‘กระบวนการรัฐธรรมนูญ’ สานความขัดแย้ง หนทางแก้วิกฤตการเมือง ในสายตา ‘พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย’

“พวกเราขอประกาศจุดยืนว่าจะไม่ยอมรับ และจะไม่สังฆกรรมกับคณะกรรมการที่ฝ่ายรัฐบาลจะจัดตั้งขึ้น และขอยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาทั้งปวงของประเทศชาติจะเริ่มต้นมิได้เลย หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี”

คือคำยืนยันที่ “ไม่ผันแปร” ของกลุ่ม “ราษฎร” ณ ท้องสนามหลวง เมื่อ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้วยมองว่าไม่ใช่ทางแก้ปัญหา ทว่านายกฯ คืออุปสรรคใหญ่ นี่จึงเป็นเพียงแค่ “ละครการเมือง” ในสายตา

ท่ามกลางแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งผ่านคณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์ ตามแนวทางของสถาบันพระปกเกล้า ที่ขับเคลื่อนอย่างเข้มข้นโดยประธานรัฐสภา

ท่ามกลางคำให้สัมภาษณ์หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ว่า “ก็รอเวลา เดี๋ยวต้องยอมรับสักวันหนึ่ง”

และท่ามกลางการชงสูตรทำ “ประชามติ” ไม่ให้มีการชุมนุมเกิดขึ้นในรอบ 2 ปีนี้ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ

สู่นานาเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้กฎหมายยื้อเวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายหลังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฟากฝั่งพรรครัฐบาล จับมือวุฒิสมาชิก ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “ญัตติ” ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่

ไปจนถึงการให้ความเห็นแบบขอไปทีของนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้ผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านถึงกับออกมาบอกว่า “รัฐบาลต้องจริงใจกับประชาชน” ไม่ควรให้ ส.ส. และ ส.ว.มาดำเนินการ

ยังไม่นับอนาคตร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนร่วมกันเข้าชื่อผ่านเจ้าภาพอย่าง iLaw ที่ค้างคาอยู่

“สังคมไทยอยู่ในสถานการณ์พิเศษ ดังนั้น การยกร่างรัฐธรรมนูญจะใช้ระบบเดิมๆ ไม่ได้ แต่จะต้องมีกระบวนการ “ก่อนการยกร่าง” ที่ชัดเจน ซึ่งไม่ใช่เรื่องเดียวกับการกำหนดโมเดล ส.ส.ร. แต่เป็นการนิยามคู่ขัดแย้ง เพื่อให้เกิดการพูดคุยเจรจาว่าสุดท้ายแล้วจะสามารถเห็นพ้องระดับหนึ่งได้ในประเด็นใดบ้าง”

คือความเห็นของ ผศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ ร่วมสวมแว่นวิเคราะห์ปมขัดแย้งในบ้านเมือง

ที่เน้นย้ำว่า กระบวนการก่อนไปถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญมีความสำคัญมาก ในฐานะที่มันจะนำไปสู่การกำหนดรายละเอียดของที่มาของการยกร่าง ตั้งแต่ขั้นแรกไปจนถึงขั้นสุดท้ายก่อนที่จะเห็นหน้าเห็นตาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

พูดให้ชัดคือ กระบวนการก่อนกำหนดที่มาในการยกร่างจะสร้างฟังก์ชั่นลดความขัดแย้ง ซึ่งนี่เป็นหลักการทางรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ แต่ไทยไม่คุ้นชิน

นี่คือโมงยามต้องตามจับตาทุกฝีก้าว

ว่าในห้วงเวลาเปราะบางที่มีความเสี่ยงมุ่งหน้าสู่ความขัดแย้งรุนแรงอีกหน เราจะนิยามปัญหาอย่างเห็นพ้องต้องกันก่อนได้อย่างไร

จากจุดยืนที่กลุ่ม “ราษฎร” ประกาศล่าสุดวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สร้างปรากฏการณ์เดินเท้าไปยื่นหนังสือ ประเมินอุณหภูมิทางการเมืองในเวลานี้ ร้อนแรงขนาดไหน?

แรกเริ่ม เกิดจากการที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้เกิดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตอนนั้นรัฐบาลยังไม่มีทีท่าตอบสนอง ถ้ารัฐบาลจริงใจตอบรับ คุยตั้งแต่ต้น และรีบแก้ไข ก็จะไม่มีประเด็น กระทั่งคนเริ่มออกมาชุมนุมมากขึ้น นำมาสู่การเปิดสภา เสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่ภาพที่เห็น คือ ส.ว.และพรรคพลังประชารัฐเสนอให้ตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้มวลชนเริ่มเกิดความไม่พอใจและตั้งคำถามว่า ต้องการเตะถ่วงหรือไม่ ไล่เรียงไปตั้งแต่รัฐบาลสร้างบรรยากาศให้เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ทำให้เกิดความขัดแย้งและอาจพัฒนาไปสู่ความรุนแรงได้

นอกจากนี้ การสลายการชุมนุมกลายเป็นปัจจัยเร่งอุณหภูมิทางการเมือง ซึ่งการสลายชุมนุมมีหลักการอยู่ว่า เมื่อผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธ จู่ๆ จะใช้น้ำฉีดได้อย่างไร

ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความไม่ไว้วางใจสะสมตั้งแต่แก้รัฐธรรมนูญ ประกอบกับมีการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ก็ทำให้ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจทวีความรุนแรง เพิ่มความโกรธเคืองมากขึ้น

กลับกัน ยังเกิดภาพของคนในหน่วยงานรัฐบางส่วนปลุกระดมให้เกิดม็อบชนม็อบ เมื่อนายกฯ พูดว่าถอย แต่ยังไม่มีการถอย มีเพียงการเร่งอุณหภูมิให้เกิดความขัดแย้ง เกลียดชังมากขึ้น การประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่การถอย เพราะมันไม่มีความชอบธรรมที่จะประกาศใช้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว

เมื่อผู้ชุมนุมยึดจุดยืนเช่นนี้แล้ว รัฐสภาควรจะเดินหน้าต่ออย่างไร ควรจะมีคนเข้าไปประสาน เกลี้ยกล่อมหรือไม่ ?

ถ้ายังไม่มีการพูดคุย ถึงอย่างไรก็ไม่จบ ส่วนตัวพยายามมองในแง่ธรรมชาติของความขัดแย้ง ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีประเด็นของตนเอง และเพิ่งจบการประชุมสมัยวิสามัญในการร่วมพูดคุยเพื่อหาทางออก แต่จะสังเกตเห็นว่าการประชุมที่ผ่านมา บรรยากาศของการพยายามที่จะเข้าไปแก้ไข เจรจาหาทางออกยังไม่มี

เวลาที่เราจะพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน ควรจะต้องลดบรรยากาศของความขัดแย้ง สิ่งที่ภาครัฐทำได้คือการลดอุณหภูมิทางการเมืองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ก่อน แต่ส่วนตัวที่เฝ้าสังเกตก็ยังไม่เห็น ซึ่งในเชิงหลักการ ภาครัฐควรจะต้องเริ่มก่อนในฐานะผู้ถืออำนาจ

ทางออกอย่างเป็นรูปธรรม ที่นายกรัฐมนตรีสามารถทำได้เป็นอย่างแรก ?

ประการแรก นายกรัฐมนตรีจะลอยตัวเหนือความขัดแย้งไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เน้นย้ำเสมอ ที่ผ่านมาจะสังเกตเห็นว่านายกฯพยายามบอกว่าตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง แต่เข้ามาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาประเทศ แล้วยังบอกว่าสภาก็จัดการเรื่องต่างๆ ไป เรื่องแก้รัฐธรรมนูญก็มีองค์กรเข้าไปจัดการทำตามขั้นตอนอยู่แล้ว ซึ่งประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่อยู่ตรงที่ว่าเมื่อพัฒนามาเป็นความขัดแย้งในปัจจุบัน ผู้ชุมนุมมองว่าคุณคือหนึ่งในคู่ขัดแย้ง จึงนำไปสู่การขยับของผู้ชุมนุมว่า นายกฯต้องลาออก

เมื่อเป็นเช่นนี้ นายกฯต้องมีทีท่ายอมรับว่า “ตัวเองเป็นคู่ขัดแย้ง” ส่วนผู้ชุมนุมเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองแบบไหน จะแบบยุบสภาหรือลาออก นั่นก็เป็นอีกส่วน แต่ตอนนี้คุยไม่ได้เพราะบรรยากาศไม่เอื้อ ถ้าจะทำให้คุยกันง่ายขึ้น ตัวนายกฯเองต้องยอมรับก่อน เปิดใจพูดคุย และทำให้บรรยากาศไม่รุนแรงแบบนี้ องคาพยพของรัฐที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกฯ จะต้องทำให้ผ่อนคลายลง เพราะตอนนี้เต็มไปด้วยความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ

ผมทวีตข่าวที่นายกฯ ลงนามในหนังสือร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภา แต่ฝ่ายผู้ชุมนุมเห็นว่ารัฐบาลหมกเม็ดอะไรอยู่ในเนื้อหาสาระของกฎหมายหรือไม่ ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าสอดคล้องกับสิ่งที่ผมวิเคราะห์ไป เพราะการขยับเขยื้อนของรัฐบาลนำไปสู่การตั้งคำถาม และความไม่ไว้วางใจว่าคุณจะทำอะไรอีก ฉะนั้นต้องพยายามลดอุณหภูมิ ถอดสลักความขัดแย้งออกไปให้หมด และมุ่งสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ก่อนหน้าที่อดีตนายกฯ คุณอานันท์ ปันยารชุน เคยแสดงความคิดเห็นให้ พล.อ.ประยุทธ์ รับฟังข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกเพื่อปลดล็อกความขัดแย้ง แต่คุณอานันท์ก็ทิ้งท้ายว่า สุดท้ายแล้วเป็นสิทธิของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะลาออกหรือไม่ ซึ่งผมมองว่า ในทางหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ การแสดงความรับผิดทางการเมืองไม่ใช่สิทธิแต่เป็นหน้าที่ ของผู้ที่อาสาเข้ามาทำหน้าที่ปกครองบ้านเมืองให้ประชาชน เมื่อรู้ว่าตนทำหน้าที่ขาดตกบกพร่อง ตัดสินใจผิดพลาด หรือเป็นปัญหาต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ก็มีหน้าที่ต้องแสดงความรับผิดชอบ

แนวทางของคณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์ของสถาบันพระปกเกล้าจะเป็นทางออกไหม ที่ผ่านมามีคณะกรรมการแบบนี้มาหลายรอบแล้ว ?

ท่านชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา พยายามที่จะสร้างโมเดลคณะกรรมาธิการเพื่อมาพูดคุยกัน อาจยังไม่ชัดมากนัก แต่เข้าใจได้เพราะอยู่ในช่วงเริ่มต้น ผมเห็นว่าในเชิงหลักการทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในสภาวะสังคมที่เกิดความขัดแย้งแบบนี้ คณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมานั้นมีความสัมพันธ์กับการแก้รัฐธรรมนูญ การพูดคุยในเชิงเนื้อหาว่าจะแก้ปัญหาตรงไหน อย่างไรนั้น เป็นไปไม่ได้ แต่จะต้องสร้างกรอบของกระบวนการก่อนที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาซึ่งจะเชื่อมโยงกับการแก้รัฐธรรมนูญในท้ายที่สุด

ณ เวลานี้ ผมย้ำเลยว่ากระบวนการก่อนนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ส.ส.ร. เป็นเรื่องสำคัญมากๆ มิเช่นนั้น ต่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ความขัดแย้งก็ยังอยู่ ถึงอย่างไรก็ไม่จบ การวางกรอบเวลา และการสร้างกระบวนการที่ชัดเจนโดยการดึงเอาคู่ขัดแย้งทั้งหมดมาอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง ด้วยวิธีการใดๆ มีความจำเป็น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ ส่วนตัวยังมองไม่เห็น ว่านอกจากอดีตนายกฯแล้วจะมีใครอีก

ที่ผ่านมาเราตั้งคณะกรรมการแบบนี้มาแล้วราว 4-5 ครั้ง แต่ก็ล้มเหลวทั้งหมด โดยอย่างน้อย 2 คณะถูกตั้งขึ้นภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อสร้างความปรองดอง คำถามคือ ทำไมทุกครั้งความขัดแย้งไม่จบแม้ว่าเราจะมีคณะกรรมการเข้ามาแก้ไขปัญหาแล้วก็ตาม ตรงนี้อาจตอบในเชิงหลักการได้โดยง่ายว่า ก็เพราะเรานำเอาคู่ขัดแย้งมาพูดคุยยังไม่ครบถ้วน หรืออาจยังไม่มีการพูดคุยเลยด้วยซ้ำ

เมื่อกระบวนการไม่ชัด ไม่ได้หยิบเอาคู่ขัดแย้งที่ชัดเจนมาพูดคุย การจะกำหนดปัญหาและแนวทางแก้ไขจึงไม่ครบถ้วน เมื่อไม่ครบถ้วนปัญหาก็ยังคงคาราคาซังอยู่แบบเดิม วนลูปอยู่แบบเดิมเสมอ โดยสภาวการณ์แบบนี้ กระบวนการคือตัวหลัก ถ้ากระบวนการครบ กระบวนการชัด จะนำไปสู่การกำหนดเนื้อหาโดยตัวมันเองว่าควรจะแก้ไขปัญหาอะไรและอย่างไร

ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยเริ่มต้นเมื่อไหร่ จะให้เกิดการพูดคุยหาทางออกร่วมกันในสถานการณ์ขณะนี้อย่างไร ?

ผมอธิบายผ่านกรอบรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ รัฐธรรมนูญสะท้อนว่ามันเริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี 2549 แล้วรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 จนถึงฉบับปี 2560 ก็ไม่เคยเป็นเครื่องมือที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมได้ เพราะ

1.กระบวนการก่อนที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญไม่เคยมีความชัดเจน ครบถ้วน ประกอบกับ

2.บรรยากาศที่ไม่เคยเอื้อต่อการพูดคุย

ย้อนกลับไปรัฐธรรมนูญ 2550 เราอยู่ในบรรยากาศแบบที่ตอนนี้ก็ไม่ต่างกัน คือ ทำรัฐประหารเข้ามา แล้วประกาศกฎอัยการศึก หลังจากนั้นตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก จัดทำรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติมาด้วย หลังจากนั้น 7 ปี มีการทำรัฐประหารอีก แล้วก็มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ทำประชามติ กลับมาวนลูปเดิม มีการโต้แย้งว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้มากจากประชาชนที่แท้จริง แต่ก็มีการอ้างว่า “ทำประชามติมาแล้ว” ซึ่งโดยสภาวะการเปลี่ยนผ่าน ความเป็น คสช.ยังคงอยู่ ทั้งหมดหากสังเกตให้ดีจะเห็นภาพว่า บรรยากาศในการพูดคุยไม่ได้เปิดเสรีอย่างที่พึงจะเป็นตั้งแต่ครั้งรัฐธรรมนูญ 2550 จนถึงปัจจุบัน นี่คือสิ่งที่ชัดเจนว่าเราไม่เคยตระหนักถึงปัญหาที่แท้จริง

มีงานวิจัยของ “Fragile state Index” สำรวจระดับความขัดแย้งทางการเมืองของสังคมไทย ซึ่งสอดคล้องกับที่วิเคราะห์ก่อนหน้าว่า มาพร้อมๆ กับรัฐประหาร ปี 2549-2550 ซึ่งตัวเลขค่อนข้างสูง มาพีคในปี 2558 ตัวเลขขึ้นไป 10 เต็ม 10 ตรงกับช่วงรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ ในปี 2557 และเมื่ออยู่ในตำแหน่งมา 1 ปี ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น กลับย้อนแย้งกับสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดว่าเข้ามาเพื่อทำให้เกิดการปรองดอง และแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งความขัดแย้งของไทยไม่เคยสูงเท่านี้มาก่อน กล่าวอย่างง่ายๆ คือ ตั้งแต่คุณประยุทธ์เข้ามาบริหาร ความขัดแย้งพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

ปี 49 ความขัดแย้ง 7.2, ปี 50 – 8, ปี 51- 7.7, ปี 52 – 8, ปี 53 – 8, ปี 54 – 8.5, ปี 55 – 8.8, ปี 56 – 8.8, ปี 57 – 9.5 (ช่วงที่มีการทำรัฐประหาร), ปี 58 – 10, ปี 59 – 9.7, ปี 60 -9.4, ปี 61 – 9.4, ปี 62 – 9.4

จะเห็นว่าปี 58 ความขัดแย้งขึ้นไปสูงสุด เต็ม 10 นับแต่ปี 49-57 ความขัดแย้งเริ่มก่อตัวและมีอยู่ในสภาวะสังคมจริง แต่ถูกเร่งและยกระดับให้รุนแรงมากขึ้นตั้งแต่มีการรัฐประหาร ปี 57 กระโดดขึ้นไป 10 เต็ม 10 และทรงตัวอยู่ ในเชิงหลักวิชาการอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้ ดังนั้น รัฐธรรมนูญต้องเป็นตัวลด หรือแก้ไขความขัดแย้ง

พล.อ.ประยุทธ์บอกว่า ตั้งแต่ปี 2549-2557 เกิดบรรยากาศความขัดแย้ง จึงต้องแก้ไขและประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 เมื่อประกาศใช้ ถ้ารัฐธรรมนูญ 2560 ฟังก์ชั่นจริงก็ต้องลดความขัดแย้งลงได้ แต่ที่เกิดขึ้นคือ ตัวเลขกลับขึ้นไปสูงสุด นี่คือประเด็นของการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้อยู่บนฐานคิดในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง แต่กลับสร้างความขัดแย้ง จึงต้องเริ่มที่การ “สร้างกระบวนการให้มีความชัดเจน”

หากเราต้องการแก้ไขอย่างแท้จริง ต้องย้อนกลับไปเอาคู่ขัดแย้งตั้งแต่ ปี 2549 มาพูดคุยกัน ประธานรัฐสภา และสถาบันพระปกเกล้า จะมองแค่ความขัดแย้งเบื้องต้น คือ “เยาวชน” ไม่ได้ กล่าวคือ จะคิดว่าผู้ชุมนุมออกมาแบบนี้ เมื่อแก้รัฐธรรมนูญตามที่เรียกร้องให้ก็น่าจะจบ ซึ่งจริงๆ มันไม่จบ เหมือนตอนคนเสื้อแดงออกมาเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไปแล้ว ก็ไม่จบ เพราะไม่ได้เกิดการแก้ไขปัญหาจริงจนต่อมาเกิดการรัฐประหารอีก นี่คือปัญหาที่สั่งสม หมักหมมมาตลอด สมมุติว่าแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตอบสนองความต้องการของเยาวชนได้ วันดีคืนดีคู่ขัดแย้งเดิมที่ไม่ได้ถูกหยิบยกมาพูดคุยก็จะผุดขึ้นมาอีก ผมเห็นว่าไหนๆ ก็มีการเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการแล้ว ผู้มีส่วนได้เสีย ผู้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งมีใครบ้าง เอามาใส่ให้ครบจะดีกว่า

ถ้ากระบวนการชัด คู่ขัดแย้งครบทุกคน ก็เปิดโต๊ะเจรจา เอาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและเป็นคู่ขัดแย้งตั้งแต่ปี 2549 มาเลย แต่ละคนจะบอกปัญหา รัฐบาลรับรู้ และดูว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง ก็มาตกลงกัน สิ่งสำคัญคือ สิ่งที่ได้จากการเจรจาจะนำไปสู่การบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งกระบวนการสุดท้ายนี้ จะนำไปสู่การกำหนดโมเดล ส.ส.ร.ด้วย เพราะผู้มีส่วนได้เสียรู้ปัญหาของตนดีพอ สุดท้าย รัฐธรรมนูญใหม่จะนำไปสู่การแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนับแต่ปี 2549 จนปัจจุบัน

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญที่มาจากการคุยกันด้วยกระบวนการที่ชัด จะนำไปสู่กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ชัด และสุดท้ายก็จะนำไปสู่การกำหนดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ชัดเจนโดยอัตโนมัติเอง

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานก่อตั้งสถาบันสร้างไทย เสนอว่า ให้นำหลัก “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และความยุติธรรมในเชิงสมานฉันท์” ที่ทั่วโลกใช้มาเป็นแนวทาง คิดเห็นอย่างไรบ้าง?

สิ่งที่ยิ่งคุณหญิงสุดารัตน์ เสนอ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องดี บางเรื่องเป็นเรื่องของ “กระบวนการ” บางเรื่องเป็นเรื่อง “เนื้อหา” แต่อย่างที่ผมบอกไปว่าตอนนี้เราต้องมอง “กระบวนการ” เป็นหลักที่จะนำไปสู่การกำหนดคู่ขัดแย้ง เพื่อให้เกิดการพูดคุยเจรจา ว่าสุดท้ายแล้วจะสามารถเห็นพ้องระดับหนึ่งได้ในประเด็นใดบ้าง

ตอนนี้เราพูดกันข้ามขั้นตอน หากอธิบายในทางกรอบวิชาการทางกฎหมายรัฐธรรมนูญทั่ว ๆ ไป เราจะมองรัฐธรรมนูญ ว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่นำไปสู่การกำหนดโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ และก่อตั้งองค์กรต่าง ๆ ของรัฐ เช่น รัฐสภา ครม.และ ศาล ขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนประเทศ นี่คือการมองรัฐธรรมนูญในคอนเซ็ป หรือโมเดลแบบเก่า

หลายคนยังไม่ทราบ หรือเข้าใจว่าหลักการทางรัฐธรรมนูญถูกพัฒนาไปมากแล้ว มีการมองและกำหนดรัฐธรรมนูญในโมเดลใหม่ คือนอกจากจะฟังก์ชั่นในฐานะกฎหมายสูงสุดก่อตั้งองค์กรและวางโครงสร้างการใช้อำนาจตลอดจนรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนแล้ว ยังทำ หน้าที่พิเศษในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วย กล่าวคือ ในสังคมที่อยู่ในบริบทพิเศษ แตกต่างจากสังคมทั่วไป คือเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง รัฐธรรมนูญมี “หน้าที่ที่ 2” เกิดขึ้น คือจะเป็นเครื่องมือที่เข้าไปแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้หมดไปได้ แต่ในเมืองไทยเราไม่ค่อยทราบถึงคอนเซ็ปรัฐธรรมนูญแบบใหม่นี้เท่าไหร่นัก

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้สังคมไทยเกิดความขัดแย้งสูง ซึ่งไม่ได้แบ่งแค่ซ้าย-ขวา แต่แบ่งเจนเนอเรชั่น บน-ล่างด้วย แตกแยกแบบร้าวลึกมาก หากอธิบายตามหลักการแล้วเราคงปฏิเสธไม่ได้อีกว่าความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับจนถึงปัจจุบันเป็นผลโดยตรงมาจากการออกแบบรัฐธรรมนูญ 2550 และ 2560 ซึ่งนำสังคมไปสู่วิกฤตในระบอบรัฐธรรมนูญ (Constitutional Crisis)

กล่าวคือ รัฐธรรมนูญ 2550 สร้างปมปัญหาทางการเมืองเยอะมากจนนำไปสู่การรัฐประหาร ส่วนฉบับปี 2560 ก็สร้างวิกฤติทางการเมืองอีกเช่นกัน ประเด็นปัญหาอยู่ตรงที่ รัฐธรรมนูญไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง แต่กลับสร้างความขัดแย้ง เราต้องมองประเด็นนี้ให้ชัดและยอมรับว่ารัฐธรรมนูญ 2 ฉบับที่ผ่านมามีส่วนนำพาให้ความขัดแย้งยังดำรงคงอยู่ และผลักให้การเมืองไปสู่ทางตัน ดังนั้น การจัดทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้นต้องไม่ซ้ำรอยเดิม

เราต้องตระหนักว่า สังคมไทยอยู่ในสถานการณ์พิเศษ ดังนั้น การยกร่างรัฐธรรมนูญจะใช้ระบบเดิมๆ ไม่ได้ ต้องใช้ระบบใหม่ ต้องมีกระบวนการที่นำเอาคู่ขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมาพูดคุยให้ครบ จะมองเพียงแค่เฉพาะหน้าไม่ได้ หากต้องการแก้ไขปัญหาให้หมดไปจริง ๆ เพราะปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองนั้นสั่งสมมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว แล้วจึงค่อยไปสู่การกำหนดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญในลำดับถัดมา

ประเด็นอะไรที่รัฐสภาควรจะโฟกัสมากที่สุดในเวลานี้ ?

ต้องเริ่มที่กระบวนการให้ชัดเสียก่อน ส่วนในกรณีเรื่องแก้รัฐธรรมนูญก็เช่นกัน จริงอยู่ว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ที่มาและเนื้อหา สังเกตให้ดีจะพบว่านักการเมืองและนักวิชาการหลายท่านมักกระโดดไปเสนอประเด็นในทางเนื้อหากันเยอะ แต่ไม่ได้ดูที่มาของรัฐธรรมนูญว่าจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ซึ่งไม่ถูกต้องนัก ตามหลักการในการยกร่างรัฐธรรมนูญในสังคมที่เกิดความขัดแย้งแบบประเทศไทย กระบวนการจะมีความสำคัญมากๆ การมุ่งเน้นเรื่องเนื้อหาของรัฐธรรมนูญนอกจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแล้ว กลับจะยิ่งเพิ่มความสับสนในปัญหาให้มากขึ้นไปอีก

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรมีรูปร่างหน้าตาแบบไหน สั้นหรือยาว?

รัฐธรรมนูญที่ดีไม่มีความจำเป็นต้องสั้น ส่วนตัวเห็นแย้งเรื่องนี้มาตลอด ความเชื่อที่ว่ารัฐธรรมนูญที่ดีต้องสั้นเป็นการมองรัฐธรรมนูญแบบโบราณ คือการเอาโมเดลแบบรัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกามาใช้ ซึ่งมีบริบททางการเมืองที่แตกต่างจากการเมืองสมัยใหม่อย่างมาก หากดูงานวิจัยทางรัฐธรรมนูญทั่วโลก จะพบว่าแนวโน้มของการยกร่างรัฐธรรมนูญสมัยใหม่มีแต่จะยาวขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทางสั้นลง เพราะสังคมและการเมืองมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ไม่ต้องไปดูอะไรมากมายเลย รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวของไทยที่ว่าสั้นๆ มีเนื้อหาน้อย หากมาเทียบดูแต่ละฉบับจนกระทั่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 จะเห็นว่ามีเนื้อหาเพิ่มขึ้นมาก อย่างไรก็ดี ตอนนี้เรื่องเนื้อหายังไม่ต้องพูดถึง แต่ต้องควรให้ความสำคัญในเรื่องที่มาและกระบวนการให้ชัดเสียก่อนจะดีกว่า

เพราะนี่คือการยกร่างตามหลักการพิเศษ เราอยู่บนรัฐ หรือสังคมที่มีความแตกแยกรุนแรง แบ่งขั้ว แยกข้างทางการเมืองสูง


เพราะ ‘ประชามติ’ ไม่ใช่ยาดีเสมอไป

“บางท่านเสนอให้ทำประชามติห้ามชุมนุม เสนอได้อย่างไร การทำประชามติเพื่อไม่ให้มีการชุมนุม เพราะ 1.โดยหลักการทำไม่ได้ ถือเป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นการทำประชามติที่มีลักษณะเป็นการลิดรอนไม่ให้ประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพ หากเราอนุญาตให้ทำได้จะกลายเป็นว่า ต่อไปนี้เราก็สามารถทำประชามติยกเลิกสิทธิและเสรีภาพ ตามหมวดที่ 3 ของรัฐธรรมนูญได้ทั้งหมวด เช่นนี้แล้วก็เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญไม่มีความหมาย

และ 2.หากทำอย่างนั้นได้จริง นอกจากจะไม่ได้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว ยังกลับจะยิ่งทำให้ความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้นซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการนำพาไปสู่ความแตกแยกรุนแรง”

คือความเห็นของ ผศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่แถมท้ายประเด็น “การทำประชามติ” ที่คิดเห็นส่วนตัวว่า “ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป หากไม่ได้ทำตามหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง”

“การทำประชามติ คือการกลับไปถามเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างประชาชนว่า ใช่ หรือ ไม่ เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย โดยธรรมชาติจึงเป็นการแบ่งขั้วแยกข้างชัดเจน เมื่อผลกระทบเป็นเช่นนี้ ในเชิงหลักการทางรัฐธรรมนูญ ต้องคำนึงถึงอย่างน้อยๆ 3 เรื่อง ใหญ่ๆ คือ

1.เรื่องที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ เงื่อนไขที่ห้ามทำประชามติเกี่ยวกับบุคคล หรือคณะบุคคล เพราะจะ “สร้าง” และ “ลดทอน” ความชอบธรรมอย่างมากต่อบุคคล หรือคณะบุคคล นำไปสู่ความแตกแยกขัดแย้งทางการเมืองและสังคมที่รุนแรงได้

2.เมื่อการออกเสียงประชามติ นำไปสู่การแบ่งขั้วแยกข้างอย่างชัดเจน “ใช่ หรือ ไม่” “ซ้าย หรือ ขวา” การทำประชามติจึงต้องคำนึงถึงกระบวนการที่สอดคล้องกับ “หลักเสรีประชาธิปไตย” คือเปิดให้มีการถกเถียง อธิปรายอย่างเสรี เปิดโอกาสให้ฝั่งที่สนับสนุน ‘Yes’ ได้อภิปรายให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน รอบด้าน ในขณะที่ฝั่ง ‘Yes’ ก็ต้องเปิดใจรับฟัง ‘No’ ว่าเขา ‘No’ เพราะอะไร สุดท้ายจะนำไปสู่การตัดสินของประชาชนเอง

การออกเสียงต้องมาจากเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะมีผลกระทบต่อชีวิตของเขาแต่ละคน

เรามีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่าหากกระบวนการจัดทำประชามติไม่สอดคล้องกับหลักการ ไม่เสรี ข้อมูลที่ประชาชนได้รับไม่ครบถ้วนรอบด้าน ก็จะวนแบบการทำประชามติ ปี 2560 ที่ขัดแย้งในตัวเองอีก” ผศ.ดร.พรสันต์กล่าว ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยว่า

อีกกรณีคือ 3.คำถามที่นำไปสู่การออกเสียง “Yes or No” ก็ต้องชัด ตรงประเด็น เช่น กรณีคำถามพ่วง 250 ส.ว. ถ้าพูดตามหลักการ จะเห็นว่ามีปัญหาเรื่องความชัดเจนของคำถาม ผู้ออกเสียงเข้าใจหรือไม่

“…..ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”

“คำถามคือ คำว่า “รัฐสภา” ประชาชนทั่วไปทราบหรือไม่ ว่าหมายถึงสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และวุฒิสภา (ส.ว.) ทำไมจึงไม่ระบุให้ชัดไปเลยว่า ให้วุฒิสภาร่วมในการพิจารณาแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีด้วย

ที่ผ่านมาเราต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผิดพลาด ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ เกิดจากบรรยากาศ ที่ “รัฐ” ในฐานะผู้มีอำนาจ สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งขึ้นมาทั้งนั้น”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘เจนี่-มิกกี้’ อุ้ม ‘โนล่า’ เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช กราบขอพรน้ำพระพุทธมนต์ เนื่องในวันเกิดลูกสาว
บทความถัดไป‘เนสกาแฟ ศรีนคร’ โพสต์ระบาย เจอทั้งด่าหยิ่ง-สาดน้ำ-หยิก ไม่พอใจไม่ได้ถ่ายรูปด้วย