เจาะกลยุทธ์ สร้างสีสันก่อน ‘เลือกตั้ง’ เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั่วไทย

หลังพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประชุมหารือ เคาะกำหนดวันกาบัตรเป็นวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562 พร้อมระบุไทม์ไลน์รับสมัคร-ลงทะเบียนต่างๆ เรียกความตื่นตัวจากผู้ใช้สิทธิได้เป็นอย่างดี หนึ่งในโรดแมปสำคัญคือวันที่ 4-8 กุมภาพันธ์ ที่กำหนดรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ขณะที่พรรคการเมืองต้องส่งรายชื่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแจ้งรายชื่อผู้ที่พรรคจะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี นับตั้งเเต่เช้าตรู่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ศูนย์เยาวชนกรุงเทพ (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง แน่นขนัดด้วยหัวหน้าพรรค แกนนำ กองเชียร์ พร้อมขบวนรถแห่ ร่วมให้กำลังใจผู้สมัคร ส.ส.อย่างคึกคัก

พรรคภูมิใจไทย นำโดย อนุทิน

สรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรคภูมิใจไทยมาถึงพรรคแรก ระบุว่าไม่ได้ถือฤกษ์ใด แค่เผอิญตื่นเช้า จากนั้น เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค เดินยิ้มแป้นมาพร้อมเสียงเชียร์ “ขอให้เป็นนายกฯ”

พรรครวมพลังประชาชาติไทย

ด้าน “หม่อมเต่า” ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย พันคอด้วยผ้าขาวม้า ยกทัพแกนนำมาส่งว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เข้าสมัครครบ 30 เขต กทม. ยืนยันในนโยบายพรรค พร้อมผลักดันอำนาจคืนสู่ท้องถิ่น

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

ด้านหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แห่งพรรค “เพื่อไทย” ทนการจราจรติดขัดไม่ไหว ขอซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จอดเทียบหน้าสนาม ก่อนรวมตัวกับแกนนำพรรคและสมาชิกคนอื่นๆ

พรรคประชาธิปัตย์

เช่นเดียวกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำทีม “ประชาธิปัตย์” เดินเท้าจากหน้าสำนักงานเขตดินแดงมาถึงสนามไทย-ญี่ปุ่น

พรรคพลังประชารัฐ

พลันเมื่อรถบัสของ “พลังประชารัฐ” จอดนิ่ง หัวหน้าพรรค อุตตม สาวนายน พร้อมด้วย สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รวมถึงสมาชิกพรรค เข้าให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมรับใช้ประชาชน

พรรคอนาคตใหม่

เช่นเดียวกับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่พร้อมด้วย ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค พาว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.ทั้ง 30 เขต โหนมินิบัสส้ม สาย 14 มาก่อนเวลาทำการ พร้อมระบุว่า ต้องการเข้าสู่การเมืองเพื่อยับยั้งรัฐบาล คสช. ยังไม่รวมกับพรรคอื่นๆ ที่ขนกันมามากหน้าหลายตา จำนวนเยอะเกินกว่าจะกล่าวถึงหมด


พรรคชาติไทยพัฒนา
พรรคประชาชาติ
พรรคเพื่อชาติ

สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง นักวิชาการที่เฝ้าจับตามองการเมืองไทยก่อนการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด รวมถึงวันรับสมัคร ส.ส.ยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฝ้ามองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย เขาเล่าว่า วันรับสมัครมีโอกาสได้ไปที่อาคารกีฬาเวสน์ รู้สึกว่านักการเมืองสามารถสร้างบรรยากาศได้ในทุกบรรยากาศ แม้จะมีการห้ามใช้เครื่องมหรสพ ดีด สี ตี เป่า “พอไปอยู่ที่นั่นมันมีบรรยากาศเหมือนงานกีฬาสี ถ้าปรากฏตัวแบบเดิมอาจจะเฉยๆ ครั้งนี้มาเป็นกลุ่มก้อนใส่ชุดเหมือนกัน เวลาสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งก็ดูมีพลัง แต่ละทีมบ้างใส่เสื้อทีมสีแดง บ้างทีมสีเขียว บ้างทีมก็สีแสดบาดใจเลย มันทำให้การสมัครมีสีสันแม้จะไม่มีเสียงดังอึกทึกครึกโครม แต่เขาโชว์ให้เราเห็นถึงความพร้อมเพรียง มีการนัดพบกันแล้วเข้ามาเป็นกลุ่มเป็นก้อน ถือธง ถือป้ายโชว์ สามารถถ่ายทอดความคึกคักนี้ผ่านสื่อถึงผู้ชมได้” สุขุมกล่าว

สุขุม นวลสกุล เป็นพิธีกรสัมภาษณ์ พรรคภูมิใจไทย

พร้อมให้ความเห็นอีกว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่ว่าเลือกตั้งครั้งไหนก็น่าติดตามทั้งนั้น โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจเป็นการเลือกตั้งที่น่าสนใจที่สุด “คราวนี้ยิ่งน่าสนใจเพราะมีการยึดอำนาจที่ยาวนานถึง 5 ปี เทียบกับการยึดอำนาจหลังปี 2519 เป็นการยึดอำนาจที่ยาวนานมาก ก็อยากรู้ว่าเขาประสบความสำเร็จไหม ผู้คนจะเลือกหนทางไหน เช่น ถ้าเขาพอใจความสงบแบบ คสช. ก็จะเลือกพรรคที่เชียร์ คสช.” อย่างไรก็ดี บรรยากาศเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครเเต่ทุกพื้นที่ของประเทศ ผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆ ตบเท้าเข้าสมัครเป็นตัวแทนประชาชนกันอย่างคึกคัก บางพื้นที่ผู้สมัครเลือกใช้กลยุทธ์เด็ด สร้างจุดเด่นเพื่อดึงดูดความสนใจ จากบรรดากองเชียร์ที่มาให้กำลังใจอย่างหนาแน่น

พรรคเพื่อไทย แต่งชุดนักรบโบราณ เข้าสมัคร ส.ส.อุตรดิตถ์ 1

ดังเช่น จังหวัดอุตรดิตถ์ ในวันแรกของการสมัคร ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ผู้สมัครเขต 2 พรรคเพื่อไทย แต่งกายด้วยชุดนักรบโบราณทหารเอกของพระยาพิชัยดาบหัก ขี่ม้าสีน้ำตาลตัวเก่งเดินทางมาสมัคร ส.ส.พร้อมกล่าวว่า พระยาพิชัยดาบหักเป็นนักต่อสู้ พี่น้องชาวอุตรดิตถ์เดือดร้อนแสนสาหัส ท่านคงอยากจะต่อสู้เพื่อให้ประชาชนคนอุตรดิตถ์และคนไทยทั้งประเทศ มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกแห่งที่จังหวัดเชียงรายในวันที่ 3 ของการสมัครก็มีสีสันอยู่ไม่น้อย เมื่อผู้สมัครพรรคประชากรไทย 4 คน นำโดย ศราวุฒิ จำนงทรัพย์ ผู้สมัคร เขต 6 กรณิการ์ ฮาร์ท ผู้สมัคร เขต.3 ว่าที่ร้อยตรีนราวิชญ์ รักษ์คมนะ ผู้สมัครเขต 1 และจรัล อำกัย ผู้สมัครเขต 4 แต่งกายเป็นเทวดาสวมมงกุฎ นำเอกสารมาสมัคร เเละบอกถึงต้นสายปลายเหตุว่า เพื่อช่วยประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤต เนื่องจากเทวดาเป็นตัวแทนแห่งความดีงาม เป็นผู้พิทักษ์ความดีและปกป้องผู้คนในโลกมนุษย์

พรรคประชากรไทย แต่งชุดเทวดา สมัครส.ส.เชียงราย

ในประเด็นนี้ สุขุม ให้ความเห็นว่า พวกที่ทำแปลกๆ เช่นแต่งตัวเป็นพระยาพิชัยดาบหัก ก็สามารถเป็นข่าวตามสื่อได้ตลอดแสดงว่าวิธีแบบนี้มันก็ยังได้ผล ถึงแม้ลูกไม้แบบนี้จะใช้กันมาตั้งแต่หลังสงครามโลก “อย่างในสมัยครูฉ่ำ จำรัสเนตร สมัยเป็น ส.ส.นครศรีธรรมราช วันดีคืนดีมาประชุมสภาก็ถือตะเกียงเจ้าพายุเข้ามาถามว่าทำไม ก็บอกว่าสังคมมันมืดมนเหลือเกินอะไรทำนองนี้ หรือแม้กระทั่ง ไพฑูรย์ วงศ์วานิช ตอนเป็น ส.ส. สุราษฎร์ธานี ขี่ควายเข้าประชุมสภาก็เป็นข่าวมาแล้ว” อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งควรจะมีอิสระมากกว่านี้ซึ่ง สุขุม กล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่อยากให้ควบคุมจุกจิก อย่างวันรับสมัคร คุณหญิงสุดารัตน์ ประกาศว่า “เพลงเปิดฟังได้แต่อย่าเผลอเต้น” ซึ่งเขาต้องระมัดระวังเพราะคนอาจมองว่าเป็นการแสดง และมันเคยมีคนพลาดจนถึงขั้นตัดสิทธิ์ทางการเมืองมาแล้ว ไม่เพียงเเค่การเเต่งกายเท่านั้น ก่อนหน้านี้มีกลยุทธ์หนึ่งที่ใครก็คาดไม่ถึงเกิดขึ้น เมื่อผู้สมัครพรรคเพื่อชาติกว่า 10 คน ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเป็น “ทักษิณ” และ “ยิ่งลักษณ์” ลงสมัครส.ส.ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ต่อมา กกต.ยืนยันว่าการเปลี่ยนชื่อเช่นนี้ไม่ผิด ซึ่ง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ด้วยว่า ไม่มีปัญหาอะไร เป็นการตัดสินใจของเขาเองในการเปลี่ยนชื่อ ทุกคนสามารถเปลี่ยนชื่อกันได้ หากคิดว่าเปลี่ยนเเล้วดีก็ทำไป เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว พร้อมระบุว่า จะไปศึกษาเรื่องนี้เช่นกัน เนื่องจากไม่เคยพบ ประเด็นนี้ ดร.นันทนา นันทวโรภาส คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก อธิบายว่า ในแง่ของการสร้างประเด็นให้คนสนใจ ตามทฤษฎีกำหนดวาระ (Agenda Setting) ที่จะทำให้สื่อนำเสนอ ถ้าเป็นแบบเดิมมันไม่แปลกคนก็จะไม่สนใจ ดังนั้นก็ต้องทำให้มันแปลกแตกต่าง “ถ้าเคยมีคนทำแล้วได้ผลเราทำซ้ำมันก็ไม่แปลกแล้ว ฉะนั้นการที่จะทำให้คนสนใจหรือได้พื้นที่สื่อมันต้องแปลกจริงๆ และไม่ซ้ำของเดิม เช่นการเปลี่ยนชื่อเป็นทักษิณ ยิ่งลักษณ์ ก็เป็นมุขใหม่ที่ถือว่าใช้ได้นะ เพราะผู้สมัครเหล่านั้นก็ดังไปเลย ถึงบางคนอาจมองด้านลบว่าเสียสติหรือเปล่า หรือมองว่าเป็นการดูถูกคนที่มาเลือกตั้งหรือเปล่า แต่ถ้ามองในแง่ของการสื่อสารทางการเมือง อันนี้ถือว่าได้พื้นที่สื่อ และฉลาดที่จะทำให้ตัวเขาดัง ถือว่าเป็นกลยุทธ์ในการสร้างจุดสนใจที่ใช้ได้ แล้วมันกลายเป็นเรื่องฮือฮาขึ้นมา ซึ่งการเปลี่ยนชื่อนี้พอหลังเลือกตั้งก็สามารถเปลี่ยนกลับเป็นชื่ออื่นได้ แต่ตอนนี้เขาต้องการทำให้รู้จัก ดังนั้นจึงเป็นกลยุทธ์ที่คนคาดไม่ถึงและไหม่จริงๆ สำหรับการเลือกตั้งและมันได้ผลทำให้คนสนใจและจดจำได้”

ธีระชาติ เสยกระโทก อดีตเลขาธิการสมาพันธ์ชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย

ส่วนการปรากฏตัวของผู้สมัครครั้งนี้ ดร.นันทนามองว่า การปรากฏตัวแบบตื่นตาตื่นใจก็มีบ้าง แต่ถ้าเทียบกันเมื่อก่อนมีเยอะกว่านี้มาก จะมีการแต่งตัว ขี่ม้า ขี่ช้างอะไรเยอะเยอะ ปีนี้เลยนับได้ว่ามีสีสันเพียงเล็กน้อยแค่บางพื้นที่เท่านั้น ซึ่งไม่มั่นใจว่าคนที่ทำไปเขาหวั่นใจไปด้วยหรือเปล่าว่าจะผิดกฎ กกต.ปีนี้เลยไม่ค่อยมีสีสันอะไรมาก “ที่จริงมันควรจะคึกคัก เพราะในแง่ของการเลือกตั้ง ครั้งล่าสุดไม่นับที่เป็นโมษะคือปี 2554 ก็เป็นเวลา 8 ปีมาแล้ว ซึ่งเป็นเวลานานก็น่าจะตื่นเต้นแต่มันก็ไม่ตื่นเต้น เพราะบรรยากาศที่ กกต.พยายามจะวางกฎเกณฑ์เยอะมาก จนขยับไม่ได้เลย ทำให้บรรยากาศเหมือนซึมไป อีกทั้งเลือกตั้งครั้งนี้มีการจับเบอร์ครั้งเดียว ในแง่ของความคึกคัก ถ้ามีหลายครั้งหลายขบวนก็จะตื่นตาตื่นใจเเละตื่นเต้นมากกว่าครั้งนี้เลยไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อมีการคุมเข้มของ กกต.ในแง่ของบรรยากาศเลยไม่ค่อยคึกคักถ้าเทียบกับครั้งที่ผ่านมา” ดร.นันทนากล่าว สอดคล้องกับ สดศรี สัตยธรรม อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มองว่า ถ้าเทียบกับปี 2554 การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้สมัครจำนวนมากกว่า แต่ในเรื่องเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งไม่คึกคักเหมือนครั้งก่อน เนื่องจากมีกฎเกณฑ์ของ กกต.กำหนดไว้หลายเรื่องและบางส่วนดูมีรายละเอียดมากไป “อย่างการห้ามไม่ให้จัดแสดงมหรสพ งานรื่นเริง หลังจากมีการจับสลากเลือกเบอร์แล้วอะไรเหล่านี้ ดูแล้วเหมือนทำให้การเลือกตั้งอยู่ในกรอบเกินไป และคนที่มาสมัครรวมถึงพรรคการเมืองก็กลัวจะผิดพลาดตาม กม.เลือกตั้งเลยไม่ค่อยกล้าขยับกันมาก” ส่วนนี้ทำให้กลยุทธ์ของผู้สมัครเปลี่ยนไปจากเดิม สดศรี มองว่า ครั้งนี้จะเห็นว่าพรรคต่าง จะเน้นกลยุทธ์เกี่ยวกับโซเชียลมากขึ้น มีการใช้โซเชียลมีเดียในการหาเสียง รวมถึงการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อก็รู้สึกว่าจะมากกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา วิธีการอื่นในมุมของ สดศรี จึงดูเหมือนว่าจะลดน้อยลงส่วนใหญ่จะอยู่ต่างจังหวัด ส่วนกรณีการเปลี่ยนชื่อผู้สมัครนั้น อดีต กกต.บอกว่า จริงๆ การเปลี่ยนชื่อเป็นเรื่องที่ไม่คิดว่าจะมีลักษณะอย่างนี้เกิดขึ้น แต่ก็เป็นสิทธิ์ของผู้สมัคร ซึ่ง กกต. ก็บอกเองว่าไม่ผิดกฎหมาย ก็ต้องถือตามที่ กกต.ว่า “เขาอาจจะเห็นว่าการเปลี่ยนชื่อจะทำให้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นหรือคนรู้จักเยอะขึ้นก็ได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าในบัตรเลือกตั้งไม่ได้มีชื่อของบุคคล มีแค่ชื่อกับโลโก้พรรค ดังนั้นการเปลี่ยนชื่อเป็นเรื่องที่จูงใจให้เลือกเลยก็คงไม่ใช่ขนาดนั้น เพียงแต่อาจจะทำให้หาเสียงง่าย คนจำง่ายขึ้นว่าเขตนี้เบอร์นี้ชื่อเดียวกับนายก แต่ยังไงเขาต้องไปจำด้วยว่าเบอร์อะไร” สดศรีทิ้งท้าย ทั้งหมดเป็นยุทธวิธีของบรรดาผู้สมัครที่ไม่เพียงสร้างสีสันก่อนการเลือกตั้งยังส่งผลให้บรรดาผู้สมัครเป็นที่รู้จักเเละจดจำได้อีกด้วย

พรรคพลังประชารัฐ ส่งชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกฯ

อย่างไรก็ตาม ตลอด 5 วันของการรับสมัคร พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. สรุปไว้ว่า. มีผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต จำนวน 11,128 คน จากจำนวน 80 พรรค และมีพรรคการเมืองยื่นสมัครแบบบัญชีรายชื่อ รวม 5 วัน จำนวน 72 พรรค จำนวน 2,718 คน ส่วนที่เหลือยังอยู่ระหว่างดำเนินการอีกจำนวนหนึ่ง โดยในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ กกต.จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงผู้ที่ได้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคว่า มีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่

บทความก่อนหน้านี้หลังวันที่ 8 กุมภาฯ
บทความถัดไปก.แรงงาน เร่งผลิต ‘ซูเปอร์ เวิร์กเกอร์’ กลุ่มเอสเอ็มอี-โอทอป