การม็อบ การเมือง เรื่อง ‘ชาติ’ (นี้) ของลลิตา หาญวงษ์ ‘ยอมรับเถอะว่าเด็กสมัยนี้เก่งกว่าเรา’

เข้มข้น เผ็ดร้อน ทว่า คละเคล้าด้วยเสียงหัวเราะอย่างครึกครื้นในหลายช่วงหลายตอน สำหรับเวทีเสวนา “เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน ว่าด้วยชาติและลัทธิชาตินิยม” ที่มติชนอคาเดมี ในช่วงบ่ายวันพุธที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งสำนักพิมพ์มติชนร่วมกับวิทยาลัยนานาชาติ ปรีดี พนมยงค์ ม.ธรรมศาสตร์ และมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

หนึ่งในวิทยากรสาวที่ออกตัวในทำนองว่า “รุ่นใหม่” สุดบนเวที คือ ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคอลัมนิสต์ชื่อดังค่าย “มติชน” เจ้าของคอลัมน์ชื่อเก๋ “ไทยพบพม่า”

เปิดมุมมองการวิเคราะห์นิยามความหมายของ “ชาติ” คำฮิตในประวัติศาสตร์ที่ถูกนำใช้อย่างมากมายในห้วงเวลานี้ ตั้งแต่ความทรงจำวัยเยาว์ จนถึงชาติในความรู้สึกนึกคิดของคนหลากรุ่น

ต่อไปนี้คือเนื้อหาที่ “เก็บความ” จากเวทีในบ่ายวันนั้น

(รัก) ชาติในความทรงจำ

ครอบครัวเป็นข้าราชการ พ่อแต่งงานตอนอายุเยอะแล้ว ดิฉันโตมากับพ่อที่รักชาติมาก อินกับบทประพันธ์ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช อย่างสี่แผ่นดิน เวลาไปรับที่โรงเรียนทุกวัน พ่อจะเปิดเพลงแล้วร้องเสียงดัง เลยซึมซับเพลงสุนทราภรณ์มา ร้องได้ทุกเพลง แต่ในช่วงชีวิต ดิฉันโตมากับแกรมมี่ อาร์เอส ในขณะเดียวกันโลกของดิฉันกับแม่และพ่อต่างกัน พ่อกับแม่อายุก็ห่างกันพอสมควรประมาณ 10 กว่าปี แม่เชี่ยวชาญทุนนิยม พาไปเดินห้าง แต่พ่ออยากพาไปทำบุญ เที่ยววัด

‘ชาติก่อน ชาตินี้ ชาติหน้า’ ชาติของใครในคน 3 รุ่น

ชาติของคนอายุ 50-70 เชื่อมากๆ ในชาติที่แล้ว เชื่อเรื่องบุญกรรม พ่อผูกพันกับสมัยบ้านเมืองยังดี ชอบอ่านประวัติศาสตร์ ชอบพูดถึงสมัยที่เรายังไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน สมัยบ้านเมืองสงบสุข ซึ่งดิฉันสงสัยว่ามันเคยมีอยู่จริงๆ เหรอ ในความคิดของคนกลุ่มนี้ บ้านเมืองเคยดีมาก่อน เศรษฐกิจดี ไม่ทะเลาะกัน ต่างจากมุมมองของนักธุรกิจที่ผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อ พ.ศ.2540 ที่มองว่าสมัยบ้านเมืองยังดี คือ ประเทศต้องเป็นประชาธิปไตยและมีกิน

ส่วนคนรุ่นดิฉัน คือช่วงอายุ 30-40 ปี ชาติของเรา คือการนึกถึงชาติหน้า เราออมเงินเพื่อเก็บไว้ใช้ในอนาคต เพื่อที่เราจะมีความสุขสบายในภายหน้า เลี้ยงพ่อแม่ เลี้ยงลูก ให้เขาได้เรียนโรงเรียนดีๆ ได้ไปเที่ยว ไปเซลฟี่ ทัศนคติคนในวัยนี้ เขาจะไม่ผูกกับปัจจุบันมากนัก คือส่วนหนึ่งอยู่ในอดีต นอสทัลเจีย แต่ไม่สำคัญมากเท่าการออมเงินเพื่อหวังให้มีชีวิตที่ดีในอนาคต

เยาวชนในปัจจุบันที่มีพลังการเปลี่ยนแปลง โดยอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่ อาจอยู่อีกชาติหนึ่ง คือให้ความสำคัญกับชาตินี้

เด็กในปัจจุบันคิดว่าอนาคตเสี่ยงเกินไป ถ้าเอาชีวิตมาผูกกับการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพและความชอบธรรม เด็กบอก ถ้าไม่สู้ตอนนี้ จะสู้ตอนไหน เขาไม่ได้สู้ให้พ่อแม่ แต่สู้เพื่อตัวเอง เพื่ออนาคตที่สดใสของตัวเอง หรือให้ลูกหลานของเขา คนรุ่นเด็ก คิดถึงปัจจุบัน คิดว่า “Now or Never” ไม่ทำตอนนี้จะทำตอนไหน เหมือนที่ ฟอร์ด ทัตเทพ เลขาธิการกลุ่มเยาวชนปลดแอกเคยโพสต์บอกว่า ในอนาคตถ้ามีลูกหลานก็อยากเห็นสังคมที่ดีขึ้น

ตามให้ทัน ‘ปังปุริเย่’ ก้าวแรก เลิกส่งไลน์ ‘สวัสดีวันจันทร์’

เด็กหลายคนที่แสดงความไม่พอใจ เขาไม่มาพูด แต่ไปอยู่ในทวิตเตอร์ ผู้ใหญ่ที่อยากตามทันเด็ก แนะนำว่าก่อนอื่นให้เลิกส่งไลน์สวัสดีวันจันทร์ วันพระ แต่ไปสร้างแอ๊กเคาต์ทวิตเตอร์ดีกว่า เราจำเป็นต้องเข้าใจภาษาของเขา ภาษาที่ใช้ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเปลี่ยนทุกวัน เช่น ปังปุริเย่ หรือปังปุริ มีแอ๊กหลุม แอ๊กเห็บ การจะตามให้ทัน ต้องทำความเข้าใจ เอาตัวเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของเขา

ติ๊กต็อก ทวิตเตอร์ การเมือง กับเรื่องที่ 40+ ไม่คิดให้ปวดหัว ?

สังเกตว่าหลายคนในรุ่นดิฉัน เวลาเราสังเกตการณ์การเมือง จะรู้สึกว่าเด็กพูดเยอะ พูดมากเกินไป แรง หรือก้าวร้าวเกินไป ในขณะที่เขารู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด เขามองเป็นเรื่องปกติ เพราะเด็กรุ่นนี้โตมากับนิยายวาย ติ๊กต็อก ทวิตเตอร์ ไม่ได้โตมากับวิทยุโทรทัศน์

ถามว่าเด็กปัจจุบันเคยดูทีวีช่อง 3 ช่อง 5 หรือไม่ ดิฉันคิดว่าสื่อโทรทัศน์และวิทยุไทยๆ มีบทบาทสูงต่อการหล่อหลอมวิธีคิดของคนอายุ 30-40 ปี สมัยก่อนกลับบ้านมาไม่รู้จะดูอะไร เราผ่านการกล่อมเกลา ผลิตซ้ำค่านิยม ผู้จัดละครไทยไม่ได้ก้าวหน้าในสิ่งที่เขาพยายามใส่ให้เรา เราจึงเติบโตมาอย่างนี้

คนอายุ 40 ขึ้นไปเลยไม่ตั้งคำถามอะไรต่อประเทศนี้ และชอบพูดว่า เราไม่เห็นจะเดือดร้อน คิดมากให้ปวดหัวทำไม แต่เด็กปัจจุบันไม่ใช่อย่างนั้น ยิ่งคิด ยิ่งดี เรามองเด็กว่าเป็นเด็กตลอด มีหน้าที่ของเยาวชนก็ทำไป เรียนไปให้จบ แต่เด็กไม่ได้คิดอย่างนั้น หลายคนพูดว่าทำไมเด็กประถม มัธยม และนักศึกษาอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการเมืองมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ติดตามนักคิดนักเขียนที่มีชื่อเสียง ทั้งในไทยและต่างประเทศ

ล่าสุด การที่รัฐบาลพยายามไปปิดกลุ่มเฟซบุ๊กที่มีสมาชิกนับล้าน ทำให้เข้าไปดูจากประเทศไทยไม่ได้ แต่ดูผ่านวีพีเอ็นยังได้อยู่ ปรากฏว่ามีการไปตั้งกลุ่มใหม่ซึ่งเพียงแค่ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงมีคนตามเข้าไปอยู่ 7 แสน สะท้อนให้เห็นว่า คุณยิ่งไปกด ก็ยิ่งเติบโต เหมือนต้นไมยราบ

รัฐธรรมนูญดี ประเทศประหลาด ประชาธิปไตยเข้มแข็ง

ดิฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าสหรัฐอเมริกามีความประหลาด แต่ตอนนี้คิดว่าประหลาดมาก มีตั้งแต่คนที่ไม่ยอมใส่หน้ากากอนามัย เพราะอ้างสิทธิเสรีภาพ มีมหาวิทยาลัยที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก ในขณะที่มีคนงมงาย ฆ่าคนผิวสี แต่กล่าวกันว่าสิ่งที่ทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ประชาธิปไตยเข้มแข็งมาก มีคนกระซิบว่า เป็นเพราะมีรัฐธรรมนูญที่ดี เป็นกฎหมายที่รับใช้ประชาชน สังคมเราต้องกลับมาถามตัวเองว่า บรรดาคนเขียนรัฐธรรมนูญของเราเป็นบิดาแห่งการยกเว้นเหมือนที่เด็กล้อเลียนหรือไม่ เราเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญได้ตลอดเวลา

โรงเรียน ‘รัฐในรัฐ’ อำนาจนิยมในสถานศึกษา

ดิฉันมองว่าโรงเรียนเป็นรัฐในรัฐในอีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้อำนาจนิยม แต่เด็กมีความปัจเจกสูง ที่เราเห็นในปัจจุบัน ไม่ได้มาจากพ่อแม่ ครอบครัว และโรงเรียนอีกต่อไป ถ้าสถาบันการศึกษาประสบความสำเร็จในการกล่อมเกลาจริง จะมีโรงเรียนกวดวิชา มีเน็ตไอดอลที่ย่อยวรรณคดีไทยหรืออย่างไร

นอกจากนี้ เด็กมีที่ให้ฟ้องมากขึ้น สมัยก่อนมีห้องเรียน ครู พ่อแม่ ปัจจุบันประจานในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ติ๊กต็อก

ครูในปัจจุบันไม่ควรสอนในห้องเรียนแค่อย่างเดียว แต่ควรเป็นผู้รับฟัง เข้าใจความเปลี่ยนแปลง ความเป็นวัยรุ่นไม่ใช่แค่ฮอร์โมน อารมณ์แปรปรวน เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แต่ด้วยโซเชียล ยอมรับเถอะว่า เด็กสมัยนี้ฉลาดกว่าเรา ตอนที่อายุเท่ากัน เราไม่ได้ทำกิจกรรมมากเท่าเขา เราโตมาจากการท่องจำ โตมากับสุนทรภู่ ดิฉันโตมากับผลงานของ ว ณ ประมวญมารค ไม่ใช่ศรีบูรพา ดิฉันเพิ่งรู้จัก 100 ปีแห่งความโดดเดี่ยวเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่เด็กมัธยมปลาย พรีออเดอร์วรรณกรรมระดับโลกแบบไม่เสียดายเงิน

จากยุค ‘บ้านเมืองยังดี’ สู่ ‘บ้านเมืองที่ดีกว่า’

การติดตามดารานักร้องเกาหลี ก็ไม่ใช่เรื่องสูญเปล่า แต่ส่งเสริมจินตนาการ การคิด วิเคราะห์ ซึ่งในที่สุดต้องยอมรับว่าตอนอายุเท่ากันเราเก่งไม่เท่าเขา แต่ครูรับไม่ได้ที่เด็กเถียง

ไม่กี่วันที่ผ่านมา มีโพสต์ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เรื่อง การยืนสนทนากับผู้ใหญ่ ว่าเวลาคุยกับครู ควรทำอย่างไรในช่วงเวลาที่เด็กมัธยมเป็นแกนนำการชุมนุมการทางเมืองกันแล้ว

สังคมไทยไม่มีวันย้อนกลับไปสู่ยุคบ้านเมืองยังดีอีกแล้ว แต่จะไปสู่บ้านเมืองที่ดีกว่า เด็กเขาคิดแล้วทำเลย เราทุกคนควรอยู่เคียงข้าง เข้าใจ คอยให้กำลังใจเมื่อเขาต้องการ การขับเคลื่อนสังคมในวันนี้ที่ไม่ใช่ชาติหน้าและชาติที่แล้ว คือ ทำความเข้าใจคนทุกรุ่น ให้เรามีประชาธิปไตยในชาตินี้ ไม่ใช่ชาติหน้า

การศึกษาไทยที่ต้อง ‘ปฏิวัติ’

การศึกษาไทยต้องการการปฏิวัติทางความคิดตั้งแต่ระดับล่างถึงบน การศึกษาไทยสอนเด็กให้รู้วิชาการมากเกินไป แต่ทักษะที่จำเป็นไม่สอน เด็กขุดดิน บอกอย่าขุด สกปรก มีไส้เดือน ในขณะที่ฝรั่ง ถ้าเด็กจะขุด บอกขุดเลย ดี ฉันจะได้มีเวลานั่งนอนเล่น ฟังเพลง

ในสังคมไทย พ่อแม่มีบทบาทสำคัญในการห้าม ในการหยุดไม่ให้เด็กจินตนาการ ในขณะที่สังคมประชาธิปไตย พ่อแม่ไม่ห้ามเด็ก ดิฉันอยากเห็นหลักสูตรการศึกษาไทยที่ให้ความสำคัญกับการเล่นมากขึ้น

แบนสปอนเซอร์ ปรากฏการณ์ประชาชน

สื่อจะเสรีได้อย่างไร เพราะองค์กรที่เซ็นเซอร์สื่อลำเอียง ฝั่งหนึ่งที่วิพากษ์ โดนแบน โดนเซ็นเซอร์อย่างรุนแรง ในขณะที่อีกฝั่งไม่โดนอะไรเลย แต่ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ ประชาชนแบนสื่อ จนนำไปสู่การแบนสปอนเซอร์

ทำให้กลับมานั่งคิดใหม่ว่ากลไกนี้มีผลหลายเจ้าก็ถอนตัว มีการรวบรวมรายชื่อสปอนเซอร์ มาโพสต์ คนพรินต์กระดาษเอ 4 ไปซุปเปอร์มาร์เก็ตว่ายี่ห้อนี้ไม่กิน อเมซิ่งมาก เกิดมา เพิ่งเจอ

สำหรับการไปถึง “คนเท่ากัน” ทุกคนเท่าเทียมอย่างแท้จริง เชื่อว่าเราไปถึง แต่อาจต้องแลก อาจมีเลือดตกยางออก แต่ถ้ามองในแบบโลกสวย คนในรุ่นที่เกิดมาพร้อมกับการโฆษณาชวนเชื่อ นับวันยิ่งล้มหายตายจาก ในขณะที่เยาวชนปัจจุบันจะได้เป็นเจ้าของประเทศอย่างสมบูรณ์ในอีกไม่นาน


 

Expert พม่า กับกับแผน(ไม่)ลับ ‘ไร่โกโก้’

“อาณานิคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประวัติศาสตร์พม่าสมัยใหม่ ภาพยนตร์เมียนมา เทคโนแครต”

คือส่วนหนึ่งของข้อความในเว็บไซต์สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่อธิบายถึง “ความเชี่ยวชาญ” ในด้านวิชาการของ ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จบการศึกษาปริญญาโทและเอกจาก School of Oriental andAfrican Studies หรือ “โซแอส”มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ปริญญาตรีอักษรศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เคยเป็นอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตกเป็น “ข่าวใหญ่” ครั้งออกมาวิจารณ์การรับน้องใหม่ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ที่นิสิตชายเฟรชชี่ต้องโกนหัว จนกระทั่งทำให้นิสิต “รุ่นพี่”เดือดดาล โพสต์ขู่ “สงสัยไม่อยากแก่ตาย” กลายเป็นประเด็นร้อนแรง “ขึ้นหน้า 1” ต่อเนื่องหลายวัน ยังไม่นับในจอแก้วและโลกออนไลน์ที่วิพากษ์หนัก กระทั่งนิสิตถอยกรูด

ชีวิตส่วนตัว สมรสกับ ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักวิชาการอิสระ แกนนำทวงคืนโบราณวัตถุไทยจากต่างแดนซึ่งล่าสุดคนไทยได้เฮดังๆ จากความคืบหน้าที่ว่า พิพิธภัณฑ์ในสหรัฐเตรียมคืน 2 ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์จังหวัดบุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้นจังหวัดสระแก้ว สู่ราชอาณาจักรไทย

ชื่นชอบการทำขนม โพสต์เฟซบุ๊กขณะเข้าครัวอย่างสุนทรีย์ให้ได้เห็นบ่อยครั้ง แม้กระทั่งเซลฟี่กับต้นโกโก้จากจังหวัดชุมพร ที่เตรียมนำลงดิน หวังใช้ชีวิตสุขสงบในต่างจังหวัด

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้กางแผงลอตเตอรี่รอเป็น 100 “ลุงพล-จินตหรา”เปิดคอนเสิร์ตเต่างอย 1 ก.ย.
บทความถัดไปหลอกซื้อทองราคาต่ำกว่าท้องตลาด โอนเงินแล้วแต่ไม่ได้ทอง เฉพาะพัทลุงเสียหายกว่า 20 ล้านบ.