เมื่อ ‘มนุษย์ต่างดาว’ เบี้ยวนัด คุยนักดาราศาสตร์ ในวันที่ ‘ผี เทพ พุทธ’ ร่วมแจม

ภาพ-Pixabay

สร้างความผิดหวังหนักมาก สำหรับผู้กางเต็นท์รอร่วมงาน “รวมพลคนเอเลี่ยน ท้าพิสูจน์ นั่งสมาธิดูจานบิน” ที่โดนมนุษย์ต่างดาวเบี้ยวนัด ไม่ยอมเดินทางจากดาวพลูโตมาปรากฏกายในพื้นที่ “เขากะลา” อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ แต่ที่ไปตามเวลาอย่างเป๊ะ ไม่เลตสักนาทีคือเจ้าหน้าที่สำนักทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 นครสวรรค์ พร้อมด้วยทหาร ตำรวจ ซึ่งเข้าตรวจสอบและประกาศห้าม แต่ถูกเมิน โดยเป็นข่าวดังตั้งแต่ก่อนหน้าวันรวมพล เมื่อมีคลิปอัญเชิญเทพเอเลี่ยนลงทรงทำนายชะตาโลกจากดาวพลูโต

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มบุคคลออกมายืนยันการพบเห็นมนุษย์ต่างดาวจนเกรี้ยวกราวในโลกออนไลน์ แข่งกระแส “หลวงปู่เค็ม” ผู้กลับมาจรัสแสง ณ บัดนาว

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เป็น “อีกครั้ง” ที่สังคมหันมาสนใจกลุ่มคนที่ให้ความสนใจกับเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตนอกโลก พร้อมตั้งคำถามหลากหลายถึงความเป็นไปได้ในเชิงวิทยาศาสตร์ บ้างขบขันในเหตุและผล บ้างให้เกียรติใน “ความเชื่อ” ส่วนบุคคล บ้างยังงงว่าควรรู้สึกอย่างไร แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นไป สะท้อนภาพบางประการที่น่าสนใจไม่ใช่เล่น

นักดาราศาสตร์เชื่อว่ามีแต่ยังไม่เจอ ติดต่อไม่ง่าย ใกล้สุด 4 ปีแสง

เริ่มด้วยคำถามพื้นฐานที่ต้องขอความรู้ไปยังกูรูตัวจริง อย่าง วิมุติ วสะหลาย ฝ่ายวิชาการสมาคมดาราศาสตร์ไทย กับประเด็นที่ว่า “มนุษย์ต่างดาว มีจริงหรือไม่?”

“นักดาราศาสตร์เชื่อว่าน่าจะมีสิ่งมีชีวิตที่ดาวดวงอื่นอยู่แล้ว เพราะมีการพบดาวเคราะห์ที่อื่นจำนวนมากหลายพันดวง ในจักรวาลก็มีดาวฤกษ์คล้ายๆ ดวงอาทิตย์อยู่เป็นแสนล้านดวง จึงเชื่อว่าน่าจะมีดาวเคราะห์แบบโลกที่มีสิ่งมีสิ่งแวดล้อมคล้ายๆ โลก มีสิ่งมีชีวิตที่อาจมีภูมิปัญญาใกล้เคียงมนุษย์ แต่การเชื่อว่าเป็นไปได้ ไม่ได้หมายความว่าพบที่ไหน ตอนนี้ก็ยังไม่พบเลย” วิมุติกล่าว ก่อนจะนำไปสู่ประเด็นต่อไปโดยไม่ต้องเอ่ยถาม ว่าถ้ามี แล้วเป็นไปได้ไหมที่จะติดต่อสื่อสาร ส่งสัญญาณเหมือนในหนัง “ไซไฟ”

นักวิชาการบอกว่า ไม่น่าจะติดต่อกันได้ง่ายๆ เพราะดาวฤกษ์ที่ใกล้ที่สุดกับโลกอยู่ห่างออกไป 4 ปีแสง สมมุติว่าดาวเคราะห์ที่เหมือนโลก มีสิ่งมีชีวิตคล้ายๆ กับโลกจริง จะติดต่อกับเราอย่างไร แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย หรือแม้แต่เทคโนโลยีปัจจุบันของเรา การที่จะเดินทางไปที่ดาวดวงนั้น ก็ไม่รู้จะไปอย่างไร ถ้าไปก็ใช้เวลา “เป็นหมื่นปีกว่า” จะไปถึง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะติดต่อสื่อสารกัน เดินทางไม่ไหว อย่างมากก็สื่อสารกันด้วยสัญญาณวิทยุ

วิมุติ วสะหลาย

ส่วนประเด็นที่เป็นข่าวอยู่ในตอนนี้ วิมุติระบุว่า

“บอกตรงๆ ว่าหยั่งไม่ถึงว่าเขาคิดอะไรอยู่ อาจจะขาดที่พึ่งทางใจอย่างแรงก็เป็นได้ จึงมองไปในสิ่งที่ลี้ลับที่อื่น อะไรก็ได้ที่ลี้ลับก็เชื่อหมด ผีสาง นางไม้ มนุษย์ต่างดาวก็คงจะถูกจัดจำแนกไว้ในลำดับชั้นเดียวกัน

นักดาราศาสตร์มองมนุษย์ต่างดาวในแง่มุมหนึ่ง คือสิ่งมีชีวิตในดินแดนอีกดวงหนึ่ง แต่คนกลุ่มนี้มองมนุษย์ต่างดาวเป็นสิ่งลี้ลับ นักวิทยาศาสตร์เมื่อมองสิ่งลี้ลับ ต้องค้นหาคำอธิบายให้หายลี้ลับ ในขณะที่คนอีกกลุ่มมองว่าอะไรลี้ลับก็จงลี้ลับต่อไป วิทยาศาสตร์อย่ามาอธิบาย นักวิทยาศาสตร์ไม่ต้องมาชี้แจงว่าจริงหรือไม่จริง เขาไม่ฟัง ถ้าฟังเยอะเดี๋ยวหายลี้ลับ เขาจะขาดที่พึ่งทางใจอีก ผมมองในลักษณะนี้มากกว่า”

ย้อนอดีต ‘พาราซิทัล’ มนุษย์ต่างดาวนาม ‘เอ็ดดี้’
และ ‘โลกุกะตาปากะดิกอง’

มาถึงตรงนี้ คงต้องย้อนอดีตอันใกล้เมื่อปี 2555 ที่บ่งชี้ว่าไม่เพียงชาวบ้านตาสีตาสาที่ถูกมองว่าไม่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เชื่ออย่างแรงกล้าว่าสามารถติดต่อมนุษย์ต่างดาว หากแต่นายแพทย์มากความสามารถด้านโรคหัวใจอย่าง ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ เทพนม เมืองแมน คืออีกหนึ่งท่านที่ออกมาเปิดเผยถึงการติดต่อเอเลี่ยนนามว่า “พาราซิทัล” จากดาวอังคารและ “เอ็ดดี้” จากดาวพระศุกร์ ผู้สื่อสารทางไกลมาเพื่อแจ้งเตือนภัยพิบัติครั้งสำคัญที่ดาวเคราะห์สีน้ำเงินนามว่า “โลก” ต้องประสบพบเจอ ทั้งเขื่อนแตก ผู้นำดับ สงครามโลกปะทุ โดยสิ่งที่จุดประกายให้นายแพทย์ท่านนี้หันมาสนใจเรื่องมนุษย์ต่างดาวอย่างจริงจัง เกิดขึ้นหลังจากที่เชื่อว่าตนเห็น “จานบิน” ที่สหรัฐอเมริกา จึงเริ่มค้นคว้าหาข้อมูลลึกซึ้ง จากนั้นใช้วิธี “นั่งสมาธิ” หวังติดต่อสิ่งมีชีวิตนอกโลก

หันกลับไปถามวิมุติ นักดาราศาสตร์อีกครั้ง เจ้าตัวแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า

แพทย์ที่มีชื่อเสียงเรื่องมนุษย์ต่างดาว ท่านเก่งจริงๆ แต่เก่งเรื่องโรคหัวใจ ถ้าถามเรื่องโรคหัวใจ คงได้คำตอบที่ดีแน่ๆ แต่ถ้าถามเรื่องมนุษย์ต่างดาว เชื่อว่าจะได้คำตอบที่หลุดโลกไม่ต่างจากคนที่นั่งพนมมืออย่างที่เห็น คนเราอาจเก่งในบางเรื่อง และอาจไม่เก่งในบางเรื่องก็ได้

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เป็นข่าวดังครั้งนี้ ศ.ดร.นพ.เทพนมเชื่อว่าเป็นการ “ลวงโลก” เพราะดาวพลูโตไร้สิ่งมีชีวิต ในขณะที่แพทย์อีกรายคือ พ.อ.นพ.พงศ์ศักดิ์ ตั้งคณา เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมาประทับทรงที่เขากะลาจริงๆ โดยตนเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์

เทพนม เมืองแมน

ทั้งนี้ ไม่เพียงมนุษย์ต่างดาวเท่านั้นที่มีชื่อเสียงเรียงนามทั้งแบบคุ้นหูคล้ายชื่อมนุษย์บนโลก และแบบไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน ทว่ายังมีการตั้งชื่อดาวในระบบสุริยะที่โลกสากลไม่รู้จัก อย่าง “โลกุกะตาปากะดิกอง” เมื่อราว 10 ปีที่แล้ว ซึ่งก็ถูกระบุว่าส่งสัญญาณมายังเขากะลาเช่นกัน โดยมนุษย์ดาวนี้โดยสารยานสีเงินสามเหลี่ยมมีไฟวิบวับวูบไหว และมี “กายเนื้อ” แต่ประกอบขึ้นจากธาตุที่ต่างจากมนุษย์ในโลกของเรา

แน่นอนว่า ชื่อดาวดังกล่าวอาจฟังดูเพี้ยน และเป็นเพียงชื่อที่ถูกอุปโลกน์ขึ้น ทว่าในความเป็นจริงสามารถทำได้ เพียงแต่ไม่เป็นที่ยอมรับในโลกสากล

“พูดตรงๆ คือ การตั้งชื่อดาวใครก็มีสิทธิตั้งได้ ถ้าผมชอบดาวดวงนี้ จะตั้งชื่อตามชื่อผมเองก็ได้ แล้วเรียกกันในครอบครัว ก็ไม่แปลก วัฒนธรรมไทย เราก็ดูดาวมาแต่โบราณกาล เราก็ตั้งชื่อแบบไทยๆ เช่น ดาวโรหิณี ดาวโจร ดาวปาริชาติ มีชื่อเพราะๆ เยอะ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในวัฒนธรรมไทยหรือรับจากวัฒนธรรมข้างเคียง เช่น อินเดียก็เป็นไปได้ จีนก็ตั้งชื่อของเขา แขกก็ตั้งของเขา แต่ในแง่ดาราศาสตร์ต้องจัดระเบียบให้ชัดเจน มีชื่อที่เป็นสากล ยอมรับกันทั่วไป ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เราอาจได้ยินแว่วๆ เรื่องดาวชาละวัน นั่นคือตัวอย่างหนึ่งซึ่งชื่อไทยได้เป็นชื่อสากล

ดาวซีริอัสก็เป็นชื่อสากล ซึ่งเราเรียกว่าดาวโจร เราจะเรียกว่าดาวโจรก็เข้าใจในกลุ่มคนไทยด้วยกัน แต่พอไปสู่ระบบสากลก็ต้องเรียกชื่อที่เป็นสากลว่าดาวซีริอัส

กล่าวโดยสรุปคือ ใครจะตั้งชื่อดาวว่าอะไรก็ได้ แต่ในความเป็นสากลต้องได้รับการชี้ขาดโดยองค์กรสากลดังที่กล่าวมาแล้ว เพื่อให้สื่อสารตรงกัน เช่น มีการพบว่าดาวดวงนี้มีการปะทุแปลกๆ พอเผยแพร่ข่าวไป บอกว่าดาวโจร ฝรั่งไม่เข้าใจ คนจีนไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าบอกว่าดาวซีริอัส โอเค นักดาราศาสตร์เข้าใจ ทั่วโลกเข้าใจ” วิมุติกล่าว

ทั่วโลกมี แต่ไทยดัง ชี้ ‘ข่าววิทยาศาสตร์’ น้อยเกิน

ปฏิเสธยากว่าข่าวนี้สื่อสนใจ สังคมติดตาม ถามว่านอกจากไทย ประเทศอื่นที่ก้าวไกลทางความรู้และเทคโนโลยีเขามีกลุ่มก้อนแนวๆ นี้บ้างไหม นักดาราศาสตร์บอกว่า “เต็มไปหมด”

“ทุกวัฒนธรรมมีหมด เพียงแต่ประเทศเราอาจพิเศษหน่อยตรงที่ถ้าแปลกๆ จะได้เป็นข่าวดัง (หัวเราะ) ของฝรั่งก็มี จีนก็มี ประเภทที่เชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาว หรือกระทั่งเชื่อว่าโลกแบน ซึ่งใครจะเชื่อก็เชื่อไป จะพิสูจน์ก็พิสูจน์ไป ไม่เป็นไร ความเห็นของผมคือ เรื่องแบบนี้ถ้าจะเป็นข่าวก็เป็นไป แต่ประเด็นดาราศาสตร์ในแง่วิทยาศาสตร์ก็ควรจะได้เป็นข่าวด้วย ปัจจุบันข่าวที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์น้อยเกินไป ควรได้รับการโปรโมตมากกว่านี้

ถ้าเป็นข่าวแล้ว สมมุติว่าผมไม่สนใจวิทยาศาสตร์ อยากทำมาหากิน ผมก็คงเลือกไปสนใจเรื่องทรงเจ้ามากกว่า เพราะได้ตังค์ มองเห็นผลประโยชน์มากกว่า”

เมื่อ’ผี เทพ พุทธ’ผนวกมนุษย์ต่างดาว

จากข้อมูลต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น จะพบว่าวิถีเอเลี่ยนในไทยมีการผสมปนเป ปะทะสังสรรค์ และหลอมรวมในความเชื่อในศาสนาแห่งภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการเข้าทรงตามความเชื่อใน “ศาสนาผี” ทั้งการสื่อสารผ่านการนั่งสมาธิตามแนว “พุทธ” ไหนจะเทพองค์ต่างๆ ที่จัดจำแนกลำบากว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สังกัดศาสนาใด

ไม่มีใครน่าส่องสปอตไลต์ไปถามเท่ากับ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง อาจารย์ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร ซึ่งมองประเด็นดังกล่าวว่า มนุษย์ต่างดาวก่อนจะอยู่เมืองไทย เป็นเค้าหรือลัทธิพิธีที่อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งหลายกลุ่มก็เอาความเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวไปบวกรวมกับศาสนาอื่นๆ เช่น บอกว่า ‘พระเจ้า’ เป็นมนุษย์ต่างดาว เพราะฉะนั้นความเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวพอเข้ามาในเมืองไทยก็ไปรวมกับลัทธิศาสนาที่มีอยู่ก่อนแล้ว อาจจะทั้งพุทธ ทั้งศาสนาผี

“นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนในต่างประเทศ เพราะความเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวไม่ใช่ลัทธิศาสนา แต่อยู่ในพรมแดนวิทยาศาสตร์กึ่งนิยาย กลุ่มคนที่มีความเชื่อจึงจำเป็นต้องเอาฐานทางศาสนามาผสม ไม่เช่นนั้นจะไม่เกิดกลุ่มก้อนเป็นลัทธิขึ้นมาได้ ความรู้เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว ไม่ใช่ศาสนา ทำอย่างไรให้เป็นกลุ่มก้อนขึ้นมาได้ ก็ต้องเอาความเชื่อที่มีอยู่แล้วมาผสม นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในโลกตะวันตกแล้ว” อาจารย์คมกฤชกล่าว

ถ้าดูจากกรณี นพ.เทพนม เมืองแมน ก็มีการใช้พระพุทธรูป ใช้บทสวดมนต์ แต่พุทธบ้านเราก็ “ไม่เพียว” อยู่แล้ว พอถูกผสมเลยเห็นว่ามีอะไรหลายอย่างปนๆ อยู่ เนื่องจากไม่ได้มีวิธีการทางวิทยาศาสตร์ชัดเจน ดังนั้นกลุ่มที่นับถือจึงไปหาวิธีที่จะสามารถนำมาใช้ได้ในความเชื่อเดิม เช่น นั่งสมาธิ การทรงเจ้า การพยากรณ์ ส่วน “เทพ” คงเพราะเป็นอะไรที่ดู “ลึกลับ” และอยู่บน “ท้องฟ้า” คล้ายๆ มนุษย์ต่างดาว จึงสะดวกในการนำมาเชื่อมโยง

เป็นอีกเรื่องที่คล้ายจะเบาสมอง แต่ไม่เสียเวลาติดตาม เพราะแฝงเร้นด้วยประเด็นชวนคิดต่อในแง่มุมหลากหลายและน่าสนใจยิ่ง



ผลสำรวจ ‘มติชนออนไลน์’ เชื่อไหม?
มนุษย์ต่างดาวมาเยือนเมืองไทย

83 ต่อ 17 คือเปอร์เซ็นต์ของแฟนเพจมติชนออนไลน์ที่ “ไม่เชื่อ” ว่ามนุษย์ต่างดาวมาเยือนไทย มากกว่าอย่างถล่มทลายหากเทียบกับกลุ่ม “เชื่อ” ซึ่งมีเพียง 17 เปอร์เซ็นต์จากเฟซบุ๊กแฟนเพจ

ส่วนตัวเลขในทวิตเตอร์แตกต่างยิ่งไปกว่านั้น โดยกลุ่มไม่เชื่อ มีถึงร้อยละ 93 ที่เหลืออีก 7 คือ เชื่อ

ประเด็นน่าสนใจคงไม่ใช่ตัวเลข แต่เป็นความคิดเห็นที่แสดงผ่านช่องคอมเมนต์ โดยสังเกตได้ว่าผู้ที่ตัดสินใจคลิกว่า “เชื่อ” มักมีประสบการณ์ตรง โดยบอกว่าตนเองเคยเห็นวัตถุแปลกประหลาดบนท้องฟ้าที่ไม่สามารถจัดจำแนกหรืออธิบายได้ว่าวัตถุนั้นๆ หรือลำแสงนั้นๆ คืออะไร และมาจากที่ใด อย่างไรก็ตาม เกือบทั้งหมดเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวที่ “เขากะลา” เป็นเรื่อง “ลวงโลก”

เช่น

“เคยเห็นอะไรแปลกๆ มากับตาเหมือนกันสมัยเรียน มันมีแสงเป็นลูกไฟกลมๆ ไม่มีควัน ไม่มีเสียงที่ไม่เคยเห็นบินผ่านหลังคาบ้านคนห่างไปประมาณ 100 เมตร กลางวันแสกๆ แต่ส่วนตัวเชื่อว่ามี เพราะมันไม่แปลก ดาวมีนับไม่ถ้วน ถ้าจะมีสิ่งมีชีวิตนอกเหนือจากเราสัก 1 หรือ 2 ชนิด มันเป็นเรื่องที่ธรรมดามาก แต่เรื่องเทพพลูโต…ไม่เชื่อ”

ส่วนกลุ่มที่ “ไม่เชื่อ” นั้น นอกจากระบุสาเหตุที่ว่า ยังเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ ยังตั้งคำถามว่าหากเอเลี่ยนมีจริง ทำไมต้องมาเมืองไทย แถมเข้าทรง พูดภาษาไทยอีกต่างหาก

บ้างก็คอมเมนต์แนวขบขัน หรือสร้างสีสันเชื่อมโยงการเมืองไทย อาทิ

“มาก็ดี ผมจะฝากยางไปขายดาวอังคาร นายกฯบอก”

“นาซาทุ่มทั้งสมอง เวลา ยังหาไม่เจอ คนไทยนี่เก่งเนอะ”

อ่านไปยิ้มไปในความครีเอตมุขฮาของเหล่าแฟนเพจมติชนที่มีส่วนร่วมอย่างล้นหลามในทุกๆ โพล

บทความก่อนหน้านี้ณัฐวุฒิ ชี้ บิ๊กป้อม เปิดหน้าเล่นการเมืองพปชร.แถมตั้งเป้ากวาดสส. คนเจ็บหนักสุดคือปชป.
บทความถัดไป‘ศธ.’ จับมือ ‘บ.ไอบีเอ็ม’ ร่วมพัฒนาต่อยอดทักษะทางวิชาชีพให้ผู้เรียน