เปิดแผนพัฒนา 3 จังหวัดชายแดนใต้ ดึง ‘วิถีชุมชน’ กระตุ้นการท่องเที่ยว

หากพูดถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่าง ปัตตานี ยะลา เเละนราธิวาส บางคนอาจนึกถึงภาพความไม่สงบ

แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าทั้ง 3 จังหวัด มีศักยภาพพอที่จะผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนได้

ด้วยความพร้อมในเรื่อง ทรัพยากรทางธรรมชาติ วัฒนธรรม ตลอดจนวิถีชุมชนเเละความเป็นอยู่ของผู้คนที่มีความหลากหลาย

จุดนี้เองที่ทำให้เกิดความร่วมมือในการสร้างแผน กระตุ้นการท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดชายเเดนใต้ขึ้น ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส) ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการผนึกกำลังกันทั้งหมด 9 องค์กร ได้แก่ 1.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 2.ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3.จังหวัดยะลา 4.จังหวัดปัตตานี 5.จังหวัดนราธิวาส 6.มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา 7.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย 8.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และ 9.องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน)

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ผู้มอบนโยบายการผนึกกำลังในครั้งนี้ กล่าวว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ล้วนเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ มีทั้งคนที่มีความเข้มแข็งด้านวัฒนธรรมที่หลากหลาย รวมถึงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นชายแดนติดกับประเทศมาเลเซีย ทำให้มีทรัพยากรสำหรับประกอบอาชีพที่หลากหลาย

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับพื้นที่ 3 ชายเเดนใต้มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีนโยบายและเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่ที่ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนในระดับฐานราก เพื่อนำไปสู่การพัฒนาท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งการลงนามครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้พื้นที่นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และจะขยายไปสู่การเชิญชวนประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต โดยเอาจุดเด่นเรื่องชุมชนมาพัฒนา นำไปสู่การแลกเปลี่ยน”

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวด้วยความคาดหวังว่า นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสนับสนุนให้ประชาชน 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีเศรษฐกิจและชีวิตที่ดีขึ้น ตอบโจทย์นายกฯในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

“ทุกชุมชนมีเรื่องราวของตัวเอง คนที่ไม่เคยไปไม่รู้ความสวยงามในพื้นที่ ถ้าเราประกาศออกไปไม่ใช่แค่คนไทย แต่ต่างชาติก็จะสนใจด้วย รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นว่าสิ่งดีมีมากกว่า ไม่ใช่เสนอแต่เรื่องความรุนแรง ทำให้เห็นว่าในพื้นที่มีความสงบร่มเย็น ผู้คนก็เป็นมิตร” พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวทิ้งท้าย

สำหรับที่มาและรายละเอียดการผลักดันการท่องเที่ยว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้

พ.อ.ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) อธิบายว่า การดำเนินงานตลอดระยะเวลา 3 ปี อพท. มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาต้นแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชน ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน เเละส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนขึ้น

สำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นที่ยอมรับในตลาดการท่องเที่ยวคุณภาพทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่ อพท.ใช้เป็นกลไกสำหรับบริหารจัดการและขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่พิเศษต่างๆ โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยว

“ตลอด 15 ปีของการดำเนินงาน ชุมชนต้นแบบที่ อพท.เข้าไปพัฒนานั้น มีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวโตถึง 38.5 เปอร์เซ็นต์ ระดับความอยู่ดีมีสุขของชุมชนสูงถึง 86.36 % ในขณะที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาสัมผัสชุมชนมีความสุขมาก 79.17% มูลค่าเศรษฐศาสตร์ของทรัพยากรการท่องเที่ยวที่พัฒนามีมูลค่าสูงแตะ 4.4939 ล้านล้านบาท ตอกย้ำการท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการสร้างความสุข สร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ ได้อย่างเป็นรูปธรรม”

พ.อ.ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท

พ.อ.ดร.นาฬิกอติภัคบอกอีกว่า เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าการท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการสร้างความสุข สร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น จึงตั้งใจจะใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิตของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยครั้งนี้หลังจากได้รับมอบนโยบายจาก พล.อ.ฉัตรชัยแล้ว อพท.เองก็ได้ลงพื้นที่เพื่อไปดูสภาพความเป็นจริงและศึกษา ว่ามีแหล่งท่องเที่ยวอะไรบ้าง มีการรวมตัวของชุมชนหรือไม่ เเละได้เห็นว่ามีรวมตัวกันอยู่ประมาณ 30 กว่าชุมชนที่ทำเรื่องการท่องเที่ยว

“แต่เราก็ต้องไปดูกลไกบริหารจัดการว่ามันไปต่อได้หรือไม่ ต้องดูอุปสงค์ อุปทานว่าเป็นยังไง แล้วจึงเริ่มหาความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ รวมถึงมีการทำประชาคมว่าใครหรือชุมชนใดอยากทำอะไร มีเครือข่ายอะไรกันอยู่แล้วบ้าง จนตกลงกันว่าจะมีการสนับสนุนเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ พ.อ.ดร.นาฬิกอติภัคบอกว่า เป็นเป้าหมายของ 6 ชุมชน เพื่อทำแผนให้เป็นมาตรฐาน ว่าจะทำอะไรต่อไปใน 3 ปีถึง 6 ปีข้างหน้า เเละต้องการใครมาส่งเสริมหรือไม่ นักท่องเที่ยวอยู่ที่ไหน กลุ่มเป้าหมายคือใคร มีการเข้าไปอบรมในชุมชน โดยจะเน้นเรื่องความปรองดองสมานฉันท์มากกว่าเรื่องรายได้เสริม เพราะใช้วิถีชีวิตเป็นจุดขาย ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาดูโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในชุมชน เป็นการเข้าไปชูคุณค่ากิจกรรมของชุมชนให้นักท่องเที่ยวได้รู้ และเชื่อว่าวิถีชีวิตเหล่านี้ทำให้คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ดีขึ้น

ในส่วนของกลุ่มเป้าหมายแรกนั้น พ.อ.ดร.ฃนาฬิกอติภัคบอกว่า คือนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย จากนั้น จะขยายไปยังกลุ่มต่างๆ ในปีหน้า เพราะกลุ่มลูกค้า 3 ปีแรกที่มองไว้คือ มาเลเซีย 4 รัฐทางตอนเหนือ กับภาคใต้ชายแดนของเราเอง

“กลุ่มนี้มักจะมาทำธุระที่ 3 จังหวัดอยู่แล้ว แต่เขาไม่รู้ว่ามีแหล่งท่องเที่ยวอะไรใหม่บ้าง ก็เลยต้องศึกษาก่อนว่าเขาเข้ามาแบบไหน เข้ามาค้างหรืออยู่แค่วันเดียว เเต่ในแผนของชุมชนต้นแบบที่ตั้งเอาไว้ คือ อยากให้อยู่ค้างคืนเพื่อศึกษาวิถีชุมชน นอกจากนี้ ยังมีอีก 5 ด้านที่ต้องดู ก็คือ 1.การบริหารจัดการ 2.ความสมบูรณ์ 3.การคมนาคม 4.ความปลอดภัย และ 5.การให้บริการ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีใครเข้ามาจัดการ ในเรื่องความมั่นใจของนักท่องเที่ยวมากนัก” พ.อ.ดร.นาฬิกอติภัคอธิบาย

ส่วนเเผนดึงดูดนักท่องเที่ยวของ อพท.นั้นอันดับแรกต้องมีสิ่งดึงดูดคือ ต้นทุนทางสังคมและต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้นทุนทางสังคมอาจจะยาก เพราะเขาก็เป็นสังคมมุสลิมเหมือนกัน โอกาสที่จะมาดูวิถีชีวิตแล้วตื่นตาตื่นใจก็คงไม่ใช่ ดังนั้น อาจจะต้องเอาเรื่องของธรรมชาติขึ้นมาเป็นจุดเด่น เช่น ยะลาก็ต้องไปล่องเขื่อนบางลาง ไปดูซาไก แต่นราธิวาสจะไปล่องแก่งที่กระบุรี เป็นการเอาเรื่องธรรมชาติมานำก่อน

“นอกจากนี้ ในเรื่องของความปลอดภัยและเชื่อมั่นนั้นต้องบอกก่อนเลยว่าที่เลือก 4 รัฐทางตอนเหนือของมาเลเซียเป็นกลุ่มเป้าหมายแรก เพราะว่าเขามีความเชื่อมั่นเเละคุ้นชินอยู่แล้ว ไม่ต้องสร้างใหม่ ส่วนเรื่องความเชื่อมั่นนั้นเป็นการสร้างในกลุ่มคนกรุงเเละคนเมืองใหญ่มากกว่า ซึ่งใน 3 ปีแรกนี้จึงยังไม่ทำจะเน้นแค่ชาวบ้านและชุมชนให้มั่นใจในหน่วยงานรัฐและอยากพัฒนาไปพร้อมกันมากกว่า”

สำหรับเเนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ นับเป็นการเริ่มต้นดีที่ ซึ่ง พ.อ.ดร.นาฬิกอติภัคคาดหวังว่าจะเป็นเครื่องมือที่ถูกต้อง แต่จะใช่หรือไม่ก็ต้องพิสูจน์ต่อไป

“รัฐบาลเต็มที่กับเรื่องนี้ เพราะถ้าใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือทำให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์สร้างความสงบสุขในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้ จะถือว่าเป็นเรื่องสุดยอดมาก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่เน้นวิถีชุมชน เพราะเป็นการให้ชาวบ้านใช้ชีวิตเหมือนเดิม ไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนแต่เป็นการชูคุณค่าตรงนี้ให้คนที่สนใจเข้ามาเที่ยว ส่วนเรื่องรายได้เสริมยังถือว่าเป็นเรื่องรองด้วยซ้ำ ซึ่งตรงนี้จะมีการวัดผลทุก 3 เดือนและอาจจะมีการนำเข้า ครม.ต่อไปเพื่อให้สำนักงบประมาณตั้งงบประมาณมาบูรณาการการท่องเที่ยวเพื่อชุมชน โดยจะใช้ภาคใต้เป็นต้นแบบ” พ.อ.ดร.นาฬิกอติภัคกล่าวสรุป

หลังจากนี้คงต้องติดตามกันต่อว่าจะมีการขยายเเนวคิดไปยังกลุ่มจังหวัดอื่นๆ ให้เป็นที่รู้จักเพิ่มได้อย่างไร

ส่วนเเนวทางที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายเเดนภาคใต้ครั้งนี้ จะได้ผลมากน้อยเเค่ไหน จะสามารถเจาะลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้จริงหรือไม่ คงต้องติดตามและประเมินผลกันต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon