6 รอบของ ‘สิงห์สนามศุภ’ นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ ตำนานที่ยังมีความสุขกับฟุตบอล

แฟนบอลยุคเก่าคงจำชื่อของ “ต๋อง” นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ นักฟุตบอลทีมชาติไทยระดับตำนานได้เป็นอย่างดี เพราะยอดนักเตะคนนี้เคยวาดลวดลายและสร้างประวัติศาสตร์เอาไว้มากมายในวันที่ยังค้าแข้งจนถึงวันนี้น้าต๋อง ลุงต๋อง ปู่ต๋อง หรือพี่ต๋อง ของคนวงการลูกหนังก้าวเข้าสู่วัย 72 ปี หรือ 6 รอบเต็มเข้าไปแล้ว แต่มนต์เสน่ห์ของความเป็น “สิงห์สนามศุภ” ยังคงได้รับการบันทึกอยู่ในหัวใจของใครอีกหลายคน

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อนพี่น้องร่วมตำนานได้จัดงานวันเกิดฉลอง 6 รอบให้กับสิงห์สนามศุภอย่างอบอุ่นที่สโมสรการท่าเรือ มีนักเตะทีมชาติไทย ตำนานสิงห์เจ้าท่า, ทีมวีไอพีราชประชา และทีมสยามกีฬา-สตาร์ซอคเกอร์มาร่วมฟาดแข้งรำลึกอดีตกันอย่างสนุกสนานและเป็นกันเอง สร้างรอยยิ้มและความอบอุ่นให้กับตำนานมีชีวิตนิวัฒน์ศรีสวัสดิ์ กันอย่างล้นหลาม

ปฐมบทก่อนจะมาเป็นสิงห์สนามศุภ

นิวัฒน์เริ่มต้นเล่นฟุตบอลในวัย 8 ขวบที่บ้านเกิด จ.พิษณุโลก แต่ไม่ได้เริ่มจากการเป็นนักเตะริมเส้นในวันที่เป็นตำนาน เพราะเด็กคนนั้นเล่นฟุตบอลในตำแหน่งผู้รักษาประตู

ด้วยความที่เป็นคนตัวเล็กทำให้ไม่เหมาะกับการเป็นผู้รักษาประตูจึงต้องเปลี่ยนไปเล่นตำแหน่งอื่นตามคำแนะนำของ เดือน ดารา พ่อเลี้ยงซึ่งเคยเป็นอดีตนักเตะทีมชาติเวียดนามในชื่อว่า เหวียน วัน เดื๊อก นิวัฒน์จึงปรับเปลี่ยนมาเล่นกองหน้าแทน ซึ่งทีมแรกที่เขาลงเล่นให้คือโรงเรียนจ่าการบุญ

จากการที่เป็นนักวิ่งระยะสั้นอยู่แล้วทำให้เอื้อต่อการจะปรับมาเป็นนักเตะในแนวรุก เพราะมีความไวประกอบกับการเป็นนักเตะตัวเล็กทำให้มีความคล่องแคล่ว ซึ่งก็ต้องแลกมากับการเสียเปรียบในจังหวะปะทะเพราะความสูงของดาวเตะรายนี้อยู่ที่ 155 เซนติเมตรเท่านั้น

เมื่อหาตำแหน่งที่ถนัดกับตัวเองเจอเด็กหนุ่มจากพิษณุโลกก็เริ่มเฉิดฉายในเส้นทางลูกหนังเป็นกองหน้าให้โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคมพาทีมครองแชมป์รุ่นยุวชนของจังหวัดได้ 3 ปีซ้อน และในช่วงต้นทศวรรษ 2500 นักเตะทีมชาติไทยยกพลไปเตะที่พิษณุโลกซึ่งตอนนั้นนิวัฒน์ก็เป็นนักเตะตัวจังหวัดอยู่แล้วเขาได้ลงเตะฝั่งตรงข้ามกับทีมชาติไทยชุดใหญ่

วันนั้นต๋องได้เจอกับ สุชาติ มุทุกันต์ ศูนย์หน้าดาวดังของทีมชาติไทยในยุคนั้น ทำให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจว่าวันหนึ่งจะก้าวขึ้นไปเป็นนักเตะทีมชาติให้ได้

เข้ากรุง-เดินตามความฝัน

เมื่อมีฝันก็ต้องทำตามฝัน นิวัฒน์ได้เดินทางมาเรียนต่อที่กรุงเทพมหานครเมื่อปี 2507 โดยคาดหวังว่าจะไปสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนพลานามัยหรือสถาบันการพลศึกษาในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นล่าฝันของเขาไม่ได้ราบรื่น เพราะเมื่อไปสมัครเรียนพบว่าส่วนสูงของตัวเองไม่ถึงตามระเบียบของโรงเรียนพลานามัยกำหนดไว้จึงต้องพาตัวเองกลับไปเรียนที่บ้านเกิดต่ออีก 1 ปี หลังจากนั้นจึงกลับมาสมัครอีกครั้งและครั้งนี้ทุกอย่างสำเร็จไปได้ด้วยดี

ต๋องเข้าไปเป็นนักเตะของโรงเรียนลงแข่งขันรายการฟุตบอลอุดมศึกษา แต่หลังจากลงเล่นไปสักระยะโรงเรียนพลานามัยกลับไม่ส่งแข่งขันต่อ ดูเหมือนว่าชีวิตจะพลิกผันอีกแล้ว แต่ไม่เลย เพราะเหตุการณ์นี้เป็นการเข้าใกล้การเป็นนักเตะทีมชาติของนิวัฒน์ไปอีกหลายก้าวทีเดียว

