แดดเดียว : โรคเครียดของนายกฯ

การเมืองเป็นเรื่องของการต่อสู้กันตาม “วิถีทาง” เพื่ออำนาจในการจัดการปัญหา ตั้งแต่ระดับโลก ระดับรัฐลงมา

คำว่าวิถีทาง คือ “กระบวนการ” ที่ชาวโลกใช้กัน มีตั้งแต่การซาวเสียง ลงมติในห้องเรียน เลือกผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. อบจ. ไปจนถึง ส.ส. การลงมติเลือกผู้นำ

ถ้าไม่ใช้วิธีนี้ก็ยกทัพไปรบกัน ใครรบเก่ง อาวุธดีกว่า ก็ชนะได้อำนาจไป แต่มือเปื้อนเลือด

อย่างที่พูดกันว่า การเมืองคือสงครามที่ไม่หลั่งเลือด ส่วนสงครามคือการเมืองที่หลั่งเลือด

ถ้าคนเราคิดหมือนกันหมด การเมืองคงจะเป็นอีกเรื่อง โลกนี้จะไม่มีปัญหา ป่านนี้อาจจะแก้ผ้าโทงๆ วิ่งไล่จับหมีมาปิ้งกินกันเหมือนสมัยดึกดำบรรพ์ แต่คนเราเห็นไม่เหมือนกัน คิดไม่เหมือนกัน กินหมีทุกวันก็เบื่อ อยากจะกินปลากินหอย กินนกบ้าง หาผลไม้ พืชพันธุ์ต่างๆ มากินบ้าง ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างมีวิถีทางของตนเอง

การเมืองคงจะเริ่มแถวๆ นั้น แล้วพัฒนามาเรื่อยๆ หลักที่ยอมรับมากที่สุด ก็คือ การเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยความเห็นของเสียงข้างมาก

วิธีการได้มาซึ่ง “มติ” หรือ “เสียงข้างมาก” มีหลายวิธี จากการประชุมยกมือที่อาจจะเวิร์กในระบบเผ่า กลุ่มคน เมื่อคนมากขึ้นๆ ก็มาถึงลงคะแนนในหีบบัตร

ปัญหาของการเมืองไม่ใช่เรื่องของ “เสียงข้างมาก” แต่ปัญหามักจะมาจาก “เสียงข้างน้อย” ที่อยากจะได้อำนาจ

ประชาธิปไตยประเทศไทย มีปัญหามาจาก คนกลุ่มน้อย แต่เสียงดังอยากได้อำนาจ สู้ในระบบแล้วแพ้ เลยพยายามหาวิธีการซิกแซ็ก

ยุคหนึ่ง ทหารปฏิวัติ ยึดอำนาจแล้วไปเป็นรัฐบาลเอง โดยอ้างภัยคอมมิวนิสต์ อ้างว่าผู้แทนที่มาจากประชาชน เข้ามาแล้วทุจริตโกงกิน

แต่ยึดอำนาจแล้วการทุจริตโกงกินก็ไม่หยุด คอมมิวนิสต์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนรู้ทัน ลุกฮือขึ้นขับไล่

เปลี่ยนมาเป็นประชาธิปไตยเหมือนชาวโลก อยู่ๆ ไป เกิดมีเหตุให้ใช้อ้างเพื่อยึดอำนาจ ก็เอาอีก

ครั้งหลังสุด ปั่นกันเละเทะว่า “ทักษิณ” คือภัยคุกคามที่จะปล่อยไว้ไม่ได้ ว่าแล้วก็ยึดอำนาจ เมื่อ 19 ก.ย.2549

จาก 2549 มาถึงปีนี้ 13 ปีเข้าไปแล้ว ที่จมอยู่ในแอ่งความขัดแย้งเพื่อขับไล่ทักษิณ

ใครกระเป๋าตุง ได้อำนาจ มีตำแหน่งหน้าที่ลากตั้งต่อเนื่องจากความขัดแย้ง 13 ปีที่ผ่านมา ยังเห็นลอยหน้าลอยตากันอยู่

13 ปีจาก 19 ก.ย.2549 จนบัดนี้ กันยาฯ 2562 การเมืองไทยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

รัฐประหารไป 2 ครั้ง คืนอำนาจครั้งแรก คือเลือกตั้ง 23 ธ.ค.2550 ผลคือ “เสียของ” เพราะพรรคทักษิณยังชนะเลือกตั้ง

คืนอำนาจ 24 มี.ค.2562 เป็นครั้งที่สอง ในรอบ 13 ปี กติกาพิสดาร ทำให้ผลการเลือกตั้งเป็นอย่างที่เห็น

แต่ถามว่า รัฐบาลที่มาจากการเมือง ที่ไม่เป็นไปตาม “วิถีทาง” อันเป็นมาตรฐานทั่วไป อยู่ได้สบายไหม

คำตอบคือ อยู่ได้ แต่ยากที่จะราบรื่น

วันก่อน นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปเปิดงานเกี่ยวกับสุขภาพ ที่มี “หมอหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข เป็นเจ้าภาพ

