ปรากฏการณ์ ‘อินเทลิเจนเซีย’ เปิดใจ บก.วัย 22 ผู้ยังไม่เคยเลือกตั้ง ‘สุรัตน์ สกุลคู’

กลายเป็นแรงกระเพื่อมเบาๆ ในแวดวงวิชาการ เมื่อมีวารสารเกิดใหม่ใช้ชื่อว่า “Intelligenzia” (อินเทลิเจนเซีย)

ประกาศตัวอย่างองอาจกลางงานเสวนาเปิดตัวในห้องเล็กๆ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ว่าเป็นสิ่งพิมพ์ “หัวก้าวหน้า”

หวังสานต่ออุดมการณ์ของวารสารในตำนานอย่าง “สังคมศาสตร์ปริทัศน์” ซึ่งเผยโฉมหน้าครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ.2506 ส่งผลสะเทือนทางความคิดทางสังคม-การเมืองอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะแวดวงนักศึกษาและปัญญาชน

กองบรรณาธิการตบเท้าเดินขึ้นเวทีด้วยชุดนักศึกษา พร้อมเล่าที่มาถึงการ “ลงขัน” พร้อมกัน 7 คนเพื่อปลุกปั้นวารสารวิชาการรัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์ที่อ่านง่ายๆ ไม่ต้องปีนบันไดสู่หอคอยงาช้าง

ไร้แหล่งทุนอื่นใด นอกจาก “ค่าขนม” และการเปิดพรีออเดอร์ให้สั่งล่วงหน้าเพื่อหาเงินจ่ายค่าพิมพ์ทั้งที่ยังไม่มีภาพปก ปักป้ายวารสารที่ทำโดยนักศึกษาทุกขั้นตอน

ได้นักวิชาการ “บิ๊กเนม” หลายรายร่วมส่งบทความให้ตีพิมพ์ในฉบับปฐมฤกษ์ อาจารย์ผู้ใหญ่ในสถาบันการศึกษาชั้นนำและนักวิชาการหลายสาขาร่วมออกโรงหนุนผ่านโลกโซเชียล

จำหน่ายแทบเกลี้ยง 500 เล่ม ในเวลาเพียง 1 สัปดาห์

นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจมองข้าม

สุรัตน์ สกุลคู นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง คือบรรณาธิการวัย 22 ปี ที่พยักหน้ารับว่า “ยังไม่เคยเลือกตั้ง”

เกิดที่กรุงเทพฯ มารดามีพื้นเพเป็นชาวนครศรีธรรมราช พื้นฐานครอบครัวทำธุรกิจ และมีแนวคิดอนุรักษนิยมค่อนข้างสูง

“เขาเป็นห่วง บอกเสี่ยงเปล่าๆ มีเตือนบ้างแต่ไม่ได้ปิดกั้น ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสของตัวเองเพราะยังเป็นนักศึกษา”

จบมัธยมจากโรงเรียนแถวหน้าของไทย เป็นนักเรียนที่เคยสร้างคดีวิวาทะด้วยความเห็นต่างในระบบการศึกษา

เตรียมเรียนต่อปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์ อยู่ระหว่างการตอบรับจากมหาวิทยาลัยในฝรั่งเศส ซึ่งเจ้าตัวเคยไปเรียนแลกเปลี่ยนสมัย ม.ปลาย

ต่อไปนี้คือปากคำของบรรณาธิการหนุ่มหนึ่งในผู้ก่อตั้งวารสารซึ่งล่าสุดเปิดแผนกิจกรรมสัญจรตามร้านหนังสือต่างๆ ทั่วไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

คิดอะไรอยู่ถึงทำวารสารนี้ขึ้นมา?

เป็นคนสนใจงานวิชาการเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว รู้สึกว่าแวดวงวิชาการถูกคุกคามด้วยเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งทำให้คนหวาดกลัว ไม่กล้าคิดอะไรสร้างสรรค์ ไม่มีพื้นที่เสรีภาพทางความคิดให้กับนักวิชาการแม้กระทั่งนักศึกษาที่อยากจะทำอะไรออกมาอย่างเป็นรูปธรรม แว่บแรกที่อยากทำมาจากตรงนี้ พอบอกเพื่อน ทุกคนตั้งคำถามว่า ใครจะอ่าน มันจะขายได้เหรอในยุคที่สิ่งพิมพ์ปิดตัวกันเป็นแถว แต่ผมคิดว่า ได้สิ! ถ้าเราทำเนื้อหาให้น่าอ่าน ให้แตกต่างจากวารสารวิชาการส่วนใหญ่ที่อยู่ในฐาน TCI (Thai-Journal Citation Index) เราไม่ได้อยู่ในฐานนี้ แต่ต้องการนำเสนอประเด็นต่างๆ ทางสังคม วิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างตรงไปตรงมา บางแง่มุมอาจมีความสุ่มเสี่ยงหรือท้าทายอำนาจรัฐ หรือผู้มีอำนาจในสังคมก็ตามแต่

“อินเทเลเจนเซีย” หมายถึงอะไร ทำไมเลือกใช้คำนี้?

มันเป็นคำศัพท์ฝ่ายซ้ายในอดีต ถูกใช้ครั้งแรกในสหภาพโซเวียต หมายถึงกลุ่มคนที่วิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างถึงรากถึงโคนอย่างตรงไปตรงมา และอยากเปลี่ยนแปลงสังคม ความหมายของคำนี้คนส่วนใหญ่มักรับรู้ในภาษาอังกฤษคือ อินเทอร์เลคช่วล ที่แปลว่า ปัญญาชน แต่คำศัพท์ก่อนหน้านั้น คือ อินเทลิเจนเซีย ในยุคสงครามเย็นที่มีการต่อสู้กันระหว่างโลกเสรีประชาธิปไตยกับโลกคอมมิวนิสต์

คิดว่าชื่อยาวและยากไปไหม มีชื่ออื่นที่เคยเล็งไว้หรือเปล่า?

ผมรู้สึกว่าคำนี้น่าจะตรงกับเป้าประสงค์ของวารสารที่อยากทำ ไม่เพียงวิพากษ์สังคมแต่ต้องหาทางออกด้วย จริงๆ แล้วเคยคิดว่าจะตั้งชื่อ สังคมศาสตร์ปฏิวัติให้คล้ายกับสังคมศาสตร์ปริทัศน์ แต่ผมว่าถ้าตั้งแบบนี้วารสารคงไม่ได้ออกจากโรงพิมพ์แน่นอน (หัวเราะ) เสี่ยงสะกิดต่อมผู้มีอำนาจโดยไม่จำเป็น

หวังให้วารสารทำหน้าที่แบบสังคมศาสตร์ปริทัศน์?

ผมนึกถึงวารสารในอดีตอย่างสังคมศาสตร์ปริทัศน์ แต่ไม่ได้คิดเทียบเคียง แค่อยากมีไอเดียโดยใช้เป็นแรงบันดาลใจ ผมชอบอ่านงานวิชาการตั้งแต่มัธยมแล้ว พอเข้ามหาวิทยาลัยได้อ่านวารสารวิชาการที่อยู่ในฐาน TCI ไม่ว่าจะเป็นรัฐศาสตร์สาร เอเชียพิจาร ผมรู้สึกว่าอ่านยาก เพราะเป็นงานวิชาการจ๋า ตัวเองไม่ได้มีพื้นฐานที่ดีขนาดนั้น เลยคิดว่าน่าจะมีวารสารวิชาการที่อ่านได้ แล้วไม่รู้สึกว่ายากเกินไป ศักยภาพการอ่านของคนไทยไม่ได้เท่ากันหมด แต่เขามีสิ่งที่สนใจ สิ่งที่อยากอ่าน สิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด เลยคุยกับเพื่อนๆ จากไม่กี่คน เพื่อนก็สนใจบอกว่าอยากลองทำดูก็ได้ ผมรับอาสาเป็นบรรณาธิการ เพราะมีประสบการณ์การเขียนงานวิชาการ และรู้จักนักวิชาการ ก็เลยเริ่มฟอร์มทีมขึ้นมา คนนี้พิสูจน์อักษร คนนี้ดูแลการเงิน คนนี้ออกแบบปก ทุกคนเป็นนักศึกษาทั้งหมด

นักศึกษาที่ร่วมก่อตั้งมาจากหลากหลายสถาบันมาก รู้จักกันได้อย่างไร?

ครับ มีนักศึกษารามคำแหง บูรพา ธรรมศาสตร์ และสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี รวม 7 คน ทั้งหมดเป็นเพื่อนที่รู้จักกันตอนไปทำกิจกรรมที่ได้แสดงความเห็นทางการเมืองในพื้นที่สาธารณะ เรารู้จักคนหลากหลาย เลยคิดว่าน่าจะอาศัยประโยชน์ตรงนี้ในการทำวารสาร มารวมกลุ่มกันเป็นกระบอกเสียงหนึ่งในการสะท้อนปัญหาสังคม

ตั้งแต่วินาทีแรกที่คิดทำวารสารจนถึงตอนนี้มีอุปสรรคอะไรบ้าง?

ก่อนอื่นเลยคือ ไม่มีตังค์ (หัวเราะ) มีแต่ความคิด เริ่มจากศูนย์ จะเอาเงินจากไหนมาทำ ก็ลงขันกัน ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากันหลายเรื่อง พยายามหาโรงพิมพ์ที่ราคาถูกสุด ก็ได้โรงพิมพ์ของธรรมศาสตร์ รังสิต พิมพ์ 500 เล่ม ใช้กระดาษถนอมสายตา ต้องจ่ายค่ามัดจำหมื่นนึง ออกเงินกันคนละพันกว่าบาท ก็พอจ่ายได้ แต่ปัญหาคือ อีก 2 หมื่นกว่าบาทที่เหลือจะเอาจากไหน ต้องจ่ายวันที่ 21 มกราคม ก่อนหน้างานเสวนาเปิดตัววารสาร 1 วัน กังวลมาก เลยใช้วิธีพรีออเดอร์ หาเงินไปจ่ายโรงพิมพ์ก่อน ตอนเปิดให้พรีออเดอร์ หน้าปกยังไม่มีด้วยซ้ำ เลยคิดแผนเผื่อไว้ว่า ถ้าไม่ได้จริงๆ อาจเอาเงินค่าขนมที่เป็นเงินเก็บตัวเองจ่ายไปก่อน แต่ผมบอกทุกคนว่า ไม่เคยมั่นใจอะไรอย่างนี้มาก่อนว่าขายได้แน่ หมดไม่หมดไม่รู้ แต่รู้ว่า ขายได้ ราคาวารสารเล่มละ 200 บาท พรีออเดอร์เล่มละ 170 บาท ถ้าเทียบกับวารสารอื่นถือว่าถูกมาก

การออกแบบปกได้รับคำชื่นชมว่าลึกซึ้งมาก ผ่านการปรับแก้เยอะไหม?

ก็มีปรับครับ ตอนแรกออกมาสวยมากนะ แต่เป็นสีพาสเทล ทีนี้ผมคิดว่าถ้าจะให้เข้ากับบริบทสังคมไทย ต้องเปลี่ยน จนออกมาอย่างที่เห็น


ทำอย่างไรถึงได้นักวิชาการ “บิ๊กเนม” หลายคนมาเขียนให้?

ต้องขอบคุณอาจารย์และนักวิชาการทุกท่านมาก อย่างอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ผมเดินทางไปอยู่เชียงใหม่ 15 วัน เมื่อช่วงปลายปีที่แล้วเพื่อไปพบท่าน เอาเรื่องวารสารไปคุย และขอให้อาจารย์เขียนเรื่องการเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งภายใต้กติกาของ คสช. แม้ว่าสุขภาพอาจารย์จะไม่ดี แต่รับปากว่าจะเขียนให้ แล้วก็ส่งบทความมาจริงๆ

สำหรับผม ท่านเป็นนักวิชาการนัมเบอร์วัน เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในการทำงานของผม นักวิชาการท่านอื่นๆ ก็ให้เกียรติพวกผม บอกว่าอันไหนอยากตัด ตัดได้เลย หรืออยากปรับภาษาก็แล้วแต่ บก. ไม่ได้มองว่าเป็นแค่นักศึกษา แต่มองเราในฐานะคนทำงานวารสาร

ตอนติดต่อรุ่นใหญ่กลัวถูกปฏิเสธไหม?

กลัวมากและรู้สึกว่านี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แต่ก็เป็นสิ่งที่ตัวเองกลัวที่สุด เราโนเนมมาก กลัวว่าเขาจะไม่เล่นด้วย แต่คนเหล่านี้ก็ส่งบทความมาให้ ผมได้งานของคุณวัฒน์ วรรลยางกูร และคนอื่นๆ ที่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยในอดีต นั่นคือยุคสมัยของเขา แต่คนเหล่านี้ บางคนถูกลืมจากสังคมไทย

ถ้ามีบทความเนื้อหาสุ่มเสี่ยงคิดว่าความเป็นนักศึกษาช่วยปกป้อง?

คิดว่าไม่นะครับ เพราะในรอบเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา นักศึกษาไม่น้อยที่รวมกลุ่มทำกิจกรรมทางการเมือง แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ชุมนุมประท้วง ไม่เอาเผด็จการ ก็ยังโดนมอนิเตอร์ โดนคุกคาม มีการส่งคนไปเฝ้า สะกดรอยตาม ความเป็นนักศึกษาไม่ได้ปลอดภัย ไม่ใช่ว่าจะได้โควต้า ใครก็ตามทำสิ่งที่ท้าทายต่ออำนาจรัฐที่เป็นเผด็จการ ถึงที่สุดก็จะโดนคุกคามแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะที่เชียงใหม่ ที่ปัตตานี หรือภาคอีสาน

ถ้าผู้เขียนแตะประเด็นอ่อนไหว ใช้มาตรฐานอย่างไร ขีดเส้นตรงไหน?

ถ้าเขียนมาโดยใช้พื้นฐานจากข้อเท็จจริงทางวิชาการ ทางประวัติศาสตร์ มีทฤษฎี มีงานวิจัยเป็นรูปธรรม ก็ตีพิมพ์ได้ ถามว่ากลัวไหม ไม่กลัว ผมรู้สึกว่าเสรีภาพทางความคิด ถ้าเราไปกังวลมาก ถึงที่สุดจะทำให้เรากลายเป็นเครื่องมือหนึ่งของเขา หลายบทความในฉบับปฐมฤกษ์ มีคนเตือนด้วยความเป็นห่วงเหมือนกัน แต่คิดว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เปิดพื้นที่เสรีภาพทางความคิดแล้ว เราไม่สามารถปฏิเสธงานเหล่านี้ได้ ตราบใดที่ไม่ได้เขียนด่าพ่อ ล่อแม่ วิจารณ์เรื่องส่วนตัว ผมคิดว่าคนจำนวนไม่น้อยอยากอ่านเรื่องที่เราอยากรู้แต่เขาไม่อยากให้รู้ ข้อเท็จจริงบางอย่างในสังคมไทยถูกปิด ถูกอำพราง คนก็อยากไขกุญแจเข้าไปอ่าน

บอกในงานเปิดตัวว่าเป็นวารสารฝ่ายซ้ายที่หมายถึงไม่ขวา แล้วเปิดรับบทความนักวิชาการทุกฝั่งไหม?

ผมคิดว่างานวิชาการไม่ว่าจะสีอะไรก็แล้วแต่ มีประโยชน์อย่างน้อยในแง่ที่ทำให้ได้ถกเถียงและวิพากษ์

เห็นว่ามีคนส่งบทความให้พิจารณาจำนวนมากหลังงานเปิดตัว มีวิธีการคัดสรรอย่างไร?

