‘กล้าๆ หน่อย’ สูตรกู้เศรษฐกิจชาติ ฉบับบุญยงค์ ยงเจริญรัฐ นายกสมาคมนักธุรกิจยุคใหม่ไทย-จีน

“ผมว่านายกฯต้องกล้าๆ หน่อย”

คือคำตอบของ บุญยงค์ ยงเจริญรัฐ นายกสมาคมนักธุรกิจยุคใหม่ไทย-จีน เมื่อถามถึงคำแนะนำถึงการกู้วิกฤตเศรษฐกิจไทยที่กลายเป็นโจทย์ใหญ่หลังสมรภูมิโควิด-19 เริ่มซาลง

แน่นอนว่า ประโยคข้างต้นไม่เพียงเป็นมุมมองจากเก้าอี้นายกสมาคม ซึ่งครองอย่างยาวนานถึง 2 ทศวรรษภายใต้การยอมรับในแวดวง หากแต่มาจากประสบการณ์ความเป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในหลากกิจการ ทั้งในราชอาณาจักรไทยและแผ่นดินจีน โดยเฉพาะด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ไม่ว่าจะหยิบจับสิ่งใดก็กลายเป็นเงินเป็นทอง อีกทั้งอัญมณีที่เป็นอีกหนึ่งธุรกิจเดิมของครอบครัว

“นายกฯ ต้องตัดสินใจเลย สำคัญที่สุดตอนนี้ต้องปล่อยให้คนเข้ามาทำการค้า อย่างอเมริกาก็เปิดการค้าแล้ว ทำไมเรายังไม่เปิด ทั้งที่เดือนกว่าแล้วไม่มีผู้เสียชีวิตจากโควิด” บุญยงค์กล่าว ก่อนวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจไทย “ซึมยาว” แน่นอน

เปิดประเด็นสั้นๆ ทว่า เข้มข้น แน่นหนัก เช่นเดียวกับบทบาทนายกสมาคม ซึ่งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ได้ผลักดันการค้าไทย-จีน ประกอบนักธุรกิจใหญ่มากมายเข้ามาลงทุนในไทย ประสานภาครัฐทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม รวมถึงการศึกษา โดยชักชวนคนจีนให้มาเรียนหนังสือยังประเทศไทย

ท่ามกลางแอร์เย็นฉ่ำบนชั้น 16 ของตึกสูงย่านสีลม นี่คือบทสนทนาในปมร้อนที่ผู้คนต่างหวาดหวั่นพร้อมข้อเสนอถึงทางออกที่เริ่มทำได้ตั้งแต่นาทีนี้

 

หลายภาคส่วนวิเคราะห์ตรงกันว่า วิกฤตเศรษฐกิจไทยหลังโควิดหนักกว่า ‘ต้มยำกุ้ง’ ปี 40 โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป ส่วนตัวมองอย่างไร ?

ซึมยาวแน่นอน ตอนนี้เสียหายทุกคนและคิดว่าระยะยาว ไม่ใช่เดือนสองเดือน จะต้องถึงปีหน้า ถึงตอนนี้เราจะค้าขายกับคนจีนโดยใช้เน็ตคุยกันได้ แต่ถ้าเป็นการซื้อขายที่ดินหรือขายทรัพย์สินที่มั่นคง เขาก็ต้องมาดูเองจะให้ถ่ายคลิปให้เขาดูก็คงไม่ใช่ทั้งหมด เพราะสุดท้ายผมเชื่อว่าการตัดสินใจก็คงไม่เร็ว บางคนมาลงทุนในประเทศไทยตอนนี้ไม่ได้ เข้ามาก็เสียหาย บางคนเดือดร้อนมากต้องการค้าขายกับไทยมากกว่ากลัวติดโควิด เพราะความเสียหายทางเศรษฐกิจก็คือความเป็นความตายของบริษัทเขาเหมือนกัน เลยคิดว่ารัฐบาลควรเปิดได้แล้ว เรื่องสาธารณสุข คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ทำงานเก่งอยู่แล้ว ประเทศเราเข้มงวดอยู่แล้วในด้านนี้ แต่ควรปล่อยให้คนเข้ามาทำการค้า อย่างอเมริกาก็เปิดการค้าแล้ว สถานการณ์เขาเป็นแบบนั้น เขายังเปิดเลย แล้วทำไมเราถึงไม่เปิดทั้งที่เดือนกว่าแล้วไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนการท่องเที่ยวต้องทีละขั้นตอน เริ่มจากจังหวัดที่ไม่มีปัญหาก่อน

รัฐบาลต้องประกาศเลยว่าให้คนมาเที่ยว แต่ก็ต้องเคร่งครัด ประเทศไทยจะได้มีเงิน

ไทยตอนนี้ก็คุณภาพดี โดยเฉพาะอาหารถูกด้วย ประเทศจีนเขาชอบ รัฐบาลต้องประกาศเลยให้มาเที่ยว เพราะเห็นรัฐบาลก็ประกาศว่าใครจะมารักษาโรคที่นี้ก็ยังต้องรับเลย เพราะเราเก็บตังค์เขา เพราะประเทศไทยจะได้มีเงิน

ที่นี่ก็มีโรงพยาบาลดีๆ เยอะ คนจีนมาตรวจร่างกายที่ไทยจะกี่หมื่นกี่แสนก็ยอมจ่าย เพื่อมาพักผ่อนที่ไทย หลายวันมานี้ได้ยินว่าวันหยุดยาวที่ผ่านมาหัวหินที่พักถูกจองเต็มโดยคนไทย หมายความว่าคนไทยมีความมั่นใจว่าไม่มีการแพร่ระบาดแล้ว จึงออกมาเที่ยว

ส่วนด้านการเกษตร ไทยต้องทำให้เทคโนโลยีสูงขึ้น อย่างข้าว 1 ไร่ ตอนนี้ได้ 1,000 กิโล ก็ทำให้ถึง 2,000 กิโลได้ ไม่ว่าอย่างไรประเทศไทยสุดท้ายก็อยู่กับเกษตรกร

นอกเหนือจากสินค้าเกษตรแล้ว เทรนด์การลงทุนนับจากนี้ต่อไป ธุรกิจหรือสินค้าอะไรมาแรง คือควรสนับสนุนการลงทุนระหว่างไทยกับจีน ?

ผมคิดว่าจะให้จีนมาลงทุนเกี่ยวกับที่ดิน และก่อสร้าง เพราะว่าจีนเก่ง จริงๆ ตอนนี้ก็เข้ามาเยอะแล้ว ทั้งการสร้างรถไฟ สร้างสะพาน ของจีนทั้งนั้นเพราะราคาถูกกว่าและมีคุณภาพด้วย

นอกจากนี้ ในสมาคมมีสมาชิกถึง 2,000 คน กรรมการ 400 คน ตอนนี้ค้าขายรองเท้าเยอะที่สุดก็คือสมาคมของเรา รวมถึงเสื้อผ้าโดยเฉพาะชุดชั้นในทั้งของผู้ชายผู้หญิง บริษัทหลายบริษัทก็อยู่ในสมาคม แล้วยังมีโลหะ เครื่องใช้ในบ้าน

มีคำแนะนำต่อรัฐบาลไทยอย่างไรในด้านเศรษฐกิจซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่นับจากนี้ ?

จริงๆ ตอนนี้ประเทศไทยน่าจะต้องเน้นมากๆ ให้อาศัยจีนโดยเฉพาะรัฐบาลต่อรัฐบาล ต้องเชื่อมสัมพันธ์ให้มีความแน่นแฟ้นมากกว่านี้ เพราะจีนสามารถช่วยประเทศไทยได้

ทรัพยากรของจีนมีเยอะมาก ข้าวสาร ยางพารา สำคัญมาก ธุรกิจด้านการศึกษาด้วย โครงการลงทุนเกี่ยวกับโรงเรียนมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยเฉพาะวิชาชีพที่ขาดแคลนควรผลักดันให้เร็วขึ้น ส่วนเรื่องอุตสาหกรรม 4.0 ก็พูดกันอยู่ทุกวัน มันต้องผลักดันให้เร็วกว่านี้ พวกเรายินดีช่วย ถ้าไทยดีขึ้น ทุกคนดีขึ้นมันไม่ใช่แค่คนจีนดีขึ้น คนไทยก็ดีขึ้นด้วย ถ้าคนจีนมาลงทุนเยอะๆ คนไทยก็ได้งานทำ ช่วงนี้คนจีนแค่ไม่ได้มาท่องเที่ยวเท่านั้น เราต้องหวังจากจีนให้มากกว่านี้ ผมชำนาญทางจีนโดยเฉพาะ ผมจะพาคนจีนมาลงทุนให้มากที่สุดเพื่อช่วยคนไทย

หลังโควิด ทิศทางของนักธุรกิจไทย-จีน ในแง่ของการลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ?

เปลี่ยนแปลงไปเยอะ สมัยก่อนคนไทยที่จะไปทำธุรกิจต้องไปดูงานประจำปีที่กวางเจา แต่ตอนนี้ไม่ต้องเพราะใช้ออนไลน์ในการซื้อของ ซึ่งก็เป็นการลดต้นทุนด้วย สมัยนี้ ของนำเข้าจากจีนราคาถูกและคุณภาพดี สมัยก่อนเวลาพูดว่า Made in China คนก็คิดว่าสินค้าจะมีปัญหา แต่ตอนนี้ทุกอย่างดีแล้ว สำหรับสินค้าที่จะส่งออกไปประเทศจีน อย่างผลไม้ พวกทุเรียน ยางพารา ประเทศจีนมีกำลังซื้อสินค้าของประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่น สำคัญที่สุดคือ ข้าวสาร ข้าวหอม ต่อให้ขายแพงเท่าไรจีนก็ซื้อ

นักธุรกิจรุ่นใหม่ ความคิดดี มีความรู้ ยุคหลังนี้ อย่างที่บอกว่ามีการเปลี่ยนแปลงเยอะ การค้าขายก็ไม่ต้องเดินทางไปจีน แต่เราก็ประสานงานร่วมมือหลายฝ่ายทั้งรัฐและเอกชนในการเซ็นเอ็มโอยู กับนักลงทุน อย่างผมเป็นสมาชิกสภาหลายแห่ง ทั้งเซินเจิ้น ซัวเถา กวางเจา ก็พยายามนำข่าวดีๆ ของประเทศไทยไปให้เขารับทราบ และนำผลประโยชน์กลับมาให้ประเทศไทย ผลักดันให้ไทยจีนมีการค้าเยอะขึ้น และช่วยให้สินค้าของไทยไปอยู่ในประเทศจีนได้มากขึ้น โดยเฉพาะการเกษตร อาหารสำเร็จรูป ผลไม้แปรรูป ทางเราก็มีบริษัทส่งด้วย อยากให้ประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางกระจายสินค้าของประเทศจีนั้ผมอยู่ที่นี่มา 40 ปี มองว่าประเทศต่างๆ มักตามประเทศไทย ประเทศไทยเป็นหลักของอาเซียน จุดศูนย์กลางของอาเซียน โดยเฉพาะตอนนี้มีอีอีซีด้วย

ในงานสัมมนาที่จัดโดยสมาคม เมื่อกลางปี 2562 คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็พูดถึงประเด็นศูนย์กลางอาเซียน แต่พอเกิดโควิดแล้ว คิดว่ายังเป็นไปได้ไหม นักธุรกิจหลายท่านให้ระวังเวียดนามที่มาแรง ?

ผมเชื่อว่าเป็นไปตามที่คุณสมคิดพูด เพราะนี่ก็เป็นความคิดของคุณสมคิดเหมือนกัน สมัยนายกทักษิณ ชินวัตร เราก็ไปจีนด้วยกัน และมีความคิดเรื่องวอล์กกิ้งสตรีท ที่ประเทศไทยหลายๆ ที่ แต่ทำไม่สำเร็จ เพราะห้างสรรพสินค้าและตลาดนัดเยอะ สำหรับสินค้าของจีนผมคิดว่าทั่วโลกต้องใช้ ของใช้ประจำบ้านแทบทุกอย่าง ทั้งอเมริกาและยุโรปก็มาซื้อที่ไทย แล้วเราก็จะเป็นคนนำเข้ามา แต่ประเทศไทยมีปัญหาหลายๆ อย่างเกิดขึ้นเกี่ยวกับการเมืองทำให้ช้าลง อย่างไรก็ตาม ไทยยังนำประเทศอื่น ไม่มีประเทศไหนสู้ไทยได้แม้กระทั่งเวียดนาม เพราะว่าเราค้าขายกันมานาน มีมิตรภาพมานานั้ไม่ว่าพ่อค้าจะใหญ่หรือเล็ก ถ้ามาจากไทย จีนก็จะต้อนรับเต็มที่ ตอนนี้คนไทยไปเรียนที่จีนเยอะ จีนก็ต้อนรับและให้ทุนทุกๆ โรงเรียน ทุกๆ เมืองั้ผมมองว่านี่เป็นความสำเร็จของประเทศไทยและเป็นจุดสำคัญมากการส่งคนไปเรียน รวมถึงข้าราชการ ส่วนมากไปเรียนเกี่ยวกับภาษา กลับมาเพื่อที่จะค้าขาย ต่อไปคนจีนมาลงทุนเยอะแน่นอน หลังจากโควิดนี้ทุกคนต้องเตรียมตัว เพราะจีนอยากลงทุน ยุโรปก็ไม่ได้แล้ว ให้ไปอเมริกาก็ไม่ไป ตอนนี้คงต้องมาไทยเยอะทีเดียว

“…ไทยกับจีน มีมิตรภาพมายาวนาน ไม่ว่าพ่อค้าจะใหญ่หรือเล็ก
ถ้าบอกว่ามาจากไทย จีนก็จะต้อนรับเต็มที่…”

ทั้งในฐานะนั่งเก้าอี้นายกสมาคมมานาน และในบทบาทนักธุรกิจที่มีกิจการทั้งในไทยและจีนมองพัฒนาการและทิศทางข้างหน้าอย่างไร ?

ความเปลี่ยนแปลงเยอะมาก เพราะสมัยก่อนคนจีนที่เข้ามาลงทุน ไม่ได้นำเอาอะไรมา ส่วนมากจะค้าขายแล้วก็กลับไป แต่ตอนนี้คนที่จะเข้ามาลงทุนหรือเข้ามาอยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่มีการศึกษาและนำเงินลงทุนมาด้วย โดยจะมาขออยู่แบบชั่วคราวและถาวรเยอะขึ้น

ผมเชื่อว่าหลังจากวิกฤตนี้ ประเทศใกล้เคียงไม่ว่าจะเป็นพม่า เวียดนาม ก็สู้ประเทศไทยไม่ได้ เพราะประเทศไทยมีฐานที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนเยอะ ไทยกับจีนไม่ใช่เรียกว่าเป็นประเทศมิตรภาพ แต่เรียกว่าไทยจีนบ้านเดียวกัน ผมคิดว่าทำอะไรจะง่ายขึ้น พวกเราก็พยายามผลักดัน ทั้งสมาคมและองค์การค้าไทยจีน นักธุรกิจยุคใหม่ไทยจีน ผมพยายามจะให้เยอะขึ้น ทวีขึ้นเป็นเท่าตัว

ขอย้อนมาที่การเมืองไทย มองว่าหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ รวมถึงทีมงานด้านนี้ของรัฐบาลควรมีคุณสมบัติสำคัญอะไรบ้าง มีใครในใจบ้างไหม ?

คนไทยที่เป็นคนรุ่นใหม่และเก่งมีเยอะทีเดียว แต่คนรุ่นใหม่ๆ ก็ต้องมีประสบการณ์ด้วย ที่สำคัญที่สุดคือขอให้มองเห็นประชาชนกับประเทศที่ลำบากในหลายเดือนที่ผ่านมา ขอฝากถึงนักการเมืองให้ออกมาช่วยเหลือประเทศ ถ้าเก่ง แต่ไม่มีใจออกมาช่วยประเทศมันไม่มีประโยชน์ ถ้ายึดผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่การช่วยประเทศ เก่งอย่างไรผมว่าก็ยังไม่ใช่ ต้องเอาคนที่รักประเทศ รักประชาชน มาทำประโยชน์ให้ส่วนรวม

วิกฤตนี้ผมว่าประชาชนในประเทศไทยร่วมมือกันอยู่แล้ว รวมถึงทุกพรรคทุกฝ่าย แต่ถ้ารัฐบาลนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา กล้าๆ หน่อย สู้ๆ หน่อย ก็จะยิ่งดีกว่านี้ ที่ผ่านมาผลงานก็มีเยอะ ตอนนี้ก็ทางรัฐบาลมีปัญหาอยู่ก็เป็นธรรมดา

นายกฯต้องตัดสินใจเลย ใครผิดก็คือผิด จับติดคุกเลย และต้องเปิดให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้แล้ว เพราะด้านสาธารณสุขรัฐบาลก็เคร่งครัดดีอยู่แล้ว

ทำธุรกิจระดับนานาชาติผ่านมาหลายรัฐบาล ถ้ามองย้อนกลับไป ใครในทีมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจที่ทำให้การค้ารุ่งโรจน์สุดในมุมมองส่วนตัว ?

ผมนึกถึง ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ และ ท่านสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ซึ่งท่านเก่งมาก แต่จริงๆ แล้ว เรื่องความเก่ง ก็เก่งทุกคน อยู่ที่ว่าความคิดของเขา นายกรัฐมนตรีจะเห็นด้วยไหม รัฐบาลจะเห็นด้วยไหม ผมว่าถ้าเอาส่วนรวม เอาประโยชน์ของประเทศเป็นหลักจะทำสำเร็จ อีกอย่างหนึ่งคือความต่อเนื่องของนโยบาย บางเรื่องที่สุดท้ายทำไม่ได้ เพราะรัฐบาลเปลี่ยนบ่อย ใครมาเป็นรัฐบาลก็จะนำนโยบายเขาออกมา

แต่ประเทศไทยก็ยังดี หลายคนชอบพูดว่าประเทศไทยช้า อันที่จริงก็ก้าวหน้า จาก 40 ปีที่แล้วถึงตอนนี้ เวลาผมไปไหนก็ชอบถ่ายรูป เอาคลิปขึ้นให้คนอื่นดูว่าถนนของประเทศไทยสะอาด กรุงเทพฯสงบ ช่วงโควิด คนไทยก็เชื่อฟังรัฐบาลมาก คนที่เป็นเศรษฐีมีเพาเวอร์ก็ออกมาช่วยเหลือ อย่างสมาคมของผมเอาของไปแจกให้หน่วยงานต่างๆ แจกประชาชนด้วย

เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสมาคมของเรา 20 ปีทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยเยอะทีเดียว

 


 

ข้าวสาร อัญมณี ถึงเศรษฐีอสังหาฯ

“ปู่ผมแซ่ลี้ มาจากเมืองจีน ขายปลาที่เยาวราช พอมีเงินแล้วก็เปิดโรงสีที่สระบุรี”

เพียงประโยคเปิดสั้นๆ ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าต้องเป็นเรื่องราวชีวิตของชาวไทยเชื้อสายจีนสักคนที่ประสบความสำเร็จในวันนี้

บุคคลเจ้าของเรื่องราวข้างต้นคือ บุญยงค์ ยงเจริญรัฐ นักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งกิจการอีกหลากหลาย ผู้มีเส้นทางชีวิตน่าสนใจอย่างยิ่ง

“ทางบ้านผม ปู่กับพ่อเป็นคนจีน มาจากจีน เป็นคนแซ่ลี้ ซึ่งเป็นจีนแต้จิ๋วเยอะที่สุด ส่วนคุณตาและคุณแม่เป็นคนไทย บ้านอยู่แถวนางเลิ้ง กรุงเทพฯ คุณตาพาคุณแม่ไปเมืองจีนเพื่อเรียนหนังสือแล้วกลับมาไม่ได้เพราะตอนนั้นเกิดปิดประตูประเทศ ผมเองเกิดที่จีน อยู่ที่นั่นจนอายุ 17 ปี ถึงจะได้กลับมาเมืองไทย จนถึงตอนนี้อยู่ที่นี่มา 40 ปีแล้ว”

บุญยงค์ เล่าว่า เมื่อมาเมืองไทยแล้ว เข้าเรียนในระบบการศึกษาแบบนอกโรงเรียน ที่วัดยานนาวา วัดหัวลำโพง รวมถึงโรงเรียนผู้หญิงล้วน อย่างสตรีมหาพฤฒาราม จากนั้นในหลายช่วงชีวิตยังได้ไปศึกษาเรียนรู้ในต่างประเทศ อย่างญี่ปุ่น ซึ่งตั้งใจไปเรียนการดูพลอยโดยเฉพาะ

“ผมยังได้เรียนภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น และได้มีโอกาสไปศึกษาเกี่ยวกับการดูพลอยที่ญี่ปุ่น แต่เดิมบริษัททางบ้านผมค้าขายอัญมณีกับเครื่องประดับตอนนี้ก็ยังค้าขายจิวเวลรีอยู่ที่จีน เอาจิวเวลรีที่เจียระไนจากไทยไป ก็ขายดีพอสมควร”

สำหรับชีวิตในวันนี้ นอกจากบทบาทนายกสมาคมนักธุรกิจยุคใหม่ไทย-จีน และนักธุรกิจคิวทอง ยังเป็นคุณพ่อของลูกๆ 3 คน ชาย 2 หญิง 1

โดยลูกชายทั้ง 2 คนกำลังศึกษาต่อที่ประเทศจีนในด้านธุรกิจการค้า ส่วนลูกสาวจบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เมื่อเล่าถึงลูกๆ ก็ชี้ชวนให้ชมภาพครอบครัวในกรอบรูปที่วางไว้อย่างดีข้างโต๊ะทำงาน เช่นเดียวกับภาพถ่ายอีกนับไม่ถ้วนที่ล้วนเคียงข้างบุคคลสำคัญระดับประเทศ ทั้งไทย จีน และนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ รวมถึงพระสงฆ์ ซึ่งเจ้าตัวรับว่าเป็นผู้มีศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างมาก ชอบทำบุญ โดยมีพระพุทธรูปประดิษฐานในห้องทำงานมากมายเป็นมงคลชีวิต

ส่วนงานอดิเรกในวัย 57 ปี เน้นออกกำลังกาย วิ่งบนสายพานที่บ้านและเล่นแบดมินตันที่คอร์ต เมื่อมีเวลาว่าง ซึ่งนั่นก็ไม่มากนัก เพราะงานรัดตัว

ไม่ถามไม่ได้ ในฐานะนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ว่านับจากนี้ไปแนวโน้มเป็นอย่างไรในภาวะวิกฤตโลกเช่นนี้

“ตารางวาหนึ่ง ธรรมดา 3 แสนห้า ตอนนี้เหลือ 2 แสน 8” บุญยงค์ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ก่อนเล่าต่อว่า โครงการหลายๆ ที่ก็ยังสร้างไม่เสร็จ

อย่างไรก็ตาม นักธุรกิจบางท่านบอกว่า ถ้ามีเงินเย็น ก็ซื้อเก็บ เพราะราคากำลังดิ่ง ประเด็นนี้ บุญยงค์มองว่า ที่ต้องระวังคือ “ที่ดินเปล่า” เพราะจะมี “ภาษี” เกิดขึ้นทันที คนที่มีที่ดินอยู่แล้ว ก็ยังคิดหนัก แต่ภาษีที่ดินของไทย หากเทียบกับประเทศอื่นๆ ยังถือว่าต่ำกว่า

“เวลานี้ เรื่องอสังหาริมทรัพย์ ผมคิดว่าจีนดีกว่า แต่ช่วงก่อนโควิด ไทยดีกว่า อย่างไรก็ตาม ต่อไปก็คงดีขึ้น” มืออสังหาฯปิดท้ายอย่างมีความหวัง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้วิโรจน์ : ถ้าต้องถอนจุดยืนในการปกป้องเด็ก ผมคงพูดเรื่องการศึกษาก้าวหน้าไม่ได้อีก…
บทความถัดไป2 ผู้เล่น ‘เลเกอร์ส’ ชวดซ้อมมื้อแรกกับทีม หลังยังไม่ผ่านตรวจหาโควิด-19