บทสนทนาร้อยแก้วกับกวี (ดับเบิล) ซีไรต์ อังคาร จันทาทิพย์ ‘ผมเล่าเรื่องราวธรรมดาของคนธรรมดา’

“ผมชอบเสียงในงานของนายนรินทรธิเบศร์ ชอบสัมผัสในโคลงของสุนทรภู่ด้วยซ้ำ บางคนบอกสุนทรภู่เขียนโคลงหวานเหมือนกลอน แต่ผมรู้สึกว่ามันต้องจริตกับเรา”

คือส่วนหนึ่งของบทสนทนาร้อยแก้วที่ว่าด้วยประเด็นร้อยกรองจากมุมมองกวีดับเบิลซีไรต์ อังคาร จันทาทิพย์ บนอาคารสำนักงานริมแม่น้ำเจ้าพระยา

“ผมเรียนคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาไทย เรียนวรรณคดีอยุธยา รัตนโกสินทร์ ร้อยกรอง เยอะแยะไปหมด มีการหยิบวรรณคดีมาใช้อยู่แล้ว แต่ไม่ได้เอามาทั้งดุ้น คนคิดว่าจังหวะจะโคนของโคลงต้องเข้ม ห้วน ดุ และค่อนข้างเดือด แต่จริงๆ นำมาปรับได้ อย่างไรก็ตาม ภาษาในวรรณคดีถูกใช้ในยุคสมัยหนึ่ง พอนำมาใช้กับปัจจุบันอาจจะเลยไปแล้ว คำบาลี-สันสกฤตถ้าเลี่ยงได้ ผมไม่ใช้เด็ดขาด”

อาจเป็นส่วนหนึ่งของคำอธิบายในภาษาเรียบง่ายตระกูลไท-ลาวที่เจ้าตัวใช้เป็นหลักในผลงานที่มีสีสันกลิ่นอายของความเป็นท้องถิ่นที่ไม่เพียงเรียกอย่างสามัญว่ากลายเป็นเสน่ห์ หากแต่มีความหมายที่กว้างไกล และลึกซึ้งยิ่งไปกว่านั้นด้วยเรื่องราวในแต่ละตัวอักษรที่ถูกร้อยเรียงบนหน้ากระดาษ

จาก “หัวใจห้องที่ห้า” ที่คว้าซีไรต์เมื่อ พ.ศ.2556 ถึง “ระหว่างทางกลับบ้าน” ที่ได้ประทับโลโก้รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำพุทธศักราช 2562

จากความเป็นเด็กชนบทที่เติบโตในครอบครัวชาวนาแห่งมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น มาร่ำเรียนในเมืองกรุง จดจำ ซึมซาบ หยิบจับประสบการณ์ชีวิต เคี่ยวกรำทักษะ และค้นคว้าอย่างเอาจริงเอาจัง กระทั่งนั่งเก้าอี้กวีดับเบิลซีไรต์ในวันนี้ วันที่มองย้อนไปแล้วพบว่า

“ทุกคนเป็นครูของผมหมด คนที่อาจล้มเหลวในมุมมองของเราก็เป็นครู ไม่ใช่ล้มเหลวในแง่ของรางวัล แต่ในแง่ของการที่ไม่สามารถเรียกร้องความสนใจจากเราได้ผ่านบทกวี”

บรรทัดต่อจากนี้ คือหน้ากระดาษที่บันทึกความคิดความเห็นของกวีดับเบิลซีไรต์ที่บอกว่า ตัวเองเล่าเรื่อง “ธรรมดา” ของ “คนธรรมดา”

 

จากซีไรต์เล่มแรก เมื่อปี 56 ผ่านมาถึงปี 62 จากเล่ม ระหว่างทางกลับบ้าน มองพัฒนาการของตัวเองหรือแม้แต่ความคิดอย่างไร

ผมพูดบ่อยๆ ว่า นักเขียนจะมีคำพูดประมาณว่าไม่ควรทำงานย่ำซ้ำอยู่กับที่ พัฒนาการจะมีมาก มีน้อย ก็ควรจะต้องมี งานเล่มหนทางและที่พักพิงซึ่งเอาพุทธประวัติมาเขียนเป็นกวีนิพนธ์ เป็นการทำงานที่มีคอนเซ็ปค์ค่อนข้างชัดเจน เป็นเรื่องๆ เดียว ผมได้กรอบคิดแบบนี้มาตอนทำเล่มหัวใจห้องที่ 5 ซึ่งได้ซีไรต์เมื่อปี 56 มีการวางโครงสร้างเล่มให้ชัดเจนว่าเราจะพูดเรื่องอะไร เรื่องเล่าแต่ละเรื่องที่เราใส่ลงไปในเล่ม เหมือนจิ๊กซอว์แต่ละตัวที่ต่อกันให้เห็นภาพที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ผมมาถึงเล่มระหว่างทางกลับบ้าน ผมยังใช้แนวคิดนี้อยู่ คือใช้โครงสร้างของคำว่าบ้าน เล่าเรื่องบ้านแต่ละหลังเหมือนเป็นชุมชน ออกจากชุมชน เป็นตำบล เป็นอำเภอ เป็นจังหวัด และประเทศก็ยังไม่พอ เพราะเราปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกอยู่ตลอด ประเด็นต่างๆ จะขยับขยายถ่ายเทกันไปเรื่อยๆ

ในบรรดาฉันทลักษณ์ต่างๆ มากมาย ทำไมเล่ม ‘ระหว่างทางกลับบ้าน’ เลือกใช้กลอน

งานเล่มแรกคือ คนรักของความเศร้า เล่มที่ 2 คือ วิมานลงแดง เล่มที่ 3 ที่ที่เรายืนอยู่ และหนทางและที่พักพิง จะมีฉันทลักษณ์ทุกประเภท แล้วค่อยมาเป็นกลอนเฉพาะเล่มระหว่างทางกลับบ้าน ที่เลือกใช้กลอนเพราะเหมาะกับเรื่องเล่าที่อยากเล่า เล่าได้น้ำได้เนื้อที่สุด ถ้าใช้โคลง ผัง และการบังคับเอก 7 โท 4 ค่อนข้างบีบความคิด พอเป็นกลอนคำมันจะเยอะขึ้น เหมาะแก่การเล่าเรื่องราวธรรมดาของคนธรรมดา เข้าถึงคนอ่านได้ง่ายกว่าฉันทลักษณ์ประเภทอื่น

มีอะไรที่สนใจ ปักใจ ผูกพัน กับ ‘พื้นที่’ เป็นพิเศษ เพราะผลงานที่ผ่านแต่ละเล่มมักเกี่ยวกับพื้นที่ ห้อง บ้าน ฯลฯ ไม่ว่าจะในชื่อเรื่อง หรือเนื้อหาที่เล่า

ผมคิดนะ เรื่องนี้น่าจะสำคัญ ไม่ว่าจะพื้นที่ของชีวิต พื้นที่ของชุมชน พื้นที่ทางวัฒนธรรม พื้นที่ทางความคิด เหมือนที่บอกว่ามันถ่ายเทกันอยู่แล้ว การข้ามผ่านระหว่างเมืองและชนบท ผู้คนในแต่ละวัฒนธรรม ขาข้างหนึ่งผมอาจจะยืนอยู่บ้านนอก เป็นคนบ้านนอก ขณะที่ขาอีกข้างผมยืนอยู่กับความเป็นเมือง ก้าวข้ามไปข้ามมา ก็คือการข้ามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ทางกายภาพ ในขณะเดียวกันก็ข้ามพื้นที่ทางนามธรรมด้วย ซึ่งผมรู้สึกว่าผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมและทั้งโลก เคลื่อนย้ายถ่ายเทกันอยู่ในพื้นที่แบบนี้ พื้นที่ทางนามธรรมบ่งบอกถึงว่าคนที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ เขามีความคิดความเชื่ออย่างไร พื้นฐานชีวิตเป็นอย่างไร ถ้าผมพูดถึงแนวคิดการนับถือผี เรื่องพญาแถน แสดงว่าผมเป็นคนชาติพันธุ์ไท-ลาว รากเหง้าทางวัฒนธรรมของผมมันบ่งบอกว่าเรามีพื้นที่ของเรา แล้วนำออกมาแชร์กับคนอื่นอย่างไร ขณะเดียวกันก็ศึกษาและเรียนรู้จากคนต่างวัฒนธรรมด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ พอซีเรียเกิดสงคราม คนจำนวนหนึ่งซึ่งมีฐานะทางการเงินที่ดีพอสมควรอพยพมาประเทศไทย ซึ่งมันหลายปีแล้วนะ มีครอบครัวที่มาเช่าอพาร์ตเมนต์เดียวกับผม วันหนึ่งผมแปลกใจมาก เห็นเด็กไทยและซีเรียไปวิ่งเล่นที่ลานจอดรถ แรงเหวี่ยงของสถานการณ์บางอย่างเหวี่ยงผู้คนมาปฏิสัมพันธ์กัน เรื่องราวบางเรื่อง อย่างบ้านเรือนของชาวซีเรียซึ่งเขียนไว้ในเล่มก็ได้แนวคิดมาจากตรงนี้ เช่นเดียวกันกับพื้นที่อื่นๆ อย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ข้อสรุปอย่างหนึ่งคือ ทุกที่เป็นพื้นที่ของการดำรงอยู่ ผมจึงติดใจกับการเขียนถึงพื้นที่และความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ผมคิดเสมอว่า 1.เรื่องราวและประเด็นต้องหลากหลาย 2.ต้องกว้าง และมิติทางความคิดต้องมีความลุ่มลึกบ้างแต่จะทำได้มากน้อยขนาดไหน ก็อีกเรื่องหนึ่ง

เคยคิดจะเขียนกวีนิพนธ์ภาษาอีสานล้วนๆ อารมณ์เดียวกับท้าวฮุ่งขุนเจือง หรือแต่งผญาเล่าเรื่องราวร่วมสมัยบ้างหรือเปล่า?

เคยคิดนะ แต่ได้ข้อสรุปมาแล้ว ว่าเราไม่ได้สื่อสารเฉพาะกับคนอีสาน เรามีเรื่องราวของเราอยู่ แต่ภาษาอาจจะมีกำแพงของมัน ทำอย่างไรที่จะนำเรื่องราวและภาษาแค่ส่วนหนึ่งซึ่งไม่ยากแก่การทำความเข้าใจจนเกินไปมาสื่อสารกับคนที่อยู่ต่างพื้นที่และวัฒนธรรม ถ้าอีสานดุ่ยๆ คำโดด คำลาวดุ่ยๆ ไม่น่าจะใช่งานศิลปะที่ประสบความสำเร็จในการสื่อสารกับผู้คนในวงกว้าง อาจเป็นการแช่แข็งทางวัฒนธรรมเกินไปหรือเปล่า ไม่ได้แอนตี้ แต่ตั้งคำถามมาตลอด

นอกจากประเด็นเรื่องพื้นที่ ในหัวใจห้องที่ 5 ยังเล่าย้อนประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ทำไมสนใจด้านนี้?

ในเล่มระหว่างทางกลับบ้านก็ยังมีรูปรอยแบบนี้อยู่ เพราะผู้คนในอดีตตั้งแต่หลายร้อย เป็นพันปีมาแล้วต่างอพยพเคลื่อนย้ายไปมา ไม่ว่าจะเงื่อนไขของความแห้งแล้ง ของสงคราม และมากมายหลายประเด็น อดีตจะบอกว่าเราเป็นใคร มีที่มาอย่างไร ถ้าเราจะพูดอะไร แต่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมของคนที่เราจะเล่า คิดว่าจะยากขึ้น ที่สำคัญมากคือการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศซึ่งเข้าใจว่าโลกถัดจากนี้ ประเด็นนี้จะสำคัญมากๆ กรณีแม่น้ำโขง เป็นต้น จะเล่าอย่างไรให้น่าสนใจ ผมก็เล่าเรื่องผ่านการอพยพของผู้คนผ่านจากทางจีนตอนใต้ซึ่งอาจถูกซ่อนไว้ในนิทานเรื่องการสร้างแม่น้ำโขงของนาค คือ ถ้าเราไม่อ่านตำนาน ไม่เข้าใจเรื่องเล่าเชิงวัฒนธรรม ก็ไม่น่าจะเข้าถึงประเด็นที่อยากเล่าได้อย่างเต็มที่ เลยสนใจเรื่องพวกนี้ ผมอ่านหนังสือ สืบค้น ซึ่งต้องขอบคุณคนที่ค้นคว้าเรื่องราวเหล่านี้ไว้

ความมุ่งหวังสูงสุดของการเป็น ‘กวี’ กับความมุ่งหวังสูงสุดของการเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เป็นเรื่องเดียวกันไหม?

เป็นเรื่องใหญ่เนอะ (หัวเราะ) บางทีผมอาจคิดเรื่องเล็กๆ ก่อน แล้วค่อยขยายออกไป ไม่ค่อยให้นิยามความเป็นกวีหรือบทกวีเท่าไหร่ ให้มันอธิบายตัวมันเอง บทกวีมันอธิบายตัวเอง และบทกวีก็อธิบายแนวคิดของคนเขียนด้วย ว่าเราสนใจเรื่องราวแบบไหน แต่ละช่วงวัยของชีวิตมันมีความสนใจที่แตกต่างกัน บทกวีแต่ละเล่มก็เหมือนหลักกิโลเมตรแต่ละช่วงวัยของชีวิตที่บอกว่าเราสนใจเรื่องอะไรบ้าง

ถัดจากเล่มระหว่างทางกลับบ้าน ผมอาจจะพลิกไปอีก หาแนวคิดใหม่ แต่อาจมีเรื่องราวบางเรื่องซึ่งอาจจะยังคงอยู่ หัวใจห้องที่ 2 กับเล่มนี้มันมีประเด็นทับซ้อนกันอยู่ เพราะผมคิดว่าบางประเด็นที่เป็นปัญหาสังคมอาจเกิดขึ้นซ้ำอยู่และต้องเล่าประเด็นเหล่านี้อีกครั้ง แต่จะเล่าอย่างไรให้แตกต่างไปจากเดิมในแง่ของมุมมองการนำเสนอ พล็อต การวางโครงเรื่อง ให้มีพัฒนาการมากขึ้น

เห็นว่าเป็นคนทำงานช้า แต่ละเล่มนอกจากวางแผนในเชิงการเขียนแล้ว วางแผนเรื่องเวลาไหม?

มันจะเกิดขึ้นของมันเอง ระยะเวลาของกรอบการทำงานต่อเล่มอยู่ที่ประมาณ 4-5 ปี ได้ 1 เล่ม ซึ่งกวีแต่ละคนมีวิธีการทำงานไม่เหมือนกัน ส่วนตัว เวลาผมเขียนงานแต่ละชิ้นจะไม่ทิ้ง แต่ต้องเอามาใส่ในงานรวมเล่มให้ได้ ฉะนั้น ประเด็นต้องชัดเจน มุมมองการนำเสนอต้องเอาอยู่ ค่อยๆ ประกอบมันขึ้น เครื่องมือที่เรามี หรือฉันทลักษณ์ เราก็ฝึกฝนอยู่แล้ว ผมชอบพูดคำเดิมคือ เตรียมภาชนะของเราให้ดี ใส่เนื้อหาซึ่งเหมือนอาหารในถ้วย ในจาน ในชาม เพื่อไปเสิร์ฟให้คนอ่าน

ตีตราดับเบิลซีไรต์แล้ว งานชิ้นต่อไปกดดันไหม คำนี้ค้ำคอหรือเปล่า?

ไม่ค่อยกดดันนะ ตั้งแต่ได้ซีไรต์ครั้งแรกแล้ว ผมเป็นคนสร้างงานที่คิดว่าเริ่มต้นใหม่เสมอ แต่ไม่ได้ลืมว่าเราทำอะไรไว้ ก็กลับมาดูงานเล่มเก่าๆ ว่ามันมีข้อเด่นที่จะหยิบไปใช้ในเล่มถัดไปอย่างไร หรือมีข้อด้อยที่จะต้องปรับอย่างไร

มันมีระบบบางอย่างของสมอง หรือของหัวใจไม่รู้ ผมเข้าใจว่ามันทำงานของมันเอง สมมุติว่าทำงานไม่ได้มา 2 เดือน จะไม่ค่อยมีความสุขแล้ว ก็จะกระตุ้นตัวเอง มาตรฐานที่วางไว้จะไม่แย่กว่าเดิม พอเริ่มไปสัก 2 ก้าว พอก้าวที่ 3 ถ้าเห็นว่าเริ่มไม่เข้าท่า ผมจะหยุด แล้วค่อยไปรื้อดู ว่าพล็อตเรายังไม่แน่นพอ คำที่ใช้หรือการเปิดเรื่องยังไม่น่าสนใจ

ทั้งด้วยอายุและอายุงาน น่าจะเรียกได้ว่าเป็นกวีรุ่น ‘กลางเก่ากลางใหม่’ มองผลงานกวีรุ่นเก่า รวมถึงเด็กรุ่นใหม่อย่างไรที่วันนี้บทกวีกระหึ่มในม็อบนักศึกษา มีเพจแต่งกลอน ?

ผมมองเห็นความหลากหลาย เห็นความเป็นขบถของคนรุ่นใหม่และมองเห็นความพยายามในการค้นหาตัวเองของเขา มีคำพูดว่าคนที่มีชีวิตอยู่ในยุคสมัยใดยุคสมัยหนึ่งนอกจากต้องพยายามทำตามยุคสมัย ยังต้องหาน้ำเสียงของตัวเอง หาเรื่องราวและวิธีการนำเสนอของตัวเอง ผมก็เฝ้ามองเขานะ ชอบอ่าน ตื่นเช้ามาก็เปิดเฟซบุ๊กของคนนู้นคนนี้ ก็เห็นถึงความพยายามที่จะหาตัวตน แต่เข้าใจเลยว่ามันเป็นลักษณะเฉพาะของคนแต่ละคน การอ่านการเขียนที่ถูกปลูกฝังและเรียนรู้มาในแบบที่แตกต่างกัน งานของแต่ละคนก็ต่างกัน ผมไม่มีทางที่จะเปลี่ยนเด็กหนุ่มหรือเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังมุ่งมั่นในการทำงานของเขาได้ สิ่งที่จะพูดคุยกันได้คือพูดคุยผ่านงานของเรา บางทีคนรุ่นใหม่ๆ ฉลาดกว่าพวกเราอีกนะ ผมไม่ค่อยมีคำแนะนำให้ เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้เอง อ่านแล้วจับให้มั่น คั้นให้ตายว่ากวีคนนี้แนวคิดคืออะไร ประเด็นสำคัญที่นำเสนอผ่านผลงานของเขาคืออะไร แล้วใช้คำแบบไหน ใช้สัญลักษณ์แบบไหน เรื่องรางวัลมาทีหลัง ตราบใดที่ยังทำงานได้ไม่ดีพอตามความเชื่อของเรา ผมว่ามันเป็นเรื่องยากในการที่จะประสบความสำเร็จเรื่องอื่น ถ้าพูดกับน้องสักคนที่สนิทกัน จะพูดแบบนี้แหละ คือต้องอ่านให้หนัก ขยันคิด หามุมมอง กลวิธีการนำเสนอ ต้องรู้ว่าการทำซ้ำกับทางของคนอื่นโดยไม่ดูตัวเองน่าจะเป็นเรื่องยาก

อาจจะเชยหน่อย แต่คงต้องถาม ว่าท่ามกลางบรรยากาศของหนังสือเล่มที่ลดบทบาทลง ย้ายไปแพลตฟอร์มอื่น ทั้งในฐานะคนทำหนังสือและคนเขียนหนังสือ มีช่วงที่หวั่นใจไหม?

สัก 2-3 ปีก่อนรู้สึกใจหายอยู่นะ แต่ต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การทำใจ สิ่งที่พิมพ์ที่มีอยู่มากมายมหาศาลในยุคหนึ่ง ตอนนี้อยู่ในโลกออนไลน์ ในท้ายที่สุด เมื่อมันปรับไปถึงขนาดนี้แล้ว เราจะปรับตัวอย่างไรเท่านั้นเอง ผมยังคิดว่าเสน่ห์ของสิ่งพิมพ์มันยังมี คือระบบบรรณาธิการ การคัดกรองค่อนข้างแข็งแรง อย่างน้อยมีบรรณาธิการ 1 คนในการช่วยเราอ่านต้นฉบับ โซเชียลมีเดียมันกว้างและเร็วก็จริง แต่ระบบคัดกรองอาจด้อยกว่า นักเขียนหรือกวีต้องใช้วิจารณญาณมากขึ้น เร็วก็จริงแต่ก็อาจจะหายสาบสูญไปได้ตามสายลม ท้ายที่สุดเรายังจะต้องเฝ้าดูว่าจะเปลี่ยนต่อไปอย่างไร แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังรักการอ่านหนังสือเล่มอยู่ดี ยังคาดหวังว่ามันจะยังอยู่

คำประกาศของคณะกรรมการซีไรต์บอกว่าเล่มนี้เปิดพื้นที่ให้ผู้อ่านตีความหมาย กระตุ้นให้ครุ่นคิด และทบทวนความหมายคำว่าบ้านของตนเอง แล้วบ้านของอังคาร จันทาทิพย์ ตอนนี้อยู่ไหน?

(คิดนาน) คำถามนี้ตอบยากนะ จริงๆ มันไม่ควรจะตอบยาก (หัวเราะ) หัวใจไง อยู่ข้างในนี้ นามธรรม ความรู้สึกนึกคิด ความผูกพันกับพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูง ผู้คนรอบข้าง นี่คือบ้านหลังหนึ่ง ส่วนบ้านที่เป็นรูปธรรมคือบ้านที่อยู่ในชนบท แต่รูปธรรมตรงนั้นก็บรรจุเรื่องราวต่างๆ ไว้เยอะแยะมากมาย ผมชอบเวลากลับบ้านแล้วอยู่เงียบๆ เดินสำรวจรอบบ้านเข้าห้องนู้นห้องนี้ ภาพต่างๆ ก็จะผุดขึ้นมา ตอนผมเสียพ่อกับแม่ห่างกันในเวลาแค่ 10 เดือน ก็โศกเศร้านะแต่เข้าใจว่าถึงไม่ใช่วันนี้ก็อาจเป็นพรุ่งนี้อยู่ดี ในทางรูปธรรม ชีวิตมันหายไปจากดวงตาของเราที่เคยเฝ้ามอง แต่ภาพที่อยู่ในหัวใจของเรามันชัดขึ้น มันยังอยู่ เขามอบเรื่องราวให้เราเยอะมาก งานหลายชิ้นเขียนถึงพ่อ แม่ พี่สาว พี่ชาย แล้วค่อยขยับออกมาจากบ้านของเราไปสู่บ้านของคนอื่น

ชอบเขียนเรื่องบ้านและครอบครัว อย่างนั้นขอถามว่า ระหว่างหัวใจห้องที่ 5 กับระหว่างทางกลับบ้าน ถ้าเป็นลูก รักและภูมิใจกับลูกคนไหนมากกว่ากัน?

ผมรักลูกทุกคน จริงๆ นะ ไม่ได้พูดเล่น แต่ชีวิตจริงยังไม่มีครอบครัว 2 เล่มนี้มันมีความยากง่ายไม่ได้ต่างกัน ตอนเขียนบทกวีช่วงแรกๆ ความเคี่ยว หรือเชี่ยวชาญอาจยังไม่เท่ากับช่วงปีหลัง แต่ข้อดีคือความสด ความรู้สึกอาจเต็มเปี่ยมมากกว่าเล่มหลัง แต่จะจำเอาความรู้สึกว่าความอิ่มอกอิ่มใจเวลาเขียนงานสักสำนวนเสร็จ ทำอย่างไรจะให้คงอยู่ ซึ่งผมรู้สึกว่ามันคงอยู่จนถึงปัจจุบัน เขียนจบ 1 ชิ้น ยังตื่นเต้นเหมือนเดิม ถ้าดีมากๆ ในความรู้สึกก็จะอิ่มใจ

จากที่บอกว่าชอบความหวานของโคลงในงานเขียน แล้วในชีวิตจริงเป็นคนหวานไหม เขียนบทกวีจีบผู้หญิงไหม กว่าจะมาเป็นดับเบิลซีไรต์ในวันนี้?

(หัวเราะ) งานเล่มแรกของผมคือ คนรักของความเศร้า เขียนถึงความรักของคนหนุ่มสาว มีของตัวเองแทรกด้วย อารมณ์เหงา เศร้ามีอยู่แล้ว สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเป็นแนวตั้งคำถามกับชีวิต กับความรัก ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องผ่านอยู่แล้ว แต่ก็มีพัฒนาการของมันเอง เราเริ่มจากงานวัยหนุ่ม อกหักบ้าง ช่วงแรกอาจเป็นปัจเจกล้วนๆ ต่อมาก็มองประเด็นของสังคมว่ามีเรื่องอะไรให้เล่า กระทบชีวิตคนอย่างไร งานแต่ละช่วง แต่ละวัยก็ต่างกัน

มองอย่างไรในประเด็นกวีกับการเมือง บางคนถูกแปะป้ายคนนี้กวีเสื้อแดง คนนั้นสายอนุรักษนิยม?

เป็นเสรีภาพส่วนบุคคล ใครคนใดคนหนึ่งเลือกที่จะเชื่อแนวคิดบางอย่าง คุณก็เชื่อไป ขณะที่คนที่เขาไม่ได้เชื่อเหมือนที่คุณเชื่อ จะไปด่าทอหยาบคายได้หรือเปล่า 2-3 ปีมานี้ผมพยายามอย่างยิ่งที่จะอ่านในสิ่งที่เขาคิด พยายามที่จะไม่หยาบคายกับคนอื่น ผมอ่านสิ่งที่เขาคุยกันเปิดประเด็นกัน แต่ถ้าให้ไปอยู่ในวงแบบนั้น ผมไม่ไป บทกวีของผมไม่มีเสื้อเหลือง ไม่มีเสื้อแดง มีแต่ประชาชนและคนยากคนจน

คำถามสุดท้าย ซีไรต์ยังศักดิ์สิทธิ์ไหม?

ไม่ได้อวยรางวัลหรือกรรมการเพราะตัวเองได้ซีไรต์ แต่ที่กระแสตกลงเพราะว่ามีเรื่องราวอื่นๆ มีข่าวสารเรื่องอื่นๆ มากมายให้คนสนใจมากกว่าตัวบทวรรณกรรม ซึ่งพอจะมองได้ว่าเหมือนการมีอยู่ของหนังสือเล่มสมัยก่อนซึ่งยอดพิมพ์เยอะกว่าปัจจุบัน การมีอยู่ของนิตยสารรายปักษ์ รายสัปดาห์ รายเดือนสมัยก่อนมีเยอะ พอเปลี่ยนมาอยู่ในโลกออนไลน์ มีเรื่องทั่วโลกเข้ามาให้เลือกเสพ ดึงความสนใจของคนอ่านหนังสือส่วนหนึ่งออกไป

ข่าวเกี่ยวกับการประกวดวรรณกรรมแม้กระทั่งซีไรต์ จะเป็นแค่ข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งในทะเลข่าวสาร

 


ลูกชาวนา กวีหน้าราม พิสูจน์อักษร หัวหน้ากอง บก. และกวีซีไรต์

ประโยคเน้นข้อความหนาในพาดหัวบรรทัดข้างต้น คือไทม์ไลน์สังเขปของชีวิต อังคาร จันทาทิพย์ ลูกชายคนหนึ่งใน 8 คนของครอบครัวชาวนาอำเภอมัญจาคีรี ขอนแก่น สมาชิกชมรมวรรณศิลป์ที่มี ประยูร ลาแสง เจ้าของนามปากกา “พระไม้” เป็นครูภาษาไทย ผู้เห็นแววของเด็กชายคนนี้มาตั้งแต่มัธยม เขียนได้หมด ทั้งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน

“ที่บ้านทำนา พ่อแม่ผมอยากให้ลูกเรียนหนังสือกันทุกคน อยู่ที่ใครจะพาตัวเองออกไปจากความรู้สึกที่ยากลำบาก บ้านผมนี่บ้านนอกจริงๆ ข้ามแม่น้ำไปเป็นอีกอำเภอหนึ่ง พี่สาวพี่ชายผมมาเรียนในเมือง คืออำเภอบ้านไผ่ เสาร์อาทิตย์จะยืมหนังสือจากห้องสมุดกลับไป เราก็มีโอกาสได้อ่าน”

ครั้นเก็บกระเป๋าเข้ากรุงเทพฯ ไม่พลาดก๊วน “กวีหน้าราม” แห่งมหาวิทยาลัยลูกพ่อขุนฯ

“ผมอยู่ช่วงปี 2536 น่าจะเป็นรุ่นน้องสุดของกลุ่ม ก่อนหน้านั้นมีคุณพจนารถ พจนาพิทักษ์ คุณศิริวรณ์ แก้วกาญจน์พิทักษ์ ใจบุญ พินิจ นิลรัตน์ ฯลฯ เยอะแยะไปหมด ถัดจากรุ่นนี้มา จะเป็นรุ่นผม จะมี คุณวิสุทธิ์ ขาวเนียม อภิชาติ จันทร์แดง พิเชษฐศักดิ์ โพธิ์พยัคฆ์ มีผม ไล่ชื่อไม่หมด ผูกพันกัน สมัยก่อนนอกจากบรรยากาศที่คึกคักของสื่อสิ่งพิมพ์ที่รามฯ มีร้านหนังสือเยอะ ร้านนายอินทร์ ร้านดอกหญ้า หลายๆ สาขา กวีเข้าใจกันอยู่แล้วว่าไม่ใช่คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีหรอก ก็อาศัยมากินข้าวที่โรงอาหารของรามฯ แล้วกินกาแฟ ไปร้านหนังสือเปิดนิตยสารดูกันว่างานคนนี้ได้ตีพิมพ์ เพื่อนกลุ่มหน้ารามฯและกลุ่มศิลปะวรรณกรรม ใน ม.รามฯ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแนวคิดของเราเหมือนกัน”

เปิดวรรณกรรมแห่งชีวิตข้ามถึงหน้าปัจจุบัน อังคาร บอกว่าแบ่งเป็น 2 ภาค

“ภาคหนึ่งเขียนบทกวี เขียนงานวรรณกรรม อีกภาคหนึ่งคือทำงานประจำ” กล่าวก่อนย้อนบันทึกความทรงจำเมื่อ 2 ทศวรรษที่ผ่านพ้น เริ่มรับจ๊อบทำงานหนังสือตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทำนิตยสารชื่อโลกนวนิยาย ของ ณ บ้านวรรณกรรม น่าจะเกือบ 20 ปีแล้ว พอเรียนจบมาตรวจปรู๊ฟที่ นสพ.ผู้จัดการ สมัยก่อนในช่วงที่สื่อสิ่งพิมพ์ยังเฟื่องฟู มีเซ็กชั่นวรรณกรรม ก็ช่วยทำสัมภาษณ์และเขียนคอลัมน์มาเรื่อยๆ จากผู้จัดการรายวัน ย้ายข้ามฝั่งมาที่นิตยสาร mars เป็นทีมตั้งแต่ยุคบุกเบิก จนปัจจุบันย้ายแพลตฟอร์มมาออนไลน์ จากพิสูจน์อักษร มาเป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการ”

สำหรับหน้าต่อไปของชีวิต คงอยู่ระหว่างการจรดปากกาที่แฟนๆ ต้องรออ่านกันต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ประธานชมรมธุรกิจโรงแรมสตูล เผยไม่มั่นใจนโยบายไทยเที่ยวไทยช่วยกระตุ้น เหตุรัฐบาลสนใจแต่ “เกาะหลีเป๊ะ”
บทความถัดไปชาวเชียงใหม่แห่ชม ‘สุริยุปราคา’ ผอ.สดร.ชี้เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ คำนวณล่วงหน้าได้หลายพันปี