‘ชินวัฒน์ สกุลตั้งไพศาล’ เลือดใหม่บนถนนธุรกิจ สร้างสีเขียวให้หนองคาย

เรื่องของสิ่งแวดล้อมนับเป็นปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกเผชิญในขณะนี้ ทั้งเรื่องของพื้นที่ป่าไม้ลดลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาขยะล้นโลก น้ำเสีย ฝุ่นละออง ฯลฯ หากในวันข้างหน้าไม่ช่วยกันคนละไม้ละมือหยุดยั้งกระทำในสิ่งที่เป็นพิษแก่โลก ก็ยากที่จะหยุดหนทางแห่งหายนะของโลกใบนี้

หนองคาย จังหวัดทางภาคอีสานตอนบน ได้ชื่อว่าเป็นเมืองน่าอยู่อันดับ 7 ของโลก จากการคัดเลือกของนิตยสาร Modern Maturity ของสหรัฐอเมริกา โดยมีเกณฑ์ชี้วัดถึง 12 ตัว อาทิ สภาพอากาศ ค่าครองชีพ วัฒนธรรม ที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค การคมนาคม การบริการทางการแพทย์ สภาพแวดล้อม ฯลฯ

ชินวัฒน์ สกุลตั้งไพศาล ชายหนุ่มวัย 29 ปี ทายาทรุ่นที่ 2 ของตระกูลสกุลตั้งไพศาล เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในหนองคาย จึงเบนเข็มจาก “นักการเมือง” มาเป็น “นักธุรกิจ” ปลุกปั้นทำโรงแรมสีเขียว กระทั่งได้รับรางวัล “กรีน โฮเทล” ระดับดีเยี่ยม จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นแห่งเดียวในภาคอีสานและเป็นแห่งแรกในจังหวัดหนองคาย

“ชินวัฒน์” เป็นลูกชายของ “บุญฤทธิ์ และจีระนันท์” มีพี่สาวหนึ่งคนในวัยไล่เลี่ยกัน เกิดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2534 ปัจจุบันรับหน้าที่เป็นเลขาธิการสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก่อนหน้านี้เคยทำงานการเมืองในรัฐบาลประยุทธ์ 1 โดยเป็นทีมงานของอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “กฤษณพงศ์ กีรติกร” นับเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงของตระกูลรุ่น 2 ที่เข้ามารับไม้ต่อจากครอบครัว “ชินวัฒน์” จบการศึกษาคณะบริหารรัฐกิจและการปกครอง ทั้งตรีและโท จาก LSE-London School of Economics (วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน) สถาบันเฉพาะทางสายสังคมศาสตร์ (ด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์) ติดอันดับท็อป 3 ในสหราชอาณาจักรและยุโรป

ดังนั้น เมื่อกลับมาเมืองไทยจึงได้รับการชักชวนให้ทำงานการเมืองในทีมของรัฐมนตรีช่วยกฤษณพงศ์ ต่อเมื่อรัฐมนตรีพ้นตำแหน่งไป เส้นทางเดินของชินวัฒน์ก็เปลี่ยนไปด้วย

เรียนจบการเมืองแต่มาทำธุรกิจ?

ตอนแรกที่เรียนจบและกลับมาเมืองไทย อยากทำการเมืองมาก ประกอบกับมีผู้ใหญ่หลายคนมาชักชวนก็เลยไปทำงานกับท่านกฤษณพงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาลประยุทธ์ 1 ทำได้พักหนึ่งท่านพ้นจากตำแหน่ง แต่ผมก็ยังอยากจะลงการเมืองต่อ ปัญหาคือทางบ้านไม่ชอบโดยเฉพาะคุณแม่ ไม่อยากให้เล่นการเมือง เลยไปเทกโอเวอร์โรงแรมของเพื่อนมา แล้วให้ผมไปทำจะได้ไม่ไปยุ่งการเมือง ยิ่งช่วงนี้ไม่อยากให้เข้าไปข้องแวะ ไปเกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย ทั้งที่ผมเรียนจบการเมืองการปกครองมา

อ้าว..คุณแม่ก็นักการเมืองท้องถิ่น?

คุณแม่เป็นเอ็มดีของบริษัทพลังประชารัฐ

ผมเชื่ออย่างนี้นะ ว่าการเมืองเป็นสิ่งที่ช่วยคนได้จริงๆ ผมมองว่าทำงานการกุศลมันช่วยคนไม่ได้เท่ากับการเมือง เพราะการเมืองมีทุกอย่าง อำนาจ เงิน และสิทธิ มันเปลี่ยนแปลงได้ทุกอย่าง ตอนที่ผมเรียนผมได้อยู่กับอาจารย์ดังๆ หลายคน เป็นคนที่มีอุดมการณ์ทั้งนั้น ได้เห็นได้แลกเปลี่ยนกับคนเหล่านั้น ยิ่งทำให้ผมเชื่อว่าการเมืองช่วยคนได้ ผมเน้นไปทางด้านการศึกษาและสาธารณสุข ผมจึงเห็นความแตกต่างมาก พูดได้เลยว่าการศึกษา การแพทย์ ให้ตายยังไงก็เปลี่ยนไม่ได้ มันต้องใช้การเมืองมาช่วย แต่ช่วงนี้…เราเป็นเสียงส่วนน้อย…

ความจริงคือไม่ชอบทำธุรกิจ?

ชอบหรือไม่ชอบ…พูดยาก แต่ก็อยากทำนะเพราะเป็นธุรกิจของครอบครัว ไหนๆ คุณแม่ก็ซื้อมาแล้ว (หัวเราะ) ก็เลยมีไอเดียมาทำโรงแรมสีเขียว การทำธุรกิจบริการโดยเฉพาะโรงแรมต้องแข่งกับตัวเองหนักมาก มันจุกจิก มีปัญหาให้แก้ทุกวัน ถ้าได้ลงไปคลุกคลีเองจะเหนื่อยมาก แต่ขณะเดียวกันผมมองว่าเป็นการเรียนรู้สำหรับเราด้วย ทำให้เรามีความอดทน เจอแขกสารพัดแบบ ตั้งแต่ผู้ดีไปจนถึงมิจฉาชีพก็มี เคยถึงขนาดกล่าวหาพนักงานเราขโมยทองของเขา ปัญหามันสอนให้เราต้องใจเย็นและรับมืออย่างมีสติ โชคดีที่โรงแรมของเรามีเทคโนโลยีที่ดี ระบบคีย์การ์ดจะบันทึกทุกอย่าง เวลาเปิด-ปิดประตูห้องพัก เวลาเข้า-ออก ใครบ้าง พนักงานเราจึงพ้นข้อกล่าวหา ป้องกันมิจฉาชีพได้อย่างดี นอกจากงานจะสอนให้เราใจเย็นแล้ว ยังให้เรารู้จักวิธีดีลกับคนด้วย

เคยมีประสบการณ์ทำโรงแรมมาก่อนไหม?

ไม่เคยเลย แต่ผมเป็นคนชอบเที่ยวและเดินทางบ่อยมากตั้งแต่เรียนจบมา ท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศ เรียกว่าไม่ทำอย่างอื่นแล้ว (หัวเราะ) เดินทางๆๆ จึงเห็นโรงแรมมาเยอะมาก พอคุณแม่ซื้อโรงแรมให้ผมมาดูแลรับผิดชอบ หลายคนบอกว่างานโรงแรมเป็นงานละเอียดนะ จุกจิก ทำยาก แต่ผมเป็นคนละเอียดอยู่แล้ว จึงน่าจะเหมาะ เลยรู้สึกว่าไม่น่าจะยากอะไร ก็เกิดไอเดียอยากทำโรงแรมเกี่ยวกับการพักผ่อนและสุขภาพ ผมมองว่าโรงแรมแบบนี้ยังมีช่องว่างในตลาดอยู่มาก โดยเฉพาะที่หนองคาย จึงคุยกันว่าเราจะทำแบบนี้แหละ ส่วนที่บ้านก็ไม่มีใครทำธุรกิจโรงแรมมาก่อน มีแต่ธุรกิจอสังหาฯเป็นครั้งแรก คนแรกของบ้านที่มาจับงานบริการ ผมว่ามันสนุกดีนะ ได้เรียนรู้มาก ยิ่งเมื่อได้รางวัลก็ยิ่งภูมิใจ เป็นรางวัลระดับดีเยี่ยม “กรีน โฮเทล” หรือ “G ทอง” ประจำปี 2561 จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

แล้วทำไมเป็นโรงแรมสีเขียว?

ทีแรกไม่รู้หรอก แต่ก็ตั้งใจทำโรงแรมเพื่อสุขภาพ บังเอิญว่ารู้จักข้าราชการท่านหนึ่งมาแนะนำเกี่ยวกับโครงการนี้ เลยไปศึกษา พอตัดสินใจจะทำ ตอนเห็นกฎระเบียบตกใจนะ มันมากกว่าที่เราคิด เอ..จะทำได้ไหม แต่ที่สุดแล้วก็มองว่ามันเป็นสิ่งที่ดี เราเองอยากทำอย่างนี้อยู่แล้ว ก็มาดูว่ายังมีอะไรที่ยังขาดบ้าง เราทำเพิ่มเติมเข้าไป ถ้าทำได้ตามเกณฑ์ของเขามันเกิดประโยชน์ต่อโรงแรมและผู้เข้าพัก สิ่งแวดล้อมชุมชนก็ได้ประโยชน์ด้วย พอโรงแรมเข้าที่เข้าทางเราก็เสนอชื่อเข้ารับการประเมินจากกระทรวงทรัพย์ ที่สุดก็ได้รางวัลเป็น “กรีน โฮเทล” ระดับดีเยี่ยม เริ่มตั้งแต่ด้านสถาปัตยกรรม เจ้าของเดิมเขาดีไซน์โรงแรมมาดีตั้งแต่ต้น คือทางเดินรอบห้องพักจะมีช่องแสง ช่องอากาศ ค่อนข้างโปร่ง กลางวันเราไม่ได้เปิดไฟสักดวงเลย และยังมีระบบเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการประหยัดพลังงาน ไม่ว่าคีย์การ์ด หรือระบบเซ็นเซอร์ที่ติดไว้ตรงประตู ช่วยประหยัดพลังงานอย่างมาก

ต่อมาเรื่องขยะ เรามีระบบคัดแยกตั้งแต่แรก เริ่มจากแม่บ้านทำความสะอาดห้องพักต้องคัดแยกขยะก่อน ฝาขวดน้ำดื่มในห้องเอาไปบริจาคมูลนิธิขาเทียม ไม่ใช้ขวดน้ำ แก้วน้ำพลาสติกในโรงแรม อะไรที่รียูสได้ก็รียูส ส่วนในห้องครัว เศษอาหารส่วนใหญ่ไม่มีการทิ้งให้เปล่าประโยชน์ ให้พนักงานนำกลับบ้านไปเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ บางทีคนในชุมชนก็มาขอไป แทบไม่เหลือในแต่ละวัน แต่เศษอาหารนี่ก่อนใครจะเอาไปต้องชั่งตวงก่อนเพื่อให้รู้ปริมาณ ถ้าเศษอาหารเยอะแสดงว่าเราใช้วัตถุดิบมากเกินไป สิ้นเปลืองมาก ต้องลดปริมาณวัตถุดิบลง เศษอาหารยิ่งเหลือน้อยก็ยิ่งดี พวกเศษใบไม้ก็ทำเป็นปุ๋ย น้ำเสียก็มีบ่อบำบัดถูกต้องตามมาตรฐาน มีการดักไขมันเสร็จสรรพ

ในประเด็นความเป็นมิตรกับชุมชน อันนี้เราทำมากกว่าเกณฑ์เสียอีก เช่น เราปลูกผักเองก็จริง แต่ก็พอใช้ในแต่ละวัน หากวันไหนแขกมาพักจำนวนมากต้องสั่งซื้อเพิ่ม เราก็สั่งซื้อผัก ข้าว ไข่ ปลา จากชุมชน วินวินกันไปทั้งสองฝ่าย ชาวบ้านก็แฮปปี้ นอกจากนี้ เรายังจ้างชาวบ้านมาเป็นพนักงานเสริมในโรงแรม หรือมารับงานพาร์ตไทม์ พนักงานของโรงแรมจะมีสมุดบันทึกเป็นข้อมูลว่าชาวบ้านคนไหนว่างช่วงไหน สามารถทำงานอะไรได้บ้าง เวลามีแขกมาเยอะคนไม่พอก็เรียกมาทำงาน ช่วยให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นจากปกติ ซึ่งตั้งแต่เปิดโรงแรมมาชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีชีวิตชีวา เป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชน

ส่วนเรื่องอาหารในโรงแรม ของเราเป็นอาหารสุขภาพใช้ผักออร์แกนิค ไม่มีสารเคมีเพราะทุกอย่างปลูกเอง แขกก็จะได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพและดีต่อสุขภาพ แล้วอากาศที่โรงแรมดีมากจริงๆ เคยมีผู้ป่วยโรคปอดมาพัก เขาบอกว่าอยู่กรุงเทพฯ เขาหายใจไม่ออก แต่พอมาอยู่โรงแรมเราหายใจได้ดีขึ้น ในอนาคตเรื่องของสุขภาพเราจะเพิ่มการนวดขึ้นมาอีก มีทั้งนวดในห้องและนวดบรรยากาศกลางสวน ตอนนี้กำลังหาความลงตัวอยู่ อยากได้อารมณ์แบบบ้านๆ เป็นบรรยากาศอีสาน เรื่องที่ยากที่สุด คือเรื่องบุคลากร เพราะเกี่ยวกับจิตสำนึก “มายด์เซต” (Mildset) ของคน ใช้เวลานานมากในการทำให้บุคลากรของเราความเข้าใจเรื่องนี้ ต้องนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่แม่บ้าน คนทำความสะอาด แม่ครัว คนสวน พนักงานต้อนรับ ทั้งหมดเลย เพราะเขาคิดว่าการที่เราทำแบบนี้เป็นการไปเพิ่มงานให้กับเขามากขึ้น ก็พยายามพูดคุยอธิบายไปเรื่อย แรกๆ ก็ยากหน่อย ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ไม่เข้าใจบ้างว่าทำไมต้องทำ ก็ต้องไปเชิญวิทยากรมาพูด มาอบรมว่าเป็นอย่างไร ช่วงแรกประชุมกันบ่อยมากถึงกับมีบางคนต่อต้าน แต่สุดท้ายก็ใช้ทั้งสองอย่างคืออบรมให้ความรู้และใช้กฎระเบียบ ที่ต้องทำอย่างนี้เพราะเรื่องของ “กรีน” ต้องเสมอต้นเสมอปลาย และต้องทำอย่างต่อเนื่อง

เรียกว่าตอนนี้ประสบความสำเร็จ?

อืม..เราภูมิใจที่ได้รางวัล แต่เรื่องยากคือการรักษารางวัลและชื่อเสียงไว้ การได้เหรียญทองไม่ได้หมายความว่าเราจะได้ตลอดไป เขามีประเมินทุกปี คุณอาจจะหลุดมาเหรียญเงิน ทองแดง หรือถูกริบเหรียญคืนก็ได้ ฉะนั้น เรื่องของกรีนเป็นอะไรที่เราต้องรักษามาตรฐานไว้ทุกอย่าง อีกอย่างต้องบอกว่าในหมู่คนต่างชาติเขาตื่นเต้นมากเวลาที่มีโรงแรมแบบนี้เกิดขึ้น ส่วนคนไทยยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ บางคนตอบรับดีนะ บางคนก็เฉยๆ จริงๆ โรงแรมเราอยู่สบาย ไม่ต่างจากโรงแรม 5 ดาว แค่ว่าเราทำอะไรที่แตกต่างออกไป ซึ่งอาจจะเข้าใจยากหน่อย แต่สำหรับผมแล้ว คำว่า “กรีน” นอกจากความหมายดั้งเดิมแล้ว ก็ยังต้องคำนึงถึงความสะดวกสบายของลูกค้าเป็นหลัก ผมเคยไปพักโรงแรมที่เป็นกรีนแท้ๆ กรีนมากๆ พักไม่ได้เลย มันเกินไป จึงเป็นไอเดียว่าของผมจะต้องไม่กรีนจนดิบเกินไปเหมือนไปนอนค่าย ไม่ดิบจนไม่สะดวกสบาย เราไม่บังคับความเป็นกรีนกับแขก แต่เราเชิญชวนแขกร่วมทำกรีนกับเรา

จะปักหลักที่หนองคาย?

(หัวเราะ) จะบอกว่าตอนที่ผมมารีโนเวตโรงแรมเป็นช่วงที่ผมอยู่หนองคายเป็นส่วนใหญ่ ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ แล้ว..ผมไม่ชอบอาหารอีสานเลย กินไม่ได้ ด้วยความที่เราเกิดที่กรุงเทพฯ โตที่อังกฤษ ไม่ได้อยู่หนองคายตั้งแต่เกิด คุ้นเคยกับอาหารภาคกลางและอาหารฝรั่ง พอไปอยู่ช่วงแรกจึงลำบากมาก-ลำบากไปหมด จนคิดล้มเลิกไม่ไปทำแล้ว ใช้ความอดทนมาเรื่อย จนพอมาถึงตอนนี้ผมกลับชอบอาหารอีสานมาก ปลาร้าก็กินได้ ส้มตำนี่กินตลอด ดังนั้น คงจะไปๆ มาๆ เพราะเรามีธุรกิจอยู่ที่นั่น ในความเห็นผมหนองคายยังเติบโตต่อไปได้ แต่ปัญหาที่ผมสัมผัสได้คือคนไม่ช่วยกัน ความร่วมมือเอื้อเฟื้อช่วยเหลือกันยังน้อยมาก มายด์เซตแบบนี้เลยไม่โต เดี๋ยวนี้ธุรกิจต้องบอกว่า ไม่มีใครอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว

ชีวิตผมตอนนี้บอกเลยว่ายังไม่ชัวร์ครับ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จะทำโรงแรมหรือไปการเมือง ยังไม่บอก เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ผมอายุยังน้อย หนทางยังอีกยาวไกล แต่สิ่งที่ผมไม่ทิ้งคือการช่วยคน หลายคนบอกว่าเราทำอะไรมากแค่ไหนก็ไม่สามารถช่วยคนได้หมด ซึ่งก็จริง แต่ก็ต้องทำ…

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘เฉลิมชัย’ สยบลือ วางมือการเมือง ลั่นใจยังเต็มร้อย พร้อมนำปชป.กลับมายืนหนึ่ง
บทความถัดไป‘ปูติน’ ไม่ปลื้มแบนนักกีฬารัสเซีย 4 ปี ลั่นควรลงโทษรายคนแทนเหมารวม