ก้าวสู่การเป็นนักเตะทีมชาติไทย

หลังจากที่โรงเรียนพลานามัยงดการส่งทีมข้าร่วมศึกฟุตบอลอุดมศึกษา ทำให้ต๋องต้องหาโรงเรียนใหม่ที่จะทำให้เขาได้ลงเล่นฟุตบอลได้ต่อและได้ย้ายไปโรงเรียนปานะพันธุ์วิทยาที่สร้างนักเตะชื่อดังของประเทศไทยออกไปสู่ทีมชาติมากมาย

นิวัฒน์กลายเป็นที่รู้จักของวงการฟุตบอลขาสั้นในตอนนั้นและก้าวเข้าไปเป็นนักเตะเยาวชนทีมชาติในยุคของ อ.สำเริง ไชยยงค์ เริ่มต้นลงเล่นในฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์เอเชียปี 2509 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ นักเตะชุดนั้นนอกจากนิวัฒน์แล้วยังมี ชัชชัย พหลแพทย์, อุดมศิลป์ สอนบุตรนาค, เกรียงศักดิ์ นุกูลสมปรารถนา ที่ไม่นานก็กอดคอพากันไปเล่นทีมชาติชุดใหญ่ในเวลาไม่นาน

เมื่อก้าวขึ้นสู่ทีมชาติชุดใหญ่ อ.พิสิษฐ์ งามพานิช ผู้จัดการทีมชาติในตอนนั้นลองจับนิวัฒน์ไปเล่นเป็นปีกขวาเพราะมีความเร็วเป็นจุดขาย โดยทัวร์นาเมนต์ฉลองเอกราชของเวียดนามเป็นรายการแรกที่เขาต้องเปลี่ยนตำแหน่ง

เหมือนได้เจียระไนตัวเองไปอีกขั้น นิวัฒน์ประเดิมยิงประตูในการเล่นทีมชาติชุดใหญ่ได้ในทัวร์นาเมนต์นี้ในแมตช์ที่เจอกับเกาหลีใต้ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2510 วันนั้นทีมชาติไทยแพ้ 1-2 แต่ชื่อของนิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์เริ่มเป็นที่จดจำของแฟนบอลแล้ว

หลังจากวันนั้นนิวัฒน์ลงเล่นในตำแหน่งปีกขวาให้ทีมชาติตลอดระยะเวลา 12 ปี ทั้งกีฬาแหลมทอง, กีฬาเอเชี่ยนเกมส์, เมอร์เดก้าคัพ และโอลิมปิกเกมส์

ครั้งแรกและครั้งเดียวกับโอลิมปิกเกมส์

โอลิมปิกเกมส์ 1968 ที่ประเทศเม็กซิโกคัดเลือกทีมจากทวีปเอเชีย 3 โควต้าไปแข่งขันในรอบสุดท้าย ญี่ปุ่นและอิสราเอลได้โควต้า 2 ที่แรกไปแล้ว เหลือเพียงตั๋วใบสุดท้าย ซึ่งไทย อินโดนีเซีย และอิรัก จะต้องแย่งกันในสังเวียนศุภชลาศัย

ว่ากันว่า นี่เป็นการสร้างตำนานสิงห์สนามศุภอย่างแท้จริง เพราะในนัดแรกนิวัฒน์ทั้งยิงทั้งจ่ายให้ทีมชาติไทยรีเพลย์ชนะอิรัก 2-1 และลงเตะนัดชิงชนะเลิศ เจ้าตัวโหม่งพังประตูช่วยให้ทีมชนะอินโดนีเซีย 2-1 และสร้างประวัติศาสตร์ได้สิทธิเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ได้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวของฟุตบอลทีมชาติไทยมาจนถึงปัจจุบัน

“วันนั้นต้องบอกว่าเหมือนฝันทุกคนดีใจมากที่พาทีมชาติไทยไปโอลิมปิกได้สำเร็จ เป็นแมตช์แห่งความทรงจำในการเล่นฟุตบอลของผมเลยก็ว่าได้” ตำนานทีมชาติไทยกล่าว

เส้นทางในการเป็นนักเตะอาชีพ

เส้นทางการค้าแข้งระดับสโมสรนั้น นิวัฒน์เริ่มต้นกับทีมราชวิถี ในรุ่นเดียวกับพิทักษ์ ศิลป์ประสิทธิ์, สิทธพร ผ่องศรี, ปรีชา กิจบุญ และคนอื่นก่อนที่จะพาทีมชาติไทยไปโอลิมปิกเกมส์สำเร็จ ทำให้ปี พ.ศ.2512 การท่าเรือไทยได้ดึงตัวมาร่วมทัพ ตอนนั้นนิวัฒน์มีอาชีพเป็นข้าราชการครูที่โรงเรียนปานะพันธุ์วิทยาทำให้เขาขอลาออกและมาเป็นพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย

ทำไมต้องฉายา สิงห์สนามศุภ?

สนามศุภชลาศัยถือเป็นสังเวียนของนิวัฒน์เลยก็ว่าได้เพราะทุกครั้งที่เขาลงเล่นที่นี่นิวัฒน์จะโชว์ลีลากระชากลากเลื้อยและยิงประตูเรียกเสียงเชียร์กึกก้องอยู่เสมอ

ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2511 นิวัฒน์ได้ลงเล่นด้วยแต่ครั้งนั้นไทยