The Hunting Ground สารคดีสุดร้าว เมื่อมหาวิทยาลัยกลายเป็นแหล่งล่าหญิง

สารคดีเข้าชิงออสการ์สาขาสารคดียอดเยี่ยม-ว่าด้วยเหล่านักศึกษาที่ตกเป็นผู้เคราะห์ร้ายถูกข่มขืนในสถาบันที่ตนเองสังกัด หนำซ้ำที่น่าช้ำใจยิ่งกว่าคือ ท่าทีของมหาวิทยาลัยที่พยายามจะปกปิดเรื่องราวเหล่านี้ไม่ให้สังคมภายนอกได้รับรู้ ภายใต้ผลประโยชน์ด้านธุรกิจและเครือข่ายอันซับซ้อนในสหรัฐ จนนำมาสู่การต่อสู้และเคลื่อนไหวของนักศึกษาที่สั่นสะเทือนวงการการศึกษาทั่วอเมริกา ภายใต้การกำกับดูแลของเคอร์บี้ ดิค ที่ก่อนหน้านี้เคยกำกับสารคดีเรื่อง The Invisible War (2012) ว่าด้วยการล่วงละเมิดทางเพศในกองทัพสหรัฐ ที่เข้าชิงออสการ์สาขาสารคดียอดเยี่ยมมาแล้ว

อย่างไรก็ดี แม้จะเล่าถึงความขมขืนและเจ็บปวดในฐานะผู้ถูกกระทำ แต่หนังไม่ได้พยายามเรียกน้ำตาหรือฟูมฟายไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อันที่จริงถือว่านำเสนออย่างราบเรียบมากๆ ด้วยซ้ำ หลายต่อหลายฉากคือการนำคนมานั่งคุยต่อหน้ากล้อง ตัดสลับกับฟุตเทจข่าวหรือภาพสถิติต่างๆ ที่หนังนำเสนอ พร้อมกันนั้นก็ตัดต่อให้เรื่องแต่ละเรื่องของทุกคนกลายเป็นเนื้อเดียวกันหมดอย่างน่าประทับใจ วิธีการนำเสนอแบบนี้ทำให้เห็นว่าโดยเนื้อแท้แล้วปัญหานั้นอยู่ตรงไหน และเพราะอะไร

และพ้นไปจากนี้ สิ่งที่หนังพยายามกระชากออกมา คือตัวระบบที่ทำให้กงล้อของการข่มขืนยังคงอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างยาวนาน

150226_DX_Hunting.jpg.CROP.promo-mediumlarge

fkfkf

 

สิ่งที่น่าตระหนกมากไปกว่าจำนวนนักศึกษาที่ถูกข่มขืนในรั้วมหาวิทยาลัย คือท่าทีของคนในมหาวิทยาลัยที่มีต่อเหตุการณ์นั้นๆ มากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้ามากที่สุดท้ายตัวสถาบันและองค์กรนั้นถูกปกป้องมากกว่านักศึกษา และหนังก็พยายามขุดเรื่องตรงนี้ไปให้ลึกที่สุดด้วยการพยายามสาวเอาสายป่านของสาเหตุเหล่านี้ออกมาตีแผ่อยู่บนหน้าจอ และเห็นได้ชัดเจนว่าสาเหตุหลักของการซุกปัญหาไว้ใต้พรมคือเงินและธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวเหล่านี้ ซึ่งเคอร์บี้กระชากเอาเรื่องเหล่านี้ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนมากๆ จนน่าขนลุก

หนังสัมภาษณ์ผู้ถูกกระทำหลายต่อหลายคน และพบว่าปัญหาที่พวกเธอเจอนั้นมีเหมือนกันอยู่หลายแห่ง และที่น่าคับแค้นใจที่สุดคือท่าทีกางปีกปกป้องชื่อเสียงสถาบันจนไม่อาจเอาผิดคนร้ายได้ นำมาสู่การที่นักศึกษาสาวสองคน-ซึ่งครั้งหนึ่งเคยตกเป็นผู้ถูกกระทำ-ร่วมมือกันทำแคมเปญให้ทางมหาวิทยาลัยเอาผิดคนร้าย ซึ่งหนังติดตามการทำงานของพวกเธออย่างค่อนข้างใกล้ชิด

นี่อาจเป็นเส้นเรื่องหลักเส้นแรกของหนัง ขณะที่อีกเส้นเรื่องคือเรื่องราวของหญิงสาวที่ถูกนักกีฬาอเมริกันบอลล่วงละเมิด นำไปสู่การเปิดเปลือยระบบธุรกิจของมหาวิทยาลัยอย่างดี ปัญหาของประเด็นที่มหาวิทยาลัยปกปิดเรื่องราวเหล่านี้จึงไม่ได้อยู่แค่ตัวสถาบันการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ยังขยับขยายไปยังวงการธุรกิจอื่นๆ ในอเมริกา เพราะการที่นักกีฬา (หรือดาวรุ่งในทุกวงการ) มีชื่อเสียหรือติดข้อกฎหมาย จะทำให้โครงสร้างอื่นๆ ที่ตามมา “พัง” ไปด้วย ไม่เพียงแต่มหาวิทยาลัยเสียชื่อ

นอกจากนี้ หนังยังพยายามตีแผ่ระบบอันฟอนเฟะที่มหาวิทยาลัยหากินกับระบบศิษย์เก่าและสมาคม ที่ไม่เพียงแต่เป็นเครือข่ายอันกว้างขวางเท่านั้น แต่สิ่งเหล่านี้ยังนำมาซึ่งเม็ดเงินกว่าร้อยล้าน จนในที่สุด ก็กลายเป็นพรมอีกผืนที่ปกปิดเรื่องราวอันร้าวรานไว้ข้างใน

a-college-campus-in-the-hunting-ground

 

และถ้าใครยังจำได้ งานประกาศรางวัลอคาเดมีอวอร์ดส หรือออสการ์ครั้งที่ 88 ที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน เลดี้ กาก้า นักร้องชื่อดังขึ้นโชว์ในเพลง Til It Happens to You ซึ่งเป็นเพลงประกอบสารคดีเรื่องนี้ได้อย่างทรงพลังและน่าประทับใจ แต่ในตัวสารคดี อีกเพลงหนึ่งที่ปรากฏขึ้นมาก่อนเพลงของเลดี้ กาก้าคือเพลง Anything Could Happen ของเอลลี โกลดิง

เพลงนี้ของโกลดิงเป็นเพลงป๊อป สดใสและมองโลกในแง่ดี เหมือนนักศึกษาก่อนที่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยและฝากอนาคตไว้ในนั้น
ซึ่งเป็นจังหวะก่อนที่เพลง Til It Happens to You จะดังขึ้นมา

ใช่-เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้
จนกว่ามันจะเกิดขึ้นกับคุณ

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon