‘เขาหวงซาน’ ในม่านเมฆ และหมู่บ้านโบราณ ‘หงชุน’ ความงาม 2 มรดกโลกแห่งแดนมังกร

ภูเขาหวงซานบนความสูงกว่า 1,864 เมตรจากระดับน้ำทะเล

เคยไปจีนไหม?

“ประเทศจีน” ในความคิดแต่ละคนเป็นอย่างไรบ้าง?

สองประโยคทักทาย ตามด้วยรอยยิ้มที่คาดหวังคำตอบอันหลากหลายจาก บัญญัติ คำนูณวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักบริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ซีพี ออลล์ หนึ่งในหัวเรือใหญ่จากภารกิจนำทีมสื่อมวลชนบินลัดฟ้าเยือนเซี่ยงไฮ้-หวงซาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา

แน่นอนว่า คำตอบแต่ละคนย่อมต่างกันไป

ทริปนี้สบายๆ แถมยังได้ อาจารย์ประสิทธิ์ ฉกาจธรรม ผู้อำนวยการอาศรมสยาม-จีนวิทยา ร่วมทีม ผู้มาพร้อมกับคู่มือนำเที่ยวที่บอกเล่าประวัติ “เซี่ยงไฮ้-หวงซาน” แบบละเอียดยิบ

โดยปกติแล้ว “อาศรมสยาม-จีนวิทยา” เป็นศูนย์กลางการพบปะของผู้รู้ ผู้ศึกษาวิชาการด้านจีนวิทยาของไทย เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นระหว่างกัน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวบรวมฐานข้อมูลต่างๆ ด้านจีนวิทยาในประเทศไทย พร้อมกับเป็นตัวกลางเชื่อมต่อไปยังต้นธารความรู้ด้านจีนวิทยาในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง ฯลฯ

จัดเสวนาให้ความรู้ในบางโอกาส รวมทั้งจัดทำสิ่งพิมพ์เผยแพร่ความรู้ด้านจีนวิทยาเป็นภาษาไทยออกจำหน่ายจ่ายแจก ทั้งแบบหนังสือเล่มและวารสาร ตามความพร้อมและความเหมาะสม

ที่สำคัญ ยังทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจด้านจีนวิทยาที่ถูกต้องสู่สังคมไทย โดยอาศัยสื่อลักษณะต่างๆ รวมไปถึงการนำสื่อมวลชนเยือนแดนมังกรเช่นนี้ด้วย

4 ชั่วโมง 20 นาที คือเวลาเดินทางโดยประมาณจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) ถึงสนามบินนานาชาติผู่ตง นครเซี่ยงไฮ้ เมืองใหญ่ที่สุดของจีน ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำแยงซี

เป็นเขตการปกครองระดับเขตการปกครองพิเศษแบบมหานคร สถานะเทียบเท่ากับ “มณฑล” โดยมีการปกครองขึ้นตรงกับรัฐบาลกลาง

ที่นี่ คณะเดินทางได้ร่วมสัมผัสวิถีชีวิตยามค่ำคืนของชาวนครเซี่ยงไฮ้ ด้วยการล่องเรือชม แม่น้ำหวงผู่ นานนับชั่วโมง ริมสองฟากฝั่ง “เมืองเก่า” ฝั่งเดอะบันด์ และ “เมืองใหม่” ฝั่งหอไข่มุก ประดับประดาด้วยไฟตกแต่งสวยงาม สมดังคำกล่าวที่ว่า “นครเซี่ยงไฮ้ เมืองที่ไม่เคยหลับใหล”

ย่านหอไข่มุก ฝั่งเมืองใหม่
ตึกอาคารรูปทรงทันสมัยฝั่งเดอะบันด์ “เมืองเก่า” มีแม่น้ำหวงผู่ มหานครเซี่ยงไฮ้ คั่นกลาง “เมืองใหม่” ฝั่งหอไข่มุก

และไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะจากนี้ไปคือไฮไลต์สำคัญ นั่นคือการเดินทางเยือน หวงซาน ชมความงาม 2 มรดกโลก เมืองนี้ตั้งอยู่ทางใต้สุดของมณฑลอันฮุย ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาและเนินเขา มี “ภูเขาหวงซาน” เป็นยอดเขาที่สูงที่สุด ความสูงกว่า 1,864 เมตรจากระดับน้ำทะเล

จากเซี่ยงไฮ้ไปหวงซาน ชาวคณะเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง ความเร็วเฉลี่ย 345 กม./ชม. มีกำหนดถึงสถานีปลายทาง “หวงซานเป่ย” ในเวลา 12.44 น. (ตามเวลาท้องถิ่นจีน) แน่นอนว่า ย่างก้าวแรกที่เท้าแตะแผ่นดินเมืองหวงซานคือเวลา 12.44 น.จริงๆ เรียกได้ว่า ตรงเวลากว่านี้ไม่มีแล้ว!

ระหว่างเดินทางไปขึ้นภูเขาหวงซาน ไกด์นัดแนะกับทุกคนว่า ควรพกน้ำดื่มขึ้นไปเอง เพราะที่พักไม่มีบริการ และแม้จะมีจำหน่าย แต่ราคาก็แรงพอตัว รวมทั้งใครที่ไม่สะดวกแบกสัมภาระเอง ที่นี่มีลูกหาบรับจ้าง คิดราคาตามน้ำหนักแบบเห็นสมควร

การเดินทางขึ้นภูเขาหวงซานต้องอาศัย “กระเช้า” เท่านั้น บนกระเช้านี้เองที่ไกด์รับประกันว่า “วิวสวยสุดยอด” ทว่า หลังสิ้นคำพูด เม็ดฝนก็ปรอยลงมาจนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดเมฆหมอกก็บดบังทัศนวิสัย มองเห็นเพียงสีขาวโพลนไกลสุดลูกหูลูกตา

ตามตำนาน ภูเขาหวงซาน แล้ว เดิมชื่อว่า “ภูเขาอีซาน” หรือภูเขาดำมีที่มาจากยอดเขาที่มีสีครามปนดำซึ่งตั้งตระหง่านท่ามกลางทะเลหมอก เสมือนภาพวาดพู่กันจีน ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นภูเขาหวงซานในสมัยจักรพรรดิถังเสวียนจง เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ.747 ตามตำนานที่ได้รับการบันทึกไว้ในหนังสือเก่าแก่ของลัทธิเต๋าสมัยราชวงศ์ถัง ความว่า ภูเขาหวงซานเป็นสถานที่บำเพ็ญฌานและเล่นแร่แปรธาตุ เพื่อกลั่นยาอายุวัฒนะ นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับปฐมจักรพรรดิในตำนานอย่าง “เซวียนหยวนหวงตี้” ที่เล่าขานกันว่า พระองค์ได้บำเพ็ญฌานจนสำเร็จกลายเป็นเซียน ณ ภูเขาลูกนี้

ภูเขาหวงซานมีอายุกว่า 800 ล้านปี ด้วยลักษณะทางธรณีวิทยาที่ผสมผสานกันของป่าไม้ ธารน้ำแข็งโบราณ การสร้างสรรค์ของหินแกรนิต น้ำพุร้อน และน้ำตก ประกอบกับสภาพอากาศที่เกิดจากความชื้น ปริมาณน้ำฝน รวมทั้งความร้อนจากแสงอาทิตย์ ก่อให้เกิดความสวยงามแปลกตาจนกลายเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น

ต่อมา “สวีเสียเค่อ” นักเดินทาง นักเขียน และนักภูมิศาสตร์สมัยราชวงศ์หมิงได้มาเยี่ยมเยือนหวงซานถึง 2 ครั้ง พร้อมกับชื่นชมว่า “ภูเขาที่ใดก็ไม่สวยเท่าภูเขาหวงซาน ขึ้นภูเขาหวงซานแล้วก็ไม่อยากไปภูเขาไหนในแผ่นดินอีก” ต่อมาได้กลายเป็นคำกล่าวที่ว่า “กลับจากภูเขาทั้ง 5 ไม่มองภูเขาอื่น กลับจากหวงซาน ไม่มองภูเขาทั้ง 5”

สำหรับภูเขาทั้ง 5 หมายถึง ด้านเหนือคือภูเขาเหิงซาน แห่งมณฑลซานซี ด้านใต้คือภูเขาเหิงซาน แห่งมณฑลหูหนาน ด้านตะวันออกคือภูเขาไท่ซาน แห่งมณฑลซานตง ด้านตะวันตกคือภูเขาฮั่วซาน แห่งมณฑลส่านซี และตรงกลางคือภูเขาซงซาน แห่งมณฑลเหอหนาน

ราว ค.ศ.1606 “พระโพธิ์แมน” ผู้ศรัทธาในศาสนาพุทธได้เดินทางแสวงหาสถานที่ปฏิบัติธรรมทุกหนแห่งนาน 8 ปี กระทั่งมาถึงกู่ฮุ่ยโจว ทางเหนือของภูเขาฉีหยุนซาน จึงตั้งใจอยู่ที่นี่และช่วยพัฒนาหนทาง ได้รับการสนับสนุนจากพ่อค้าฮุยโจวทั้งเรื่องเงินและแรงงาน โดยการสกัดเส้นทางตามหน้าผาสูงชันบนเขาหวงซาน จนเป็นเส้นทางเดินสู่ยอดเขา กว่า 4 ปีจึงสำเร็จ

จากนั้นมาอีกกว่า 400 ปี ได้กลายเป็นเส้นทางหลักที่นักท่องเที่ยวใช้ในการปีนขึ้นยอดเขาหวงซานในปัจจุบัน รวมทั้งสำนักราชวงศ์ได้สนับสนุนให้สร้างวัดเหวินซูย่วน วัดต้าเปยย่วน วัดฮู่กั๋วฉือกวาง จนทำให้ภูเขาหวงซานมีชื่อเสียงด้านศาสนสถานและทัศนียภาพที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็น ต้นสนประหลาด อย่างต้นสนรับแขกที่มีกิ่งก้านยื่นออกมา 2 ข้าง เสมือนแขนทั้ง 2 ข้างที่กางออกต้อนรับนักท่องเที่ยว ต้นสนคู่รัก สูงกว่า 17 เมตร ลำต้น 1 ต้นแตกออกเป็น 2 ส่วน เสมือนคู่รักที่อยู่คู่แนบชิดกัน, หินพิสดาร เนื่องจากที่นี่เป็นภูเขาหินแกรนิตที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงจากลมฝนมาอย่างยาวนาน ทำให้เกิดหินลักษณะต่างกันกว่า 200 ก้อน อาทิ หินบินมา หินลิงมองทะเล, ทะเลเมฆ, น้ำพุร้อน และ หิมะฤดูหนาว

ต้นสนคู่รัก หนึ่งในทัศนียภาพงดงามแปลกตาบนภูเขาหวงซาน

กระทั่งเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ.1979 “เติ้ง เสี่ยว ผิง” ได้ใช้เวลาในวันหยุดเยือนหวงซาน จนมีคำกล่าวว่า “ต้องมีความปรารถนาและปณิธานอันยิ่งใหญ่ ถึงจะพาชื่อหวงซานออกสู่ภายนอกได้” ทำให้คณะกรรมการบริหารประจำมณฑลอันฮุยเปิดประชุมครั้งใหญ่เพื่อพิจารณาการท่องเที่ยวภูเขาหวงซาน และในเดือนตุลาคม ปีเดียวกัน ภูเขาหวงซานก็เปิดสู่ภายนอกอย่างเป็นทางการ

ก่อนจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรมเพียงแห่งเดียวของจีน เมื่อ ค.ศ.2004

ปัจจุบัน “ภูเขาหวงซาน” กลายเป็นจุดหมายในฝันของนักท่องเที่ยว มีชั้นบันไดกว่า 60,000 ขั้น สามารถรับนักท่องเที่ยวได้ราว 40,000 คน/วัน ด้านบนมีที่พักและร้านอาหารจำนวนมาก เครือข่ายโทรคมนาคมเข้าถึงอย่างครอบคลุม ที่สำคัญ หากนักท่องเที่ยวไม่สะดวกเดินขึ้น-ลงบันได ด้วยเพราะข้อจำกัดด้านสุขภาพ ที่นี่มี “เสลี่ยง” ให้บริการ สนนราคาอยู่ที่ 2,000 หยวน/คน

นักท่องเที่ยวที่ไม่สะดวกเดินขึ้น-ลงเขาหวงซาน ที่นี่มีบริการ “เสลี่ยง” สนนราคาที่ 2,000 หยวน/คน

อีกหนึ่งไฮไลต์ของการเดินทางครั้งนี้คือ หมู่บ้านหงชุน หรือกลุ่มอาคารโบราณหงชุน อยู่ห่างไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภออี เมืองหวงซาน มณฑลอันฮุย ราว 11 กม. เป็นกลุ่มสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์หมิง ชิง และยุคสาธารณรัฐช่วงต้น มีพื้นที่กว่า 280,000 ตารางเมตร

ประวัติศาสตร์ของที่นี่ยาวนานกว่า 800 ปี ในอดีตเป็นพื้นที่ของ “ตระกูลวาง” ซึ่งย้ายครัวเรือนหนีอัคคีภัยจากที่อยู่เดิม จนเดินทางมาถึงตีนเขาเหลยกั่งและพบว่าสถานที่แห่งนี้มีลักษณะภูมิประเทศดี แหล่งน้ำใส และไม่เคยเหือดแห้ง นอกจากนี้ยังมีแม่น้ำ 2 สายล้อมรอบ ทำให้ตัดสินใจตั้งรกรากบริเวณนี้ และด้วยความเชื่อที่ว่า “วัว” เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง “น้ำ” คือหลักประกันความโชคดีของลูกหลาน จึงออกแบบและสร้างหมู่บ้านแห่งนี้ตามรูปแบบของวัว

ปัจจุบัน หมู่บ้านหงชุนมีบ้านเรือนจำนวนกว่า 100 หลังคาเรือนที่ยังคงรักษาสภาพบ้านเรือนโบราณสมัยราชวงศ์หมิงและชิงได้อย่างสมบูรณ์ ได้รับการขนานนามว่า “หมู่บ้านในภาพวาดพู่กันจีน” เมื่อมองจากมุมสูงลงมายังหมู่บ้านจะเห็นภาพรวมของหมู่บ้าน เสมือนวัวตัวใหญ่นอนเอียงกายแนบชิดอยู่ริมธารหน้าภูเขาใหญ่ เมื่อเดินเข้าไปในหมู่บ้านจะเห็นสระน้ำกลางหมู่บ้าน เปรียบเหมือน “กระเพาะวัว” มีลำธารยาวกว่า 400 เมตร ที่ไหลคดเคี้ยวทั่วหมู่บ้าน เปรียบดัง “ลำไส้”

ด้วยลักษณะเช่นนี้ ไกด์ท้องถิ่นหวงซานบอกกับชาวคณะว่า หากใครหลงทาง ให้เดินตามทางน้ำไหลแล้วจะเจอทางออก

นอกจากนี้ ในหมู่บ้านยังมีสะพานทั้ง 4 พาดผ่านแม่น้ำเล็กๆ ที่ไหลผ่านด้านนอกหมู่บ้าน เสมือน “กีบเท้า” ซึ่งระบบการไหลเวียนของน้ำในหมู่บ้านหงชุนก่อตัวขึ้นเป็นรูปวัวแบบนี้ ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของประวัติศาสตร์ด้านสถาปัตยกรรมของจีน

หมู่บ้านหงชุนมีสถานที่สำคัญให้ไปเยี่ยมชมหลายแห่ง อาทิ สถานศึกษาหูหนาน ในอดีตเคยเป็นที่พำนักของอัครราชทูตอังกฤษและญี่ปุ่นในสมัยสาธารณรัฐจีน, เฉิงจื้อถาง สร้างขึ้นปลายรัชสมัยราชวงศ์ชิง เคยเป็นสถานที่อาศัยของวางติ้งกุ้ย พ่อค้าเกลือรายใหญ่ในสมัยนั้น นับเป็นกลุ่มอาคารที่ใหญ่ที่สุดของหมู่บ้านหงชุน, บึงเย่ว์จ่าว เรียกอีกอย่างว่าท้องน้อยวัว มีลักษณะเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งดวง น้ำในบ่อใสดั่งกระจก สร้างในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อเพื่อรับน้ำจากลำธารซีซีไว้อุปโภคบริโภค และป้องกันอัคคีภัย

คุณค่าทางวัฒนธรรมของหมู่บ้านหงชุนที่ผู้คนมักจะนึกถึงคือ “การแกะสลักแบบฮุยโจว” งานฝีมือด้านการแกะสลักของชาวพื้นเมืองที่แกะสลักลงบนวัสดุ 3 อย่างคือ ไม้ หิน และอิฐ อันเป็นรูปแบบงานฝีมือที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชนชาวฮุย

บึงเย่ว์จ่าว เรียกอีกอย่างว่า “ท้องน้อยวัว” น้ำในบ่อใสดั่งกระจก ตั้งอยู่กลางหมู่บ้านโบราณหงชุน

ด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรมและความงดงามทางสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านหงชุน ทำให้ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากองค์กรยูเนสโกในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2000

ดังนั้น ต่อข้อคำถามที่ว่า “ประเทศจีน” ในความคิดแต่ละคนเป็นอย่างไรบ้าง? ตอนนี้คงตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “จีน” คือประเทศรุ่มรวยด้วยวัฒนธรรม ทัศนียภาพงดงาม เทคโนโลยีก้าวล้ำ แถมยังผสาน “สิ่งใหม่” ในความ “เก่าแก่” ได้อย่างกลมกลืน

ร้านขายของภายในหมู่บ้านหงชุน สินค้าขึ้นชื่อคือของตากแห้ง ชา เกลือ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้“ทีวีดิจิทัล” แห่คืนใบอนุญาต 7 ช่อง – “AWN” ขอยืดหนี้คลื่น 900 MHz รอดูเกณฑ์จัดสรรคลื่น 700 MHz
บทความถัดไปศึกษาผลกระทบอุบติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หนุนยกระดับระบบเฝ้าระวังของไทย