พรุ่งนี้เรายังมีความหมายต่อโลกไหม? ‘ชัชชาติ’ ชวนคิด 44 ปี สังคมศาสตร์ มศว ปักหมุดเดินหน้าสู่อนาคต

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

“สังคมศาสตร์” ถือเป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่อยู่คู่กับการศึกษาไทยมาอย่างยาวนาน เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยความรู้เกี่ยวกับสังคม เรียนเพื่อศึกษาโลกความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ หน่วยสังคมต่างๆ รวมทั้งพฤติกรรมของมนุษย์ในหลากแง่มุม

ปัจจุบันสถานการณ์เรียน “สังคมศาสตร์” ในประเทศไทยถูกลดความสำคัญลง เรียกได้ว่าค่อนข้างที่จะถูกละเลย อาจจะเพราะรัฐบาลมองว่าไม่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน

แม้สถานการณ์การเรียนในภาพรวมอาจลดลง แต่ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กลับมุ่งพัฒนาการเรียนการสอนให้สอดคล้องและทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวกระโดด เดินหน้าหาความร่วมมือด้านวิชาการเพื่อสนับสนุน มอบความรู้ให้นิสิตอย่างต่อเนื่อง เช่น การลงนามบันทึกข้อตกลงทางวิชาการกับ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมส่งเสริมการพัฒนาความรู้ พัฒนาข้อมูล ข้อเท็จจริง เพื่อประโยชน์ส่วนรวม เป็นต้น

เรียกได้ว่า คณะสังคมศาสตร์ มศว เดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 45 อย่างมั่นคง และพร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้จัดงาน “วันสถาปนาคณะสังคมศาสตร์ ครบรอบ 44 ปี”

โดยมี รศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดี มศว รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ คณบดีสังคมศาสตร์ ฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ร่วมกล่าวปาฐกาถาพิเศษ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมบรรยายพิเศษทางวิชาการหัวข้อ “การปรับตัวเพื่อโลกอนาคต” และ ดำรง พุฒตาล ประธานมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวสรุปการบรรยาย ซึ่งงานนี้ได้รับความสนใจจากบุคลากรมหาวิทยาลัย และนิสิต ที่มาเข้าร่วมฟังอย่างล้นหลาม

ดำรง พุฒตาล

ก้าวสู่ปีที่ 45 กับ ‘สังคมศาสตร์ เพื่อสังคม’ ความภูมิใจของ มศว

รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ คณบดีสังคมศาสตร์ เปิดเผยว่า 44 ปี ที่คณะสังคมศาสตร์อยู่ใต้ร่มเงาของ มศว ทางคณะสังคมศาสตร์มีปรัชญาสำคัญคือ “สังคมศาสตร์ เพื่อสังคม” ตามนโยบายของ มศว ที่มุ่งเป็น “มหาวิทยาลัยรับใช้สังคม” และในปี 2562 คณะสังคมศาสตร์มีนิสิตทุกชั้นปี รวม 3,049 คน เปิดสอน 4 ภาควิชา 6 หลักสูตร นิสิตปีที่ 1 มีจำนวน 820 คน เพิ่มจากปี 2561 จำนวน 260 คน รวมทั้งมีหลักสูตรใหม่ คือหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต หรือนิติศาสตร์เพื่อสังคม ตามแนวนโยบายของอธิการบดีที่อยากให้มีการเรียนการสอนกฎหมาย ซึ่งมีผู้สนใจสมัครเข้าเรียนกว่า 1,600 คน รับได้เพียง 120 คน

“คณะสังคมศาสตร์มีศิษย์เก่าที่เข้มแข็งที่ช่วยงานมหาวิทยาลัยมาตลอด และได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอุปการคุณ ที่ให้ความสำคัญด้านการศึกษาและสนับสนุนนิสิตอย่างเต็มที่ ในปี 2562 คณะสังคมศาสตร์และผู้อุปการคุณได้มอบทุนการศึกษาให้กับนิสิต 194 คน เป็นจำนวนเงิน 1,216,200 บาท” รศ.ดร.ชลวิทย์ระบุ

ความเติบโตอย่างไม่หยุดนิ่งของคณะสังคมศาสตร์นี้ ทำให้ รศ.ดร.สมชาย อธิการบดีเอ่ยปากชมว่า “เป็นความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยและผม ที่คณะสังคมศาสตร์มีความก้าวหน้าและทำเพื่อสังคมอย่างแท้จริง แม้ในอดีตที่ผ่านมาจะมีเพียงไม่กี่ภาควิชา ไม่กี่หลักสูตร แต่ในปัจจุบันมีหลักสูตรจำนวนมากขึ้น และเป็นหลักสูตรที่ทำเพื่อสังคมทั้งสิ้น เรื่องวิชาการเช่นกันที่เราจะหล่อหลอมให้นิสิตเป็นนิสิตที่มีคุณภาพ ออกไปรับใช้สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อพัฒนาและช่วยให้สังคมไทยให้มีความยั่งยืน อยู่อย่างมีความสุข”

รศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล
รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์

เทคโนโลยีเปลี่ยน ‘ความเป็นมนุษย์’ ไม่เปลี่ยน

ปัจจุบันเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของมนุษย์ กระทบกับคนทุกระดับ ทุกอาชีพและกระทบถึงการเรียนการสอนในสาขาวิชาต่างๆ เทคโนโลยีก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางดีและทางลบ เมื่อเทคโนโลยีสร้างการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบมากมายจนสังคมไม่อาจหนีพ้น ประเด็นต่อมาคือ “เราจะสามารถอยู่รอดในอนาคตได้อย่างไร?” และควรจะเตรียมพร้อมอย่างไร

ประเด็นนี้ ฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ยกตัวอย่างคำกล่าวของ ชาลส์ ดาวินส์ ที่ว่า สัตว์หรือเผ่าพันธุ์ที่อยู่รอดไม่ใช่ตัวที่แข็งแรงที่สุด แต่เป็นตัวที่ปรับตัวมากที่สุด ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี หรือการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันอันเนื่องมาจากเทคโนโลยี อาจจะลึกซึ้งและรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ “ผมเชื่อว่าในแก่นของความมนุษย์หลายอย่างไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป รัก โลภ โกรธ หลง ความรู้สึกรับผิดชอบชั่วดีก็ยังอยู่ ดังนั้น เป็นที่น่าดีใจที่สถาบันการศึกษาอย่าง มศว เป็นสถานที่แรกๆ ที่เริ่มต้นพูดเรื่องการเตรียมตัวเพื่อรองรับอนาคต ซึ่งเราจะเห็นอย่างชัดเจนว่าจะเปลี่ยนแปลงและสร้างผลกระทบอย่างมากกับคนที่ไม่ได้เตรียมตัว หรือเตรียมตัวน้อย”

ฐากูร บุนปาน

แก้ปัญหาชาติ อย่าลืม ‘พื้นฐานทางสังคม’

เมื่อมาถึง “ชายผู้แกร่งที่สุดในปฐพี” หรือ ชัชชาติ ก้าวขึ้นมาบรรยายในหัวข้อ “การปรับตัวเพื่อโลกอนาคต” ได้รับเสียงปรบมือดังสนั่น เพราะเบื้องหลังการมาบรรยายในวันนี้มาจากการ “โหวต” ของนิสิต

ชัชชาติเปิดประเด็นการบรรยายได้อย่างน่าสนใจว่า กฎของมัวร์ (Moore’s Law) ที่ทำนายไว้ว่าปริมาณของทรานซิสเตอร์บนวงจรรวมจะเพิ่มเป็นเท่าตัวโดยประมาณทุกๆ 2 ปี ดังนั้น จากที่เราเห็นว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ยกตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือที่มีมากว่า 100 ปี แต่กลับเห็นว่า 30 ปีที่ผ่านมา โทรศัพท์มือถือพัฒนาไปเร็วมาก ไม่ใช่เพราะมนุษย์ฉลาดขึ้น แต่เครื่องมีการประมวลผล การคำนวณมากขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“เมื่อเทคโนโลยีเป็น Moore’s Law ที่ประสิทธิภาพในการคำนวณมีเพิ่มมากขึ้น คนไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก ดังนั้น คนในสมัยก่อนอาจจะสามารถตามเทคโนโลยีได้ทัน เมื่อเทคโนโลยีแซงคนขึ้นไป เพราะเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์นั้นไม่มีการหยุดนิ่ง คำถามต่อมาคือแล้วสังคมศาสตร์จะอยู่ตรงไหน?

สังคมศาสตร์ตาม Moore’s Law ทันหรือไม่ เราตอบโจทย์ทางสังคมทันหรือไม่ เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างมาก และหากเราดูปัญหาของประเทศส่วนมากที่พบ เช่น ปัญหาการศึกษา ความขัดแย้งทางการเมือง สิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน การทุจริตคอร์รัปชั่น อำนาจรวมศูนย์ การเอื้อทุนใหญ่ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาทางสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ทั้งหมด ไม่ใช่ปัญหาทางเทคโนโลยี แล้วจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?”

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในการให้ทุนวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย พ.ศ.2559 จะพบว่า วิทยาศาสตร์ได้รับงบสนับสนุนการวิจัยกว่า 102,891 ล้านบาท แต่ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ได้รับงบสนับสนุน 10,427 ล้านบาท คิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ของทุนวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เพราะประเทศคิดว่าต้องเอาเทคโนโลยีเป็นหลักในการพัฒนาประเทศ แต่อย่าลืมว่าปัญหาต่างๆ ต้องแก้ด้วยหลักการการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ซึ่งบางครั้งการเน้นการสนับสนุนเทคโนโลยีที่มากขึ้นจนลืมเรื่องพื้นฐานทางสังคม ดังนั้น การวิจัยต่างๆ ต้องเข้มข้นและเกี่ยวข้องกันมากขึ้น และต้องคิดหาทางออกร่วมกันว่าเราจะอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีอย่างไร และจะดูแลผู้ที่ก้าวไม่ทันเทคโนโลยีอย่างไร

ลึก-กว้าง ทั้งศาสตร์และศิลป์ สนใจในสิ่งที่ ‘ไม่สนใจ’

ชัชชาติยังเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญแห่งโลกเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ เคยกล่าวไว้ว่า อนาคตความเหลื่อมล้ำจะสูงขึ้น เพราะความรวยจะกระจุกอยู่กับคนที่มีเทคโนโลยีเท่านั้น และในอนาคตคนจาก Middle Class หรือ “ชนชั้นกลาง” อาจจะไม่มีและกลายเป็น Useless Class หรือชนชั้นไร้ประโยชน์ทั้งหมด ตนเชื่อว่าแรงงานราคาถูกจะเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น และผู้ที่จบระดับปริญญาตรีจะตกงานมากขึ้น เพราะถูกทดแทนด้วย Artificial Intelligence (AI) ส่วนแรงงานราคาถูกนั้นไม่คุ้มกับการเอาหุ่นยนต์มาทำงานแทน ดังนั้นคำถามแรกที่เราต้องถามตนเองว่า “ในอนาคตเรายังมีความหมายต่อโลกอยู่ไหม?” ไม่ใช่แค่นิสิตเท่านั้น อาจารย์ มหาวิทยาลัย และประเทศยังผลิตสิ่งที่โลกต้องการอยู่หรือไม่ ตนมองว่าคำถามนี้จะสามารถกำหนดอนาคตได้

“แล้วจะแก้ไขอย่างไร ผมเชื่อว่าในอนาคตคนเราต้องมี T-Shaped มากขึ้น โดยต้องรู้ลึกด้านสังคมศาสตร์และต้องรู้กว้าง รู้จักทั้งศาสตร์และศิลป์ การเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยไม่เพียงพออีกต่อไป ต้องสนใจในสิ่งที่ไม่สนใจ เช่น การอ่านหนังสือ การฟัง Podcast การเรียนออนไลน์ เป็นต้น เพื่อความอยู่รอดและเตรียมตัวสำหรับอนาคต ปัจจุบันการศึกษาเปลี่ยนแปลงไปแล้ว การศึกษาในมหาวิทยาลัยไม่เพียงพอ ต้องหาความรู้ให้กว้างและครอบคลุม เชื่อว่าผู้ที่เรียนระดับปริญญาตรีอาจจะไม่ตกงาน แต่งานอาจจะเปลี่ยนรูปแบบ ดังนั้นต้องเตรียมพร้อมปรับตัวให้ทัน ต้องอัพเดตตลอดเวลา”

ยุทธศาสตร์ ปรับตัวสู่อนาคต เมื่อ ‘เข็มทิศ’ สำคัญกว่าแผนที่

เมื่อเราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ชัชชาติแนะนำว่า สิ่งแรกคือเราต้องเกี่ยวข้องกับโลกให้ได้ ต้องอัพเดตตลอดเวลา

Joi Ito ผู้ได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง Director MIT Media Lab บอกไว้ว่า อนาคตคนตัวเล็กตัวน้อยจะชนะระบบราชการ หรือกลุ่มคนที่มีความสามารถ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การที่พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจนกลายเป็นหนึ่งในพรรคที่มี ส.ส.เป็นจำนวนมาก หรือการประท้วงของประชาชนในฮ่องกง เป็นต้น

นอกจากนี้ ธุรกิจรูปแบบเก่าอย่างการนำสินค้ามาวางขายจะหมดไป กลายเป็นธุรกิจแบบ Pull มากขึ้น คือการมุ่งสินค้าหรือบริการเพื่อตอบสนองตามความต้องการของลูกค้าในปริมาณพอดี ซึ่งเป็นแนวคิดการทำธุรกิจแบบใหม่

ชัชชาติยังระบุว่า เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นว่าเข็มทิศชีวิตจะเป็นสิ่งที่สำคัญมากขึ้นว่าปรัชญาของเราคืออะไร และเราทำงานเพื่ออะไร? ไม่ใช่รายละเอียดหรือแผนชีวิต เช่น เรียนจบจะทำงานอะไร และจะก้าวหรือวางแผนอนาคตอย่างไร? ดังเช่นที่เคยเป็นในอดีต

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

“ความเสี่ยงจะสำคัญกว่าความปลอดภัย เพราะถ้าคนเรามีความกลัวต่อทุกสิ่ง เราจะไม่สามารถทำอะไรต่อไปได้ การอยู่นอกกรอบ การคิดที่เป็นอิสระกับตัวเองจะสำคัญกว่าการทำตามกฎระเบียบ การปฏิบัติ สำคัญกว่าทฤษฎี อนาคตเราจะต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองมากขึ้น ต้องออกไปหาประสบการณ์ ต้องทำเป็น หนักเอาเบาสู้ ความสามารถในการปรับตัวจะสำคัญกว่าความเข้มแข็ง การเรียนรู้สำคัญกว่าการศึกษา เมื่อ Education เป็นการศึกษาที่คนอื่นเตรียมการให้คุณ ให้คุณมาเรียนตามหลักสูตร แต่ Learning คือการเรียนรู้เพื่อตัวเอง ดังนั้นทุกคนต้องใฝ่รู้ตลอดชีวิต”

ชัชชาติยังกล่าวต่อว่า การปรับตัวต่อมาคือเราต้องคิดและเตรียมว่าชีวิตเราถูกเปลี่ยนแปลงโดยเทคโนโลยีอย่างไร? เราต้องเปลี่ยนแปลง ต้องตั้งรับและรับมือให้ทันกับทุกสถานการณ์

“Design Thinking จะเป็นแนวทางในการสร้างนวัตกรรมโดยเอาคนเป็นจุดศูนย์กลาง เข้าใจผู้ใช้ ระบุโจทย์ คิดหาคำตอบ ทำแบบจำลอง และทดสอบการดำเนินการต่างๆ”

ปิดท้าย ชัชชาติไม่ลืมประเด็นที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับสังคมศาสตร์ นั่นคือ หัวใจของมนุษย์

“จะเห็นว่าปัจจุบันคนในสังคมเอาตัวเองเป็นที่ตั้งมากขึ้น ต้องส่งเสริมให้เด็กเห็นใจคนอื่นให้มากขึ้น เอาใจเขามาใส่ใจเรา การเข้าใจจิตใจของผู้อื่น เปี่ยมจิตสำนึกสาธารณะ อ่อนน้อมถ่อมตน รู้กาลเทศะ มีทักษะการสื่อสาร นี่เป็นหัวใจที่จะทำให้เราอยู่ได้ในอนาคต ทำให้การทะเลาะเบาะแว้งและการขัดแย้งลดลงและจะช่วยกันหาทางออกมากขึ้น” ชัชชาติระบุ

เชื่อว่าหากนำข้อแนะนำเหล่านี้ไปใช้ จะสามารถปรับตัวและอยู่รอดในสังคมที่เทคโนโลยีเข้ามามีอิทธิพลและสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเหมือนในปัจจุบันนี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สปส.เร่งตกผลึกเลือกตั้ง ‘บอร์ดประกันสังคม’ จัดรับฟังความคิดเห็นนายจ้าง/ผู้ประกันตน
บทความถัดไปครม.ตั้ง ขรก.การเมืองหลายตำแหน่ง ส.ส.สอบตก ได้งานเพียบ