‘แก้ปัญหาเพื่อเรียนรู้’ แนวทางพัฒนาครู สู่การสอนที่ได้ผลจริง

“เมื่อผมได้เห็นคะแนนรวมของ O-NET และ PISA จากนักเรียนทั่วประเทศ สิ่งที่สะท้อนออกมาเป็นอย่างแรกคือ เราในฐานะครูต้องปรับปรุงการสอนเพื่อเพิ่มศักยภาพของนักเรียน” คำกล่าวของ รัตนศักดิ์ ทองปัญญา ครูวิชาวิทยาศาสตร์ โรงเรียนวัดแหลมฟ้าผ่า จังหวัดสมุทรปราการ สะท้อนภาพครูในโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดโอกาสเข้าถึงการพัฒนาวิชาชีพครูเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการฝึกฝนการสอนด้วยสื่อ รวมทั้งคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่นำไปปรับใช้ได้ในบริบทที่หลากหลาย

เพราะประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษา การนำสิ่งที่ได้จากการสะท้อนในการสอนมาปรับให้เข้ากับบริบทของแต่ละโรงเรียนจึงเป็นวิธีการที่มีประสิทธิผล

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้การพัฒนาครูเป็นวาระเร่งด่วน ด้วยเล็งเห็นว่าชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสามารถระดมความคิดของครูในการแก้ปัญหาที่เฉพาะเจาะจงได้ โดยในปี 2560 ได้ออกข้อบังคับให้ครูที่ประสงค์จะมีหรือเลื่อนวิทยฐานะต้องร่วมกิจกรรมชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพอย่างต่ำ 50 ชั่วโมงต่อปี เป็นเวลาต่อเนื่อง 5 ปี

แต่นโยบายที่ดี หากไม่มีการแนะนำให้ปฏิบัติอย่างถูกวิธี ก็อาจไม่สามารถบรรลุเป้าประสงค์ได้ และอาจกลายเป็นเพียงกิจกรรมที่ครูทำไปเพื่อให้มีคุณสมบัติผ่านการพิจารณาตามขั้นตอนงานธุรการ แทนที่จะเป็นนโยบายที่สร้างการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงของชุมชน

แล้วภาคการศึกษาควรทำอย่างไรให้ครูได้ประโยชน์ ได้พัฒนาจากการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ?

ไม่นานมานี้ สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา (คุรุสภา) ได้ลงนามความร่วมมือกับโครงการเชฟรอนสนุกวิทย์ฯ เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่ทั้งสองฝ่ายได้เริ่มส่งเสริมและสนับสนุนในหลายปีที่ผ่านมาสู่การสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายครูทั่วประเทศ

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โครงการเชฟรอนสนุกวิทย์ฯ ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่มีขั้นตอนและบทบาทในการเปลี่ยนห้องเรียนสู่กระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ และเรียนรู้จากการแก้ปัญหา “การเปิดห้องเรียน” จึงเป็นเวทีในการทำชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่มีรากฐานจากการสอนจริงภายในกลุ่ม เริ่มจากกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ แนวคิดหลัก และทักษะของผู้เรียนที่คาดหวังตามหลักสูตร ร่วมกันออกแบบแผนการสอน จากนั้นครูต้นแบบจะสอนตามแผนที่วางไว้ โดยจะมีเพื่อนครูในโรงเรียน ผู้บริหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาที่เป็นสมาชิกวง PLC ร่วมสังเกตการณ์

เมื่อการสอนในแต่ละชั้นเรียนจบ สมาชิกในวง PLC จะประชุมสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการสอนว่ามีช่วงไหนที่นักเรียนรู้สึกสับสนหรือตื่นเต้นไปกับบทเรียน และครูควรใช้เทคนิคการสอนอะไรที่ทำให้นักเรียนเข้าใจแนวคิดหลักได้ชัดเจนขึ้น หรือมีส่วนร่วมได้ดียิ่งขึ้น เพราะในความเป็นจริงนักเรียนมีความหลากหลาย บ้างก็เรียนรู้ได้ช้า บ้างก็ไม่กล้าแสดงออก การที่ครูได้สะท้อนถึงห้องเรียนที่มีบริบทเฉพาะและมีข้อเสนอแนะที่เจาะจง จะช่วยทำให้เกิดการปรับปรุงการสอนที่นำไปใช้ได้ผลจริง

ทั้งนี้ คุรุสภาได้ร่วมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพทั่วประเทศ ผ่านการสนับสนุนงบประมาณเพื่อ สร้างเครือข่ายครู สร้างเครือข่ายโรงเรียน และ สร้างเครือข่ายระดับเขตพื้นที่ ในปี 2563

ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ เลขาธิการคุรุสภากล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างคุรุสภา โครงการเชฟรอนสนุกวิทย์ฯ และมูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย ได้สร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพโดยทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดตั้งแต่วางแผน วางงบประมาณ ติดตาม และประเมินผล โดยปัจจุบันโครงการเชฟรอนสนุกวิทย์ฯได้สร้างเครือข่ายชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพแล้วกว่า 108 แห่งให้แก่ครูทั่วประเทศ โดยร่วมมือกับโรงเรียน 504 แห่ง และมหาวิทยาลัยอีก 15 แห่ง

ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์

คงสิทธิ์ อิทธิโยภาสกุล ครูคณิตศาสตร์ โรงเรียนไทรทองอุปถัมภ์ จ.ฉะเชิงเทรา เปิดเผยถึงความรู้สึก “การเปิดห้องเรียนเป็นมากกว่าการเพิ่มมิติในการสอน แต่เป็นการทำให้ครูได้เห็นการพัฒนาความคิดและการวิเคราะห์ ซึ่งหากครูผู้สอนยอมรับผลสะท้อนหรือข้อเสนอแนะจากผู้อื่นหลังการสอนได้ จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักเรียน”

“เทคนิคใหม่ๆ จากกระบวนการ PLC ที่ได้นำมาใช้กับการสอน สามารถช่วย ‘คลายปม’ ต่างๆ กับนักเรียนได้ดี หากเราสามารถก้าวผ่านความท้าทายและหาคำตอบจากการทดลองได้ ก็ชื่อว่าเราจะสามารถส่งต่อแนวทางสู่ความสำเร็จให้แก่นักเรียนได้เช่นกัน” คงสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย

บทความก่อนหน้านี้กรมชลฯ เดินหน้าช่วยเหลือพื้นที่ขาดแคลนน้ำภาคเหนือ
บทความถัดไปหนุ่มพาพ่อป่วยโรคหัวใจไปหาหมอ จอดติดไฟแดง จู่ๆต้นไม้ล้มใส่ โชคดีกำลังออกตัว รอดตาย