นายกฯตู่ กล่าวเปิดงานว่า ส่วนตัวเป็นโรคเครียด เพราะมีหลายอย่างรุมเร้า และจะไปปรึกษาหมอ แต่สู้ได้ เพราะไม่ได้สู้เพื่อตัวเอง แต่สู้เพื่อคนในชาติ และวันนี้ก็มีคนสู้กับนายกฯ ทั้งนักการเมืองพรรคการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการให้มีการเลือกตั้ง เมื่อมีแล้ว จะอะไรกันนักหนา ก็ต้องช่วยกันทำงาน มันมีเรื่องทุกวัน ปัญหาก็ต้องแก้ โอเค ไม่เป็นไร จะไม่บ่น

นายกฯกล่าวอีกว่า หลายคนบอกตนบ่นมากเมื่อไหร่จะลาออกสักที ซึ่งตนไม่ได้บ่นแค่พูดให้ฟังเฉยๆ

“บางคนก็บอกเมื่อไหร่ผมจะตายๆ สักที ก็ดีเหมือนกัน คนเราทำไมเกลียดกันขนาดนี้ แต่คนรักผมก็มีเยอะอย่างน้อยในห้องนี้ เดี๋ยวจะหาว่าตนพูดการเมืองอีก นอกจากนี้ วันนี้อะไรก็ด่านายกฯไว้ก่อน แต่ไม่เป็นไรยินดี เพราะตนเป็นคนรับใช้ประชาชนอยู่แล้ว ไม่ใช่เจ้านาย”

ตอนท้าย นายกฯตู่บอกว่า โรคเครียดส่วนหนึ่งก็เกิดจากการเสพสื่อ วันนี้มีโรคโซเชียลซินโดรม โรคเสพสื่อโซเชียล ซึ่งวันนี้ก็มีสื่อจำนวนมาก ตนไม่ใช่ศัตรูกับสื่ออยู่แล้ว แต่อย่าทำให้เสียชื่อเสียงประเทศชาติ เพราะเรื่องในประเทศก็คือเรื่องภายในประเทศ หากเราไม่แก้ไขแล้วใครจะแก้

นั่นคือ คำพูดของนายกฯบิ๊กตู่ สะท้อนความคิดที่เคร่งเครียดพอสมควร

ที่จริงไม่แปลก ต้องยอมรับว่า การกลับมาเป็นนายกฯของบิ๊กตู่รอบนี้ ไม่เหมือนเมื่อปี 2557

ครั้งนั้น มีม็อบชัตดาวน์ สร้างกระแสอวยบิ๊กตู่

เป็นวีรบุรุษผู้มาขับไล่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตัวแทนเครือข่ายทักษิณ

พร้อมกับตั้งความหวังต่างๆ นานาได้ 5 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก

2562 นายกฯตู่กลับมาเป็นนายกฯรอบ 2 โดยมีพรรคพลังประชารัฐเป็นฐาน

ผู้บริหารประเทศที่อยู่มา 5 ปี ถ้ามาจากเลือกตั้งถือว่าต้องเก่งมาก ผลงานน่าจะเพียบ ประชาชนอยู่ดีกินดี

แต่ถ้าไม่ได้มาจากเลือกตั้งอยู่ 5 ปี ยังกลับมาเป็นนายกฯอีก ถ้าไม่เก่งระดับอัจฉริยะ สร้างผลงานสุดสุด ก็ต้องใช้อำนาจกันสุดสุด เหมือนกัน

เป็นมาแล้ว 5 ปี จาก 2557-2562 จะมาเป็นต่อ ตามวาระก็อีก 4 ปี เท่ากับจาก 2562 หมดวาระปี 2566

ถ้าไม่เก่งจริง สร้างความอยู่ดีกินดีให้ประชาชนไม่ได้ เก้าอี้ร้อนทุกวันแน่นอน

การเมืองเป็นช่องทางของอำนาจ แต่ก็ต้องมี ความชอบธรรม เข้ามาอย่างถูกต้อง ไม่อย่างนั้นจะถูกกดดัน จนเกิดความเครียดมาเยือน

โรคเครียดบางครั้งกินยาไม่หาย แต่อาจจะหายได้ ด้วยการยอมรับสภาพ ส่องกล้องเล็งหาสนามบินลง

โลกที่เปลี่ยนแปลงไปมาก ทุกคนต้องมีที่มาที่ไป ถ้าไปติดคุกมาก็ต้องบอก ไม่ใช่อยู่ๆ โผล่มาดื้อๆ

มาติดตามกันต่อไปว่า โรคเครียดของนายกฯ จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หลังจากนี้

บทความก่อนหน้านี้วาฟชี้ อุบลฯ ฝนยังตกหนัก ถึง 16 ก.ย.
บทความถัดไปหนุ่มอุกอาจยิงตำรวจระงับเหตุผัว-เมียตีกัน เจอตำรวจยิงสวนเสียชีวิต