พลากร จิรโสภณ อดีตประธานศูนย์กลางนักเรียนฯปี’16 ‘#ให้มันจบที่รุ่นเรา ถูกใจผมมาก เพราะสู้มา 50 ปี ยังเหมือนเดิม’

“ตอนนี้เป็นยุคของคนรุ่นใหม่ เป็นโลกของคนรุ่นใหม่”

อาจเป็นถ้อยคำคุ้นหูที่ได้ยินบ่อยครั้งในช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ของเยาวชนในสถานการณ์ปัจจุบัน

ทว่า เมื่อประโยคข้างต้น มาจากปาก พลากร จิรโสภณ อดีตประธานศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย ปี 2516 ก็ย่อมมีความหมายมากยิ่งขึ้น ด้วยเรื่องราวเบื้องหลังครั้งที่ชายวัย 64 ยังเป็นนักเรียนมัธยม ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวกระทั่งเป็นนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย

สูญเสียพี่ชาย ซึ่งเป็นผู้นำนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นิสิต จิรโสภณ อย่างไม่มีวันกลับ หลังถูกผลักตกจากรถไฟขณะเดินทางไปลงพื้นที่ทำข่าวการต่อสู้ของประชาชนจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ.2518

นับแต่นั้น ยังผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองมากมายในฐานะผู้สังเกตการณ์ กระทั่งถึงคราวแฟลชม็อบนักเรียนนักศึกษา ที่คำว่า #นักเรียนเลว และ #…จะไม่ทน กระหึ่มทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์

หัวหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ลงวันที่ 20 กันยายน เพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังนัดหมายชุมนุมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ หากเป็นไปตามกำหนดในถ้อยแถลงของเยาวชน เช้าวันนี้ พวกเขากำลังเคลื่อนกองพลทางความคิดไปยังทำเนียบรัฐบาล

อดีตประธานศูนย์กลางนักเรียนในอดีต มองความเป็นไปในปัจจุบันอย่างไร

ต่อไปนี้คือความคิดความเห็นในประเด็นต่างๆ จากภาพเก่าที่ยังไม่ซีดจางในวันนั้น ถึงภาพเคลื่อนไหวในวินาทีนี้

ก่อนอื่นขอย้อนถามถึงบทบาทของนักเรียนในยุคเดือนตุลาในมุมมองส่วนตัวนอกหนังสือเรียน?

ผมอยากจะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงก่อนและหลัง 14 ตุลา 2516 ก่อน 14 ตุลา มีความตื่นตัวของนักเรียนอยู่แล้วกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกว่า “ยุวชนสยาม” ซึ่งเป็นการรวมตัวของเด็กนักเรียนหลายโรงเรียนที่มาจัดงานนิทรรศการชื่อ สังคมนิทรรศน์ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบ พวกนี้น่าจะได้รับอิทธิพลจากหนังสือสังคมศาสตร์ปริทรรศน์ ที่คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็น บก. และ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็น บก.ก่อนหน้านั้น ยุวชนสยาม แยกไม่ออกจากอิทธิพลทางความคิดของโกมล คีมทอง ซึ่งเรียนที่ครุศาสตร์ จุฬาฯ แล้วไปถูกยิงเสียชีวิตที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

กลุ่มนักเรียนเหล่านี้ ไม่ได้เริ่มต้นที่ความคิดทางการเมืองโดยตรง แต่สนใจปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำ ศาสนา คือ เป็นเรื่องการแสวงหา บางส่วนก็มีความคิดตั้งคำถามกับระบบการศึกษา การเรียน เรียนไปเพื่ออะไร มีบทกลอนของคุณวิทยากร เชียงกูร ฉันจึงมาหาความหมาย ในขณะเดียวกันก็ได้รับอิทธิพลจากการเคลื่อนไหวของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่เกิดขึ้นแล้ว

ยุวชนสยาม ตั้งเมื่อปี 2514 บทบาทมากๆ ในปี 2515 ยุคที่มีการเคลื่อนไหวก่อนเกิด 14 ตุลา 2516

สำหรับศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย เกิดขึ้นเมื่อมีการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น ที่มีคุณธีรยุทธ บุญมี เป็นผู้นำศูนย์กลางนิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย ไปชุมนุมกันหน้าห้างไดมารู ถนนราชดำริ มีนักเรียนกลุ่มหนึ่งไปร่วมและเริ่มมีบทบาท แต่เป็นคนละกลุ่มกับยุวชนสยาม พอรวมกลุ่มกันแล้วก็ไปขอความช่วยเหลือจากศูนย์นิสิตในการทำกิจกรรม ตอนแรกสุดไปใช้ตึกจักรพงษ์ เป็นที่ทำการ หลังจากนั้นไปใช้ที่โรงเรียนราชาธิวาส นี่คือช่วงก่อน 14 ตุลา

แล้วเข้าไปเป็นประธานศูนย์กลางนักเรียนได้อย่างไร อิทธิพลทางความคิดมาจากไหน?

ศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทยตอนนั้นมีทั้งอาชีวะ มัธยม พาณิชย์ ช่างกล ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดจากกระบี่ เข้ามาเรียนกรุงเทพฯครั้งแรก ชั้น ม.ศ.4 ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตรก็รับรู้เรื่องราวของสังคมผ่านทางหนังสือ ไม่ได้รู้จักใครเลย ได้รับอิทธิพลจากหนังสือที่พี่ชายที่เรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่งไปให้ มีหนังสือชื่อลอมฟาง แนวแสวงหา หาคำตอบกับชีวิตและสังคม

ก่อน 14 ตุลา ผมเข้าไปในศูนย์กลางนักเรียนครั้งแรก พี่ชายพาไปรู้จักกลุ่มยุวชนสยาม นอกจากความตื่นตัวในการแสวงหาคำตอบ สมาชิกบางส่วนขยับขยายไปทำกิจกรรมร่วมกับนิสิต ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น มีการทำหนังสือชื่อ “กดกดกด” ภาพปกเป็นรูปมือกดหัวนักเรียน แต่ตอนนั้นผมยังไม่ได้เข้าไป ผมเข้าไปทีหลัง

เวลานั้นประธานศูนย์ คือ คุณวัฒนา เนื่องพลี กำลังจะจบชั้น ม.ศ.5 พอดี ก็เป็นช่วงรอยต่อ ก็เลยคุยๆ กันว่าจะเอาใครเป็นประธานต่อ พูดตามตรงว่าไม่ได้มีการเลือกตั้ง แต่เลือกกันขึ้นมาจากคนที่ทำกิจกรรม

หลังจากหนังสือ “กดกดกด” ก็มีหนังสือตามมาอีกหลายเล่ม ศูนย์กลางนักเรียนโด่งดังมาก เพราะจอมพลถนอมเอาไปพูดในที่ประชุม ครม.ว่าหนังสือเล่มนี้มีแนวคิดรุนแรง แต่มีนักเขียนค่ายสยามรัฐของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวของจอมพลถนอม ผมก็ไปหาที่สยามรัฐเลย หลังจากเห็นว่าเขาเขียนค่อนข้างเป็นบวกกับเรา

มองความเหมือนและต่างในด้านการต่อสู้ของนักเรียนยุคนั้นกับยุคนี้อย่างไรบ้าง?

ผมนึกตลกว่าเหตุการณ์ผ่านมา 47 ปีแล้ว นักเรียนไทยในวันนี้ยังต่อสู้ในประเด็นที่เหมือนกับเด็กนักเรียนเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว คือผมสั้น ผมยาว ถูกครูกล้อนผม เวลานั้นพวกผมยังต่อสู้เรื่องกางเกง ขาสั้น ขายาว คือ เป็นยุคเดฟ ยุคมอส

เรื่องหลักสูตร การเรียนการสอน การใช้อำนาจนิยม เหมือนกันเลย เนื้อหาการต่อสู้ของน้องๆ หรือต้องเรียกว่าหลาน ที่ไปชุมนุมหน้ากระทรวง ปัญหาเรื่องสิทธิ เสรีภาพ การใช้อำนาจของครู การเรียนการสอนที่ไม่สอนให้เด็กคิด แต่ให้ท่องอย่างเดียว หรือปัญหาที่เหมือนกันเลย คือครูไม่มีคุณภาพ ใช้อำนาจ ใช้อารมณ์

ประเด็นการต่อสู้ของนักเรียนในยุคผม กับยุคนี้ยังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยน ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก คำขวัญที่นักเรียน นักศึกษาพูดว่า ให้มันจบที่รุ่นเรา มันถูกใจมาก เพราะสู้มา 50 ปีแล้วยังเหมือนเดิม แสดงว่าสังคมนี้ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ปรับตัวกับโลกยุคใหม่ ทำไมประเทศไทยต้องอยู่ในวงจรแบบนี้ สิ่งที่นักเรียนสู้มาก่อนไม่ได้มีผลอะไรเลย ไม่มีใครรับฟัง ไม่มีใครเอาไปแก้เลย ยังมาเอาเป็นเอาตายกับทรงผม ไม่เห็นว่าคุณภาพการศึกษาไทยจะดีขึ้น ระเบียบวินัยเป็นข้ออ้าง เพื่อรักษาสถานะอำนาจของตัวเอง ยุคนั้น เตรียมอุดมฯบังคับให้เด็กต้องคลานเข่าเข้าไปหาอาจารย์ ซึ่งมันกดขี่กันเกินไป ทุกวันนี้ไม่แน่ใจว่ายังมีอยู่หรือไม่

ความรู้สึกเมื่อดูข่าวแฟลชม็อบนักศึกษาและการชุมนุมของกลุ่มนักเรียนเลว มีวินาทีย้อนนึกถึงตัวเองในอดีตไหม?

ผมผ่านอะไรมาเยอะ ผ่าน 14 ตุลา 6 ตุลา ผ่านการเข้าป่า ไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยแล้วออกมา ก่อนหน้านี้ บอกตามตรงว่าไฟมอด สิ้นหวัง เพราะเห็นสภาพที่นักเรียน นักศึกษา ไม่ได้สนใจบ้านเมือง ก็คิดว่าที่เคยต่อสู้มาคงจะสูญเปล่า แต่หลังปี 49 เห็นการทำกิจกรรมนอกมหาวิทยาลัย ก็เริ่มมีความหวังเล็กๆ ขึ้นมาบ้าง กระทั่งถึงวันนี้ ซึ่งค่อนข้างมหัศจรรย์ที่นักเรียนตื่นตัวขึ้นมามากมายขนาดนี้ พูดตามตรงว่าผมรู้สึกฮึกเหิมอยากเข้าไปมีส่วนร่วม ในการชุมนุมบางครั้งได้เข้าไปแอบให้กำลังใจ แต่ขออยู่รอบนอก เพราะเข้าไปข้างในไม่ไหว หายใจไม่ออก คนเยอะมาก (หัวเราะ)

ขณะเดียวกัน ทำให้กลับมีความเชื่อมั่นในความเชื่อบางอย่างที่เคยมีมาในอดีตว่า พลังของเยาวชนคือพลังของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ในประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงโลก ที่ผ่านมาล้วนแต่มาจากคนหนุ่มสาวมีบทบาทเป็นกองหน้าในทั้งสิ้น อย่างที่พม่า ที่ผ่านมาก็เป็นคนหนุ่มสาวที่ออกมาต้านเผด็จการ สังคมไทยก็เหมือนกัน คิดว่าสังคมไทยสามารถฝากความหวังไว้ที่คนหนุ่มสาวซึ่งไม่มีภาระเรื่องผ่อนรถ ผ่อนบ้าน เลี้ยงลูก ทำอาชีพ เขามีความบริสุทธิ์ใจ

ไลน์กรุ๊ปนักต่อสู้เก่าๆ คึกคักไหมหลังแฟลชม็อบ คุยอะไรกัน?

(หัวเราะ) คุยกันว่าโลกเปลี่ยน ภาวะวิสัยเปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยนหมด ข้อมูลเปลี่ยน ยุคผมเราสู้ทั้งๆ ที่ข้อมูลเราไม่มาก แต่สู้ด้วยใจ ด้วยความเชื่อ ด้วยความศรัทธา แต่ยุคหลัง เห็นนักเรียนดีเบตกับครู พ่อแม่ มันเต็มไปด้วยข้อมูลมากมาย ผมเคยไปร่วมชุมนุมรอบกรุงเทพฯ 1-2 ครั้ง คนที่มาชุมนุมเป็นนักเรียนที่ไม่ได้มีการจัดตั้ง ไม่ได้เตี๊ยมกันมาก่อน เห็นป้ายที่ถือก็ตกใจ สิ่งที่เขารับรู้มีมากกว่ายุคผมที่รับรู้เยอะมาก

ล่าสุดกลุ่มนักเรียนเลวเปิดเผยว่า นอกจากถูกครูคุกคามแล้ว บางส่วนพ่อแม่ก็ไล่ออกจากบ้าน ไม่ให้เงินใช้ การต่อสู้ของนักเรียนในอดีตเจอแรงเสียดทานอย่างไรบ้าง?

รัฐก็คือรัฐ รัฐได้ออกแบบเครื่องมือควบคุมประชาชนมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตอนที่มีการทำหนังสือ “กดกดกด” ในยุคจอมพลถนอม กิตติขจร ก็มีสันติบาลมาสืบ ว่าใครเป็นคนทำหนังสือ มีการคุกคามไปตามโรงเรียน มีคำสั่งห้ามนักเรียนไปทำกิจกรรม เริ่มมีการสอดส่อง เก็บรวบรวมชื่อของคนที่มาทำกิจกรรม ตอนนี้ก็เหมือนกับยุคนั้น ในยุคของเผด็จการ ไม่ว่าเผด็จการถนอม หรือเผด็จการยุคปัจจุบัน พยายามสร้างความหวาดกลัว มีการเรียกนักเรียนไปพบอาจารย์ฝ่ายปกครอง เรียกผู้ปกครองมาคาดโทษ ทำทัณฑ์บน การคุกคามมีเหมือนกัน รูปแบบเดียวกันหมด ไม่ต่างกัน

ยุคเก่ามีดาวสยาม ยุคใหม่มีปรากฏการณ์แบนสปอนเซอร์บางสื่อ ในฐานะที่ทันทั้ง 2 ยุค มองประเด็นนี้อย่างไร?

ถ้ามองบุคลากรที่ทำงานด้านสื่อ ยังมีสื่อที่เป็นเสรีชนอยู่จำนวนมากพอสมควร บางท่านยังอยู่ในไทยรัฐ แม้เป็น นสพ.หัวสี แต่ปัจจุบันความแยกสี แยกขั้วมีมากกว่าในอดีต แยกชัดเจนเลย เวลานั้นอาจมีดาวสยามที่เป็นขวาจัดปลุกกระแส แต่คิดว่าสื่อในปัจจุบันเกือบทั้งหมด รวมถึงตัวสื่อมวลชนเองสูญเสียความเป็นเสรีชนไปแล้ว อาจด้วยเหตุของการแยกสีแยกขั้วหรือทุนนิยม ซึ่งต้องพึ่งพาโฆษณา ต้องเลือกเอาว่าจะให้สื่อของตัวเองรอดหรือตาย เพื่อให้รอดก็ต้องทำทุกอย่าง สื่อยุคนั้นเป็นนักต่อสู้หลายคน บางคนเคยติดคุกข้อหาคอมมิวนิสต์มาแล้วก็มี เป็นคนที่น่าเคารพ แต่ยุคนี้ไม่มีสื่อที่ทำงานเป็นอิสระทางความคิดอย่างแท้จริง

พูดถึงสื่อ เคยมีสื่อลงข่าวว่ามีบทบาทในพรรคอนาคตใหม่?

ผมขอพูดเลยว่า สื่อที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับฝ่ายประชาชนชั่วร้ายมาก มีข่าวที่ผมไปร่วมกับอนาคตใหม่ บอกว่าผมเป็นที่ปรึกษา ทั้งที่เป็นแค่สมาชิกพรรคคนหนึ่ง ไปช่วยงานเท่าที่จะช่วยได้ เพราะตอนนั้นพรรคเพิ่งเริ่มต้น ยังมีคนช่วยงานน้อย ไปช่วยหาสมาชิก เครือข่าย แต่สื่ออีกฝั่งบอกว่าผมเป็นกุนซือ เข้าใจว่าต้องการป้ายสีว่าอนาคตใหม่มีคอมมิวนิสต์หนุนหลัง ทั้งที่ผมไม่ได้มีบทบาทอะไรเลย ถึงวันนี้ที่เป็นพรรคก้าวไกล และคณะก้าวหน้า ผมไม่ได้ไปทำอะไรเลย เขียนข่าวอะไรมั่วๆ ผิดๆ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรไม่สนใจ ที่น่าเศร้าคือ คนรู้ข้อมูล ให้ข้อมูล และอาจเป็นคนเขียนด้วย คือคนรู้จักกัน คุณได้ขายวิญญาณไปแล้ว ถ้าไม่รู้จักกันยังโอเคกว่า

ถามจริงๆ เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ท่อน้ำเลี้ยง’ ไหม?

ถ้าพูดกันตามตรง ในการต่อสู้ของ กปปส.หรือพันธมิตร นายทุนใหญ่ทั้งนั้นที่เป็นท่อน้ำเลี้ยง ถามว่าคนรุ่นผมที่ทำมาหากินมา 30-40 ปี แล้วร่ำรวยขึ้นมาบ้าง พอมีเงินบ้าง จะเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้เด็กพวกนี้บ้างไม่ได้เชียวหรือ ถามว่าใครคือท่อน้ำเลี้ยง ก็คือ นาย ก. นาย ข. นาย ง. ที่มันเคยต่อสู้ คนที่มีเงิน ล้านสองล้าน ห้าล้านสิบล้าน จะเอาไปให้เด็กสักหมื่นนึงจะเสียหายอะไร หน้าที่ของเราคือต้องช่วยให้เขาประสบความสำเร็จ

ท่อน้ำเลี้ยงของเด็กคือประชาชน เพื่อนผมทั้งหลายไม่ว่าจะบริจาคให้อานนท์ นำภา หรือให้ใครต่อใคร ก็เป็นคนที่รู้จักหน้าตากันทั้งนั้น ทีละพันสองพัน ห้าร้อย ตลอดเวลาที่ผ่านมา 100-200 ก็เคย หมื่นนึงก็เคย นี่คือสิ่งที่คนที่เคยต่อสู้ในยุคก่อนสามารถทำได้ แต่ไม่ได้ไปนั่งบอกว่า เพนกวิน ทำอย่างนี้นะ เราทำไม่ได้ เขารู้มากกว่าเราอีก เขาเก่งกว่าเราอีก ข้อมูลเขาเยอะ

มีผลสำรวจว่าเด็กอ่านอะไร ปรากฏว่าหนังสือประวัติศาสตร์หลายเล่ม สุจิตต์ วงษ์เทศ บอกว่าอ่านแล้วยังงง แต่นักเรียน นักศึกษาอ่านกันสนั่น ?

(หัวเราะ) เด็กรุ่นใหม่มีวิธีความสลับซับซ้อนกว่าแต่ก่อนเยอะ ข้อมูลในเชิงลึกสมัยก่อนมีไม่มาก แม้กระทั่งจิตร ภูมิศักดิ์ เองก็เอาข้อมูลไทยๆ นี่แหละ แต่พอมาถึงยุคของ ธงชัย วินิจจะกูล มาจากทั่วโลก อยู่ในที่ฝรั่งเขียน ไม่ใช่ข้อมูลชุดเดิมที่มีอยู่ ระบบคิดของคนรุ่นใหม่สลับซับซ้อนกว่าแต่ก่อนมาก เด็กรุ่นใหม่โตมากับความคิดในสังคมที่สลับซับซ้อนมากขึ้น แน่นอนว่ามีข้อมูลคนละชุดใหม่ มุมมองฝรั่งกับไทย ไม่เหมือนกัน มองสังคมไทยอย่างสลับซับซ้อนกว่าคนไทยมองคนรุ่นใหม่ สรุปบทเรียนจากคนรุ่นเก่าเยอะ ดังนั้น จะเห็นว่านักเรียน นักศึกษารุ่นใหม่พูดถึง 6 ตุลา ค่อนข้างมากและกว้างขวาง

อย่างไรก็ตาม เรื่องหนึ่งที่คิดว่าไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยคือความคิดที่ว่า เด็กคิดเองไม่เป็น มีคนอยู่เบื้องหลัง เชื่อคนง่าย ไปฟังคนเขาหลอก

เห็นได้ชัดว่านักเรียนหญิงออกมาแสดงออกทางการเมืองมากมาย แล้วในอดีตเป็นอย่างไร?

ตอนเข้าป่า ผมอยู่ทั้งสุราษฎร์ธานีและน่าน ตอนเข้าป่าเรียนปี 2 แล้ว เพราะเริ่มทำกิจกรรมตั้งแต่ก่อน 14 ตุลา คือตั้งแต่ ม.ศ.4 จริงๆ แล้วเมื่อหลัง 6 ตุลา มีนักเรียนเข้าป่าจำนวนมาก บางคนอายุ 15 บางคน ม.ศ.3 ม.ศ.2 ก็มี ความตื่นตัวในช่วงนั้น ลงไปถึงระดับ ม.ศ.1 การเข้าป่าเป็นความเรียกร้องต้องการของเขาเอง ในการเข้าร่วมการต่อสู้ทุกคนไม่เห็นทางออกนอกจากตาต่อตา ฟันต่อฟัน ยุคผม ศึกษานารีเอย สตรีวิทยาเอย สตรีมหาพฤฒารามเอย สายปัญญาเอย โรงเรียนผู้หญิงทั้งนั้น โรงเรียนดังๆ เด็กผู้หญิงเยอะมาก ยุคนี้ก็เหมือนกัน โรงเรียนชายมีไม่กี่แห่ง นอกนั้นเป็นสหศึกษา ปรากฏการณ์นี้เหมือนกับปัจจุบันเลย

เวลานั้นเข้าป่าทางใต้ก่อน เพราะสะดวกที่สุด เดินทางง่าย ขึ้นรถไฟปุ๊บ ลงรถไฟปุ๊บ แทบจะถึงเขตงาน หรือเขตพื้นที่ของพรรคคอมมิวนิสต์แล้ว ในปี 2519 ผมคิดว่าการทำงานของ พคท.ขยายพื้นที่ภาคใต้ได้เยอะมากแล้ว ผมได้รับการแจ้งว่าถ้าพลาดกับคนที่นัดหมาย ลงไปสถานีนี้ แล้วไปบ้านไหนก็ได้ ถามหาชื่อคนนี้ คุณได้เข้าป่าแน่นอน บางคนบวชอยู่วัดสวนโมกข์ ผ้าเหลืองร้อน พอเกิด 6 ตุลา เดินดุ่ยๆ เข้าไปในเขตงานบอกว่าจะเข้าป่าร่วมกับ พคท.ไปถึงก็ถอดผ้าเหลืองเลย แต่ปัจจุบันพื้นที่นั้นกลายเป็นพื้นที่สนับสนุน กปปส.ไปแล้ว

อดีตแกนนำ กปปส.ท่านหนึ่งออกมาเชียร์เยาวชน บอกว่าม็อบหนนี้พิเศษกว่า 14 ตุลาอีก โดยเฉพาะนักเรียนที่ไปปิดหน้ากระทรวงศึกษาธิการได้ถึง 2 ครั้ง?

ยุคผมเราไม่ได้สู้จนถึงเจอรัฐมนตรี อย่างมากก็ปะทะกับ ผอ.และอาจารย์ใหญ่ ยังไม่ถึงขนาดรวมตัวกันหน้ากระทรวงแบบทุกวันนี้ จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นรัฐมตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ความพิเศษยุคนี้คือการจัดตั้งผ่านโซเชียลมีเดีย สมัยผมแม้กระทั่งโทรศัพท์ก็ไม่มี ต้องเดินไปหากัน วิธีสื่อสารของเราคือขึ้นรถเมล์ไปหากัน การทำงานยากมาก จะนัดกันต้องติดโปสเตอร์ หน้าที่นักเรียนยุคผมส่วนหนึ่งคือช่วยพี่ๆ นักศึกษาติดโปสเตอร์ ความสามารถในการบริหารจัดการของเด็ก ที่มีคนบอกว่า คุณขับรถส้วมมาเองหรือเปล่า คนที่ถามแบบนี้คงไม่เคยรู้ว่าเวลาเด็กจัดกีฬาสี อย่างไร เป้าหมายในยุคผมก็เป็นประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องวัฒนธรรม ไม่พอใจหลักสูตร การแต่งกาย ครูที่ใช้อำนาจ

ยุคผม เราไม่รู้เลยว่าเราอยากได้สังคมอนาคตข้างหน้าอย่างไร เรามองแค่ประเด็นใกล้ตัว แต่เด็กยุคนี้เป้าหมายใหญ่ชัดเจน เป็นเป้าหมายเรื่องอนาคต


จากสมรภูมิความคิด สู่เจ้าของกิจการตุ๊กตาหมี ‘FourBears’

“เป็นความชอบของภรรยา ผมก็มาช่วยสานฝัน”

คือคำตอบพร้อมรอยยิ้มของ พลากร จิรโสภณ อดีตประธานศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย ปี 2516 ต่อคำถามถึงที่มาของกิจการที่มีป้ายหน้าร้านว่า “FourBears” ย่านห้วยขวาง

ในอิริยาบถสบายๆ รายล้อมด้วยตุ๊กตาหมีน้อยใหญ่แสนน่ารัก พลากร ผู้เคยผ่านสนามต่อสู้ทางความคิด กระทั่งเข้าป่า แล้วออกมาทำงานด้านสื่อและสิ่งพิมพ์ มาจับธุรกิจผลิตและจำหน่ายตุ๊กตาหมีเทดดี้แบร์ Teddy Bear แต่งตัวเกรด “พรีเมียม” ไม่ว่าจะใช้เป็นของขวัญวันรับปริญญา งานแต่งงาน แถลงข่าว และมอบเป็นของที่ระลึก

ถามว่า เป็นนักต่อสู้เช่นกันหรือไม่

เจ้าตัวพยักหน้า เล่าว่า เจอกันในป่า ฝ่ายหญิงเรียนที่สวนสุนันทา ยอมรับว่ามองๆ อยู่ แต่ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพิ่งเดินหน้าภารกิจขายขนมจีบหลังออกจากป่ามาแล้ว

ย้อนไปที่เรื่องกิจการ อดีตประธานศูนย์กลางนักเรียนฯบอกว่า FourBears ผลิตตุ๊กตาหมีสำหรับงานรับปริญญาเจ้าแรกของไทย แต่ภายหลังโดนตีตลาดด้วยของสินค้า

เกรดรองๆ หั่นราคา แต่ยืนยันว่าจะยังคงผลิตหมีน้อยเกรดดีที่มีการสร้างสรรค์โลโก้บนเสื้อด้วยเทคนิคต่างๆ อย่างประณีต ทั้ง ปัก, สกรีน, พิมพ์ และฮีททรานเฟอร์

จากความชอบของภรรยากลายเป็นธุรกิจที่ไปได้สวย ทว่า หลังโควิดยอดขายลดลงอย่างมาก ปัจจุบันเน้นไปที่ออนไลน์ตามยุคสมัย

ไม่ถามไม่ได้ว่า เหตุใดไม่กระโดดสู่สนามการเมือง พลากรตอบว่า ในชีวิตไม่คิดเล่นการเมือง เพราะรู้สึกว่าไม่ใช่แนวทางของตัวเอง

ในวันนี้ คือวันที่เป็นคุณพ่อลูก 2 โดยมีลูกสาวไปร่วมชุมนุม ส่วนลูกชาย ชอบวิพากษ์ แต่ไม่ได้ลงภาคสนามยังแฟลชม็อบ

“วิธีการเลี้ยงลูกของผม มาจากแนวความคิดของตัวเอง ลูกจะคิดอย่างไรเป็นเรื่องของ เขาลูกจะสนใจการเมืองหรือไม่ก็เป็นเรื่องของเขา มีสิทธิคิดเอง ตัดสินใจเอง ลูกมาแนวไหน คงไม่ต้องสงสัย แม้กระทั่งพ่อแม่ที่เป็นสลิ่ม ลูกยังร่วมชุมนุม (หัวเราะ)

ลูกสาวไปร่วมชุมนุม ลูกชายชอบวิจารณ์ แต่ไม่เข้าร่วม เรียนจบแล้วทั้งคู่ แนวคิดมาทางเดียวกัน ลูกชายเคยเล่าว่า ที่โรงรียน มีทหารมาพูดเรื่องคอมมิวนิสต์ เรื่อง 6 ตุลา ว่าการต่อสู้ของนักศึกษามีความชั่วร้ายอย่างนั้นอย่างนี้ จนถึงทุกวันนี้ ดาวสยามถูกเปิดโปงหมดแล้ว ลูกกลับจากโรงเรียนมาเจอพ่อ มาฟ้องพ่อ รู้จักเพื่อนพ่อที่เป็นนักต่อสู้ ไม่มีใครเหลวไหลสักคน

ผมคิดว่าสิ่งที่เขาเจอ กับสิ่งที่เขารับรู้มา ทำให้เขาเห็นว่ามันเป็นคนละเรื่อง”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ทัวร์ลง ‘ซาร่า’ หลังโพสต์รูปลงเฟซบุ๊ก ชาวเน็ตถามแรง ‘ทำไมสอนให้ลูกเกลียดพ่อ’
บทความถัดไป‘เอ๋ ปารีณา’ โพสต์ภาพนอนโรงพยาบาล หลังอุ้มลูกชายจนสะโพกพัง