ในฉบับปฐมฤกษ์ ผมกำหนดหัวข้อบทความแบบกว้างๆ อยู่ใน 3 ประเด็นหลักคือ การเมือง เศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์ ครอบจักรวาลมาก เพราะเป็นการเปิดตัว อยากเปิดพื้นที่ เปิดตัวตน เลยให้อิสระในการเขียน แต่ฉบับต่อไปๆ ต้องสอดคล้องธีม และดูว่าข้อถกเถียงที่เลือกใช้คืออะไร ในระยะยาว มองว่าถ้าส่งเข้ามาเยอะมาก ชิ้นที่ไม่ได้ลงตีพิมพ์เพราะไม่เข้าธีมของฉบับนั้นๆ แต่เป็นงานที่ดี อาจเผยแพร่ผ่านเพจวารสาร คนที่ส่งเข้ามาจะได้ไม่เสียกำลังใจ

มีคนแซวว่าบทความประวัติศาสตร์ดูไม่เข้าพวก ทำไมเอามารวมไว้ในเล่ม?

จริงๆ ผมเป็นคนสนใจประวัติศาสตร์อยู่แล้ว อย่างงานของอาจารย์รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล ซึ่งเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยผม ท่านก็กรุณาส่งบทความมาให้ หรืองานของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่มและวารสารต่างๆ ผมก็อ่าน

เอาวิชาการทำวารสารมาจากไหน ได้ปรึกษาคนในแวดวงหนังสือไหม?

ใช้คำว่าครูพักลักจำดีกว่า ผมอ่านหนังสือหลากหลายอยู่เหมือนกัน ส่วนใหญ่เป็นสายวิชาการสังคมศาสตร์ เราดูวิธีการทำงานของเขาและก็มีโอกาสได้พูดคุยบ้าง แต่บางทีอะไรที่เป็นแพทเทิร์นมากๆ ก็ปรับให้น่าสนใจขึ้น ไม่เชย

ตกใจกับผลตอบรับไหม เคยคาดไว้ก่อนหรือเปล่า?

อันนี้เกินความคาดหมายมาก วารสารมีกำหนดออกปีละ 2 เล่ม ฉบับปฐมฤกษ์คือมกราคม-มิถุนายน ฉบับต่อไปคือ กรกฎาคม-ธันวาคม ตอนแรกคิดว่าคงใช้เวลา 6 เดือนแน่ๆ กว่าจะขายหมด 500 เล่ม ปรากฏว่าแค่ 1 สัปดาห์ เหลือไม่ถึง 100 เล่มแล้ว คนซื้อส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาซึ่งน่าดีใจมาก และนอกจากการขาย ยังส่งให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่สนใจด้วย ล่าสุดมีโรงเรียนจากเชียงใหม่ จากอำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง ขอให้ส่งไปห้องสมุด ก็ส่งไป ผมกันไว้ 30 เล่ม สำหรับแจกจ่าย

เมื่อชูแนวคิดวารสารที่ทำโดยนักศึกษาอย่างแท้จริง ถ้าเรียนจบแล้ว จะนั่งเก้าอี้ บก.ต่อไปหรือส่งไม้ต่อให้คนอื่น?

ตอนนี้ผมอยู่ปี 4 เพราะฉะนั้นเฉพาะฉบับปฐมฤกษ์ และฉบับหน้า คือในปี 2562 ผมยังคงเป็น บก. อยู่ แต่ถ้าเรียนจบ หรือหมดรุ่นพวกผมทั้ง 7 คน ซึ่งตอนนี้หลายคนในทีมยังอยู่ปี 1 การยังคงเป็น บก. หรือทำเอง อาจไม่ถูกนัก เพราะควรเป็นวารสารของนักศึกษา ซึ่งเพื่อนๆ ตามมหาวิทยาลัยอื่นๆ รวมถึงตามภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น เชียงใหม่ พายัพ ปัตตานี บูรพา ขอนแก่น อุบลฯ มหาสารคาม เราก็รู้จักกัน เพราะผมไปเข้าหาเขา นั่งรถทัวร์ไปทำความรู้จัก ถามว่าใครสนใจ ใครมีไอเดียอะไร ใครอยากมาร่วมกับเรา ขอให้มาโดยเฉพาะพวกปี 1 ปี 2 พวกเราทั้ง 7 คนรู้สึกผูกพัน รักวารสารนี้ เพราะเราร่วมกันทำให้มันเป็นความจริง ไม่ใช่แค่ความฝัน ถึงจะไม่ได้ทำแล้วแต่สามารถให้คำปรึกษาได้

 

ล่าสุดโฆษณากิจกรรมสัญจรเพื่อโปรโมตวารสาร?

ผมคิดโปรเจ็กต์อินเทลิเจนเซียสัญจรขึ้นมา เพื่อสร้างคอมมูนิตี้การอ่าน อย่างเสาร์ที่ 16 ก.พ.นี้ ทางร้านบุ๊กรีพับลิกเชียงใหม่ร่วมกับพวกเราจัดขึ้น มีผมกับเพื่อนๆ และอาจารย์นิธิร่วมเสวนา พูดคุยตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึง 1 ทุ่ม หลังจากนั้นจะมีกิจกรรมที่ร้านฟิลาเดเฟีย อุบลราชธานี และลงใต้ไปจัดที่ร้านหนังสือบูคู ปัตตานี แต่ละเดือนจะออกต่างจังหวัด ไปสร้างฐานคนอ่านให้เพิ่มมากขึ้น ผมจะส่งสารบอกคนในพื้นที่ต่างๆ ว่าวารสารนี้เกิดขึ้นมาแล้วนะ เป็นรูปธรรมแล้ว สามารถมาพูดคุยแลกเปลี่ยนผ่านวารสารได้ โต้เถียงกันในมุมวิชาการได้ ใครไม่เห็นด้วยก็ส่งบทความมาตอบโต้ได้ นี่คือสังคมประชาธิปไตย ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่ทะเลาะกัน ทะเลาะได้ มีความขัดแย้งได้ แต่ไม่แตกหัก คิดว่านี่เป็นหลักการพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม ไม่ใช่ว่าถ้าไม่ใช่เรา ก็เป็นศัตรูของเรา ผลักให้คนเห็นต่างกลายเป็นศัตรู อย่างในมุมของการเมืองบางครั้งมีการทำลายล้างแบบไม่สร้างสรรค์

เคยมีประสบการณ์ “เห็นต่าง” แล้วสร้างปัญหาในชีวิตไหม?

สมัยเรียนมัธยมเคยมีวิวาทะแรงมาก เรื่องอาจารย์ที่สอนในโรงเรียน แล้วสอนพิเศษข้างนอกโดยเอาข้อสอบที่จะออกไปสอนพิเศษ ผมรู้สึกว่าเป็นการหากินกับการสอนหนังสือหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่ามันเป็นปัญหา ไม่แปลกที่โครงสร้างการศึกษาไทยแย่ เด็กเสียเงินมาเรียน ค่าเทอมเท่าไหร่ ได้อะไรไปบ้าง ในขณะที่ครูบางคนได้วิทยฐานะ ต่อให้จบ ดร.มาสอน ถ้ามีอาจารย์ลักษณะนี้อยู่ก็เป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ระบบการศึกษาไทยมีปัญหา เมื่อแม่พิมพ์บิดเบี้ยว แล้วผลที่ออกมาจะไม่เบี้ยวได้อย่างไร เด็กไทยทั่วประเทศอนาคตจะเป็นอย่างไร นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โรงเรียนกวดวิชากอบโกยเงินได้มหาศาล ทำกำไรเท่าไหร่ในแต่ละปี ทำไมไม่คิดเรื่องนี้บ้าง คนที่ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงให้ระบบมันดีขึ้นก็เหมือนสนับสนุน ผมไม่เห็นด้วย นี่เป็นจุดที่รับไม่ได้กับระบบ

อาจารย์อนุรักษนิยม แต่ผมไม่ใช่ ผมเห็นต่าง พอสะท้อนอะไรแบบนี้ออกไป เขาก็รับไม่ได้ แต่คิดว่าคงไม่ใช่แค่โรงเรียนผมแห่งเดียว แต่โรงเรียนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐ เอกชน คงมีอะไรอย่างนี้เหมือนกัน หรือกระทั่งมหาวิทยาลัยเองก็ดี อาจารย์บางคนสั่งให้นักศึกษาทำงาน แล้วเอาผลงานไปขอตำแหน่งทางวิชาการ นี่มันคืออะไร ประเด็นการศึกษาคิดว่าต้องคุยเรื่องนี้กันเยอะ วารสารเองก็มีส่วนที่จะทำให้คนท้าทายระบบการศึกษา

มองอนาคตตัวเองอย่างไร อยากเป็นนักวิชาการ คนทำหนังสือ หรืออาชีพอื่น?

อยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่แค่หากินกับการสอนหนังสือ แต่ยังอยากทำวารสาร เขียนงานวิชาการ ทำให้สังคมเกิดความตื่นตัว อยากทำงานที่เกี่ยวข้องกับการติดอาวุธทางความคิดให้สังคม ให้ประชาชน

เท่าที่คุยกับเพื่อนๆ นักศึกษา ตื่นตัวการเมืองแค่ไหน จะไปเลือกตั้งกันไหม?

ไปครับ ทุกคนตอนนี้เป็นอะไรที่รอการเลือกตั้ง เพราะเป็นโอกาสเดียวที่จะใช้สิทธิและเสียงของเราที่มีอยู่ในการกาลงบัตรเลือกตั้งแล้วทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง นักศึกษารอโอกาสวันที่ 24 มีนาคม ที่จะได้ใช้สิทธิ ใช้เสียงอย่างเต็มที่

Intelligenzia (อินเทลิเจนเซีย)

วารสารวิชาการเนื้อหาครอบคลุมรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และประวัติศาสตร์ ก่อตั้งโดยนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ รวม 7 คน ได้แก่ สุรัตน์ สกุลคู, โอมาร์ หนุนอนันต์, กฤษฏ์ฐพงศ์ แก้ววิเชียร, ศุภณัฐ กิ่งแก้ว, จักรพล ผลละออ, สาเล็ม มะดูวา และชัยรัชต์ ลิ้มเจริญ ร่วมลงขันโดยใช้เงินทุนส่วนตัว

ตีพิมพ์ฉบับปฐมฤกษ์ ประกอบด้วย บทความหลากหลาย อาทิ การเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งภายใต้กติกาของ คสช. โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์, การปรับปรุงภาษีฐานรายได้สู่การกระจายที่เป็นธรรม โดย รัฐพงศ์ หมะอุ, สามัญปัญญาชนหญิงร่วมปฏิวัติ 2475 โดย ชานันท์ ยอดหงษ์, กระชับมิตรกระชับเมือง : อำนาจรัฐไทยข้ามพรมแดนผ่านกิจกรรมกระชับมิตรนักศึกษาไทยในอินโดนีเซีย โดย เจษฎา บัวบาน, อนุสาวรีย์พระเจริญราชเดช (ท้าวกวด) กับการสร้างตัวตนของชนชั้นนำท้องถิ่นมหาสารคาม (พ.ศ.2527-2560), จารึกขุนศรีไชยราชมงคลเทพ : อยุธยาแผ่บารมีสู่ลุ่มแม่น้ำมูล โดย รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล เป็นต้น

หน้าปกออกแบบลึกซึ้งเป็นรูปช้าง ตัวแทน “กลุ่มทุนไทย” ภาพคนกลับหัวใช้ลิ้นค้ำยันช้าง สื่อถึงการถูกขูดรีด กดทับ ทำงานได้แค่พอเลี้ยงปากท้อง หากลองกลับหัวหนังสือ จะกลายเป็นรูปช้างเดินหน้า คนถอยหลัง ลำบากยากจนมากขึ้น ชนชั้นกลางลอยตัวเหนือความขัดแย้ง

จำหน่ายผ่านเฟซบุ๊ก “วารสาร Intelligenzia” ซึ่งอัพเดตความเคลื่อนไหวและข่าวสารกิจกรรมต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ

บทความก่อนหน้านี้“ซูเปอร์โพล”สำรวจปัญหาปากท้องประชาชน 52.7%อาชีพการงานแค่ประคองตัว 88.4% ยังไม่เห็นนายกฯในใจ
บทความถัดไปสุนทรียะสไตล์ญี่ปุ่น คอลัมน์ แท็งก์ความคิด