปอาชา นักกีฬาฟิกเกอร์สเก็ต (สเก็ตลีลา) ทีมชาติไทย ที่เตรียมสู้ศึกฟิกเกอร์สเก็ตน้ำแข็งชิงแชมป์เอเชีย ในเร็วๆ นี้

ทำให้ “มิติแห่งวงการกีฬา” ของบ้านศิลปอาชาไม่เป็นสองรองใคร เพราะมีทั้งประธานสโมสรฟุตบอล นายกสมาคมกีฬา จ.สุพรรณบุรี นายกสมาคมกีฬาฟิกเกอร์และสปีดสเก็ตติ้ง กระทั่งนักกีฬาทีมชาติดาวรุ่งอยู่ในที่เดียวกัน

กระนั้น เป้าหมายการทำทีมของวราวุธไม่ได้อยู่ที่ “สุพรรณบุรี เอฟซี” จะเป็นแชมป์หรือไปเอเอฟซี แต่คือการทำให้คนสุพรรณมีความสุขกับการมีทีมฟุตบอลประจำจังหวัด และได้ประโยชน์สูงสุดจากสโมสรนี้ พร้อมกับใช้ “กีฬา” พัฒนาคุณภาพชีวิตคนสุพรรณไปในตัว

“เป้าหมายหลักของสโมสรไม่ได้สร้างมาเพื่อได้แชมป์ แต่เพื่อทำให้คนดูมีความสุข นอกจากความสุขแล้ว ยังทำให้คนดูได้พัฒนา จ.สุพรรณบุรี โดยใช้กีฬามาพัฒนามาตรฐานความรู้สึก ความคิด ใช้กีฬาเสริมสร้างศักยภาพคนสุพรรณเอง

“การเล่นกีฬาสำหรับผมไม่ใช่การเอาชนะหรือการเป็นแชมป์ และที่พูดอย่างนี้ ผมพูดตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำสโมสร พูดในวันที่สุพรรณขึ้นไทยลีก สุพรรณจบที่ 3 ของตาราง ไม่ใช่มาพูดในวันนี้ ในวันที่ผลงานเราไม่ดี”

ล่าสุด การกีฬาแห่งประเทศไทยประกาศให้ “สุพรรณบุรี” เป็น 1 ใน 6 จังหวัด “เมืองกีฬา” หรือสปอร์ตซิตี้ ร่วมกับ ชลบุรี บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อุดรธานี และกระบี่ ซึ่งวราวุธเตรียมแผนการดำเนินงานทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในการนำ “กีฬา” พัฒนา “คน-จังหวัด-ประเทศ” ไว้เรียบร้อยแล้ว

อะไรคือที่มาของแรงบันดาลใจเหล่านั้น หรือมีอุปสรรคใดบ้างที่ต้องฝ่าฟัน “ท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา เปิดใจกับ “มติชน” จนหมดเปลือก

จุดเริ่มต้นทำทีม?

สุพรรณบุรี เอฟซี เริ่มก่อตั้งจริงๆ เมื่อปี 2540 ตั้งแต่สมัยที่เป็นถ้วย ก. และถ้วย ข. ซึ่งยังมีโปรวินเชียลลีกอยู่ ช่วงนั้นเคยได้แชมป์โปรลีก 2 สมัย รวมถึงเป็นรองแชมป์ในฤดูกาลอื่นๆ ด้วย กระทั่งพัฒนาเป็นไทยพรีเมียร์ลีก ซึ่งทีมได้ขึ้นชั้นมาเล่นเพราะเป็นระดับต้นๆ ของโปรลีก เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยงบประมาณการดูแลทีมที่ต้องใช้มากขึ้น ผู้บริหารในขณะนั้นเริ่มดูแลไม่ไหว ทำให้ปี 2554 เป็นฤดูกาลแรกที่ผมเข้ามาทำงานในสโมสรนี้

ตั้งแต่สุพรรณบุรี เอฟซี เข้ามาอยู่ในไทยลีก ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ทีมทำผลงานได้ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เป็นเรื่องปกติ แต่ทีมบุรีรัมย์คงต้องยกให้พี่เน-เนวิน ชิดชอบ ไป เพราะรายนั้นเขารุนแรงและทุ่มเทขนานหนัก (หัวเราะ)

ประกอบกับช่วงหลังผมมีภารกิจหลายอย่างที่ต้องแบ่งลำดับความสำคัญ การทำบอลต้องแบ่งเวลาให้ลงตัวมากขึ้น ฉะนั้น ตั้งแต่ปีแรกเป็นต้นมาจนถึงวันนี้ เรามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของทีม ตัวสโมสร และผู้บริหาร รวมทั้งโค้ชและนักเตะก็ได้มีการปรับปรุงไปมากพอสมควร

ทุกๆ ปี เราต้อง “จ่ายค่าเล่าเรียน” ตลอด คนอื่นอาจเรียกว่าเสียค่าโง่ แต่เราเรียกว่าเสียค่าเล่าเรียน เพราะเมื่อลงทุนไปมักจะได้บทเรียนกลับมา ซึ่งทุกๆ ปี ได้บทเรียนไม่ซ้ำกันเลย (หัวเราะ)

แต่สิ่งที่น่าดีใจอย่างหนึ่งคือเราไม่เคยต้องจ่ายค่าเล่าเรียนซ้ำชั้น เพราะเมื่อพลาดไปเรื่องหนึ่งแล้วจะไม่มีการพลาดในเรื่องเดิมอีก ฉะนั้นเมื่อผ่านมาถึงปัจจุบันนี้ถือว่าได้ประสบการณ์ไปมากพอสมควร แฟนบอลเองก็มีความเหนียวแน่น ให้การสนับสนุน และให้กำลังใจนักเตะมาโดยตลอด

แผนงานระยะสั้นและระยะยาว?

ตอนนี้ยืนยันขอไม่ตกชั้นเช่นเดิม เพราะปีนี้การแข่งขันค่อนข้างสูง ส่วนปีหน้าตั้งเป้าขออยู่ไทยลีกให้ได้เหมือนเดิมก่อน

สิ่งหนึ่งที่ทำมาตลอดตั้งแต่เข้ามาอยู่ในสโมสรนี้ คือต้องการสร้างมาตรฐานและภาพจำของสโมสร ให้ทั่วประเทศได้เห็นว่าผลงานนั้นเป็นส่วนหนึ่ง มีขึ้นมีลง มีดีและไม่ดี แต่ความเป็นมืออาชีพของผู้บริหารสโมสร การรู้แพ้รู้ชนะ จบคือจบ เคารพในกติกาการแข่งขัน หากมีจุดที่พอใจหรือไม่พอใจอย่างไร เราจะรอให้จบการแข่งขันแล้วดำเนินตามกรอบกติกาที่มีอยู่

ตั้งแต่ทำสโมสรมา ไม่มีครั้งไหนที่ผมลงไปโวยกับกรรมการหรืออาละวาดในสนาม โดยเฉพาะกับแฟนบอลสุพรรณบุรี เรามีทีมการ์ดและเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแล ผลการแข่งจะเป็นอย่างไร เราต้องเคารพกติกาและสิ่งที่เกิดขึ้น ดังนั้น หากมีใครเขวี้ยงของลงมา เราจะลงโทษไม่ให้เข้าสนามอีก

แผนการดำเนินงานของ จ.สุพรรณบุรีในการเป็น “เมืองแห่งกีฬา” ?

มีการวางแผนตั้งแต่สมัยท่านบรรหาร ศิลปอาชา ยังอยู่ เราเริ่มดำเนินการนโยบายเรื่องกีฬามากว่า 30 ปีแล้ว หากดูประวัติย้อนหลัง สุพรรณบุรีเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาแห่งชาติหลายครั้ง รวมถึงกีฬาเยาวชนแห่งชาติ กีฬาคนพิการ กีฬาระดับนานาชาติ เรามีกระทั่ง “ศูนย์ฝึกกีฬาคนพิการ” แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศอยู่ในจังหวัด

ช่วง 10 ปีหลัง คนสุพรรณเริ่มตื่นตัวเกี่ยวกับการเล่นกีฬา เขามีความคิดที่จะช่วยจังหวัดจัดอีเวนต์ระดับประเทศโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร พิสูจน์ให้เห็นจากอีเวนต์ที่ผ่านมา คืองานสุพรรณบุรีปั่นสไตล์เมืองเหน่อ งานสุพรรณบุรีเมืองเหน่อมาราธอน ซึ่งเราไม่ใช้ออร์แกไนเซอร์เลย นี่เป็นงานปั่นและงานวิ่งที่คนสุพรรณทุกคนมีส่วนร่วมในการจัดทั้งการเตรียมสถานที่ การต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่มาร่วมกิจกรรม รวมถึงชาวบ้านบางกลุ่มซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการปิดถนนหน้าบ้านเพื่อใช้เป็นเส้นทางการแข่งขัน แต่ละคนล้วนเป็นเจ้าภาพที่ดี ทุกคนเตรียมการต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามานับหมื่นคนภายในช่วงเวลา 1-2 วันเท่านั้น

ในทางกลับกัน ทุกๆ องค์ประกอบที่มีส่วนร่วมจะต้องได้รับประโยชน์จากการจัดกีฬา ทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ งบประมาณ หรือรายได้ที่เข้ามา จะเห็นว่าสิ่งที่ท่านบรรหารได้ปลูกต้นกล้าไว้ วันนี้ออกผลแล้ว จนกระทั่งสุพรรณบุรีได้การยอมรับว่าเป็นเมืองแห่งกีฬา โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย

เป้าหมายของ จ.สุพรรณและคนสุพรรณในวันนี้ คือการพัฒนาจังหวัดโดยใช้กีฬาเป็นสื่อกลาง ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ สุขภาพ สาธารณสุข หรือการพัฒนาความเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม ฉะนั้น แผนการระยะยาวคือการใช้กีฬาพัฒนาคน แล้วมาพัฒนาประเทศไทยต่อไป

มองวงการฟุตบอลตอนนี้?

พัฒนาไปเยอะพอสมควร แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องเร่งพัฒนาคือพื้นฐานความคิดของนักกีฬา เมื่อเทียบความมีวินัยของนักฟุตบอลคนไทยกับชาวต่างชาติแล้ว นักฟุตบอลส่วนใหญ่มีพื้นฐานทางวินัยค่อนข้างโอเค แต่นักเตะต่างชาติมีสูงกว่า ดังนั้น การพัฒนาการเล่น การพัฒนาศักยภาพนักกีฬา ถามว่านักกีฬาคนไทยที่อายุเกิน 35 มีกี่คนที่อยู่ในไทย เทียบกับต่างประเทศ เช่น อันเดรส อิเนียสต้า ที่ย้ายไปอยู่วิสเซส โกเบ จะ 40 อยู่แล้ว ยังเล่นได้ขนาดนั้น เทียบกับนักกีฬาคนไทยที่อายุเท่ากันนั้นรีไทร์ไปแล้ว

แค่นี้ก็เป็นข้อสังเกตว่า การมีวินัยในการดูแลร่างกายตัวเองในการดำรงชีวิตทั้งในและนอกสนามเป็นสิ่งที่ต้องค่อยๆ สร้างพื้นฐานทางความคิด

ส่วนบอลไทยจะไปบอลโลกได้หรือไม่นั้น ผมมั่นใจ แต่ต้องใช้เวลาอีก 20 ปี เพราะสิ่งที่เรามี หรือนักกีฬาที่เรามีอยู่ในปัจุบันไปไม่ถึงบอลโลกแน่นอน ถ้าต้องการไปให้ถึง ต้องเริ่มไปจับที่เด็กอายุ 2-3 ขวบในวันนี้ เปลี่ยนแปลงทั้งพื้นฐานการศึกษา เข้าใจการใช้ชีวิตเป็นนักกีฬา ซึ่งนอกจากจะทำความเข้าใจกับตัวนักกีฬาแล้ว เราต้องทำความเข้าใจกับคนที่จะเป็นพ่อแม่นักกีฬาด้วย ดูแนวความคิด ทัศนคติต่อการเล่นกีฬา ไม่ใช้ลูกเป็นเครื่องมือหากิน อย่างผมเองเป็นพ่อของนักกีฬาทีมชาติ ผมต้องเข้มแข็งในวันที่เขาอ่อนแอ ต้องเป็นกำแพงให้เขาพิง เป็นหลักให้เขาในทางที่ถูก

การเล่นกีฬาให้ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะในระดับไหน ต้องมาจากหลายองค์ประกอบ ทั้งตัวเด็กเอง พ่อ แม่ ทัศนคติ ความมีวินัยในการดำรงชีววิต การฝึกซ้อม การกิน การศึกษา สิ่งเหล่านี้จะต้องมีความพร้อม เพื่อดันให้วงการฟุตบอลไทยไปถึงฟุตบอลโลกรอบควอลิฟายหลังๆ มากกว่านี้ให้ได้ แต่ตราบใดที่การศึกษายังไม่ได้รับการพัฒนา พื้นฐานของเด็ก แนวความคิดยังไม่เปลี่ยน วันนั้นคงยังไปไม่ถึง

สถานะของทีมตอนนี้?

โห ห่างไกลจากคำว่าประสบความสำเร็จ ผมเชื่อว่าไม่มีทีมไหน แม้แต่บุรีรัมย์ เมืองทอง หรือท่าเรือก็ยังไม่ถือว่าประสบความสำเร็จทั้งนั้น ทุกทีมอยู่ในขั้นของการพัฒนาอยู่ตลอด แม้แต่ทีมระดับโลกอย่างแมนฯยู รีล มาดริดก็ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา

ในโลกนี้ไม่มีใครบอกว่าพัฒนาเสร็จแล้วทั้งนั้น เพราะพัฒนาเสร็จแล้วเมื่อไหร่คุณเริ่มถอยหลังเมื่อนั้น

การพัฒนาจะต้องเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล โดยเฉพาะสุพรรรณบุรี เอฟซี เรายังมีเรื่องให้คิดให้ทำอีกเยอะ รวมถึงการพัฒนาพื้นฐานทางความคิดของนักกีฬาคนไทย ของทีมงาน สต๊าฟ โค้ช นักเตะ เป็นสิ่งที่เราต้องค่อยๆ จูนในแต่ละปีให้ถึงจุดที่เราต้องการ

 

“…ผมต้องการให้สโมสรนี้เป็นความภูมิใจของคนสุพรรณ
ไม่ใช่สโมสรของวราวุธหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ชื่อก็บอกแล้วว่า ‘สุพรรรณบุรี เอฟซี’
เราต้องการให้คนสุพรรณมีความภูมิใจ และไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอล
แต่ความฝันของผมคือการใช้กีฬาพัฒนาพื้นฐานทางความคิดของคน…”

 

ความแตกต่างของการบริหาร “สโมสรฟุตบอล” กับ “การเมือง” ?

การเมืองยากกว่า เพราะ ส.ส.เหนื่อยกว่านักฟุตบอลเยอะ (หัวเราะ) หากฟุตบอลตกชั้น ปีหน้าว่ากันใหม่ได้ แต่ถ้าพรรคการเมืองพลาดถือเป็นเรื่องยาวแน่นอน แทบจะไม่สามารถมีช่องว่างความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าพลาดก็ต้องดูว่าจะแก้ปัญหาเหล่านั้นอย่างไร

การเป็นประธานสโมสรฟุตบอลดูแลคนนิดเดียว ซึ่งเป็นคนในจังหวัดเดียว แต่การเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองต้องดูลูกพรรคทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศ ต้องดูทั้งประชาชนที่อยู่ในจังหวัดและในพื้นที่ที่ไกลออกไป ต้องคุ้นเคยกับความหลากหลายทางประเพณีและวัฒนธรรม รู้ความคิดความอ่านของคนแต่ละพื้นที่ แต่ฟุตบอลไปที่ไหนก็เตะลูกกลมๆ เหมือนกัน มีฝั่งละ 11 คน เตะลูกให้เข้าประตู ฉะนั้นก็เตะกันอย่างเดียว

การเมืองมีความละเอียดอ่อนมากกว่า ยอมรับว่าการบริหารสโมสรฟุตบอลมาราว 8 ปี ได้ให้ประสบการณ์และข้อคิด รวมถึงการฝึกตัวเองในหลายๆ มิติมาพอสมควร

ชอบงานการเมืองหรือบริหารทีมฟุตบอลมากกว่า?

ผมเกิดมากับการเมือง ทำงานการเมืองก่อนฟุตบอล เกี่ยวข้องกับการเมืองมาตั้งแต่เกิด หรือจำความได้

ผมกระโดดเข้าสนามการเมืองเต็มตัวตั้งแต่ปี 2544 คือเป็น ส.ส.สมัยแรก แต่มาทำโมสรฟุตบอล 2554 ดังนั้นทำเรื่องการเมืองมาก่อนเยอะ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าฟุตบอลให้ข้อคิดหลากหลายกับมิติทางการเมือง มาถึงวันนี้แล้วแยกไม่ได้ ต้องทำคู่กันไป

มีการตั้งขอสังเกตว่า นักการเมืองระดับจังหวัดหรือนักการเมืองท้องถิ่นใช้สโมสรฟุตบอลเป็นฐานเสียงหรือฐานอำนาจพรรค?

ถูกครับ ไม่เถียง ถ้าผมไม่ใช่นักการเมืองผมไม่เข้ามาทำสโมสรฟุตบอลหรอก เพราะทำแล้วไม่ได้กำไร แล้วจะทำไปทำไม (หัวเราะ) หรือถ้าเข้ามาเพื่อทำกำไร ผมขายเต้าฮวย หรือทำอย่างอื่นคงได้กำไรมากกว่าเยอะ (หัวเราะ)

แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ 1.ถูกต้อง ผมเป็นนักการเมือง 2.ฐานแฟนบอล เขาได้รู้จักว่าเราเป็นคนอย่างไร เรานำความภาคภูมิใจ ความสุนกสนานเข้ามาให้คนในพื้นที่ การที่คนสุพรรณจะใส่เสื้อสุพรรรณบุรี เอฟซี แล้วภูมิใจในการเป็นทีมจังหวัด มันไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน แต่ก็ต้องใช้เงิน อาศัยความอดทน ประสบการณ์ และหลายๆ สิ่งในการทำทีมฟุตบอล ไม่ปฏิเสธที่นักการเมืองหลายๆ คนทำทีมฟุตบอล ผมว่าเป็นเรื่องดี เพราะมีกำลังในการทำ สามารถพัฒนาหลายสิ่งหลายอย่างได้

ผมต้องการให้สโมสรนี้เป็นความภูมิใจของคนสุพรรณ ไม่ใช่สโมสรของวราวุธหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ชื่อก็บอกแล้วว่า “สุพรรรณบุรี เอฟซี” เราต้องการให้คนสุพรรณมีความภูมิใจ และไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอล แต่ความฝันของผมคือการใช้กีฬาพัฒนาพื้นฐานทางความคิดของคน

ตั้งแต่เข้ามาบริหารทีม แมตช์ไหน หรือฤดูกาลใดที่เป็นความประทับใจมากที่สุด?

เป็นความทรงจำทุกฤดูกาล เพราะทุกฤดูกาลได้บทเรียนไม่เหมือนกัน (ยิ้ม) แต่ประทับใจที่สุดคือฤดูกาลที่เราขึ้นจากดิวิชั่น 1 มาไทยลีก เป็นสิ่งที่เราภูมิใจที่เราต่อสู้ฝ่าฟันกันมา ซึ่งพอขึ้นมาไทยลีกก็เห็นว่าเขาเป็นอีกระดับหนึ่งจริงๆ

ตั้งแต่ขึ้นมาไทยลีกรู้สึกประทับใจทุกปี มีบทเรียนให้ประทับใจทุกปี สนุกสนาน ได้ความรู้ใหม่ๆ ตลอด

คำว่า “กีฬา” สำหรับคุณ?

กีฬาคือชีวิต เพราะเป็นการจำลองชีวิตอยู่ในเกมกีฬา เราไม่ได้แพ้หรือชนะตลอดไป ฉะนั้นการทำอะไรก็แล้วแต่ อย่าลิงโลดกับสิ่งที่เรามีอยู่ พึงตระหนักว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดอยู่แค่ข้างหน้านี้เอง

อย่าหลงระเริงอยู่กับความสำเร็จ อย่ามัวจมปลักอยู่กับความผิดพลาด เพราะความสำเร็จอาจอยู่แค่เอื้อม และความผิดพลาดอาจอยู่แค่สเต็ปต่อไปแค่นั้น จงอย่าเสียสมาธิ มีสติในการทำอะไรก็แล้วแต่ แล้วก็อดทนไป นี่คือกีฬา สอนมากกว่าที่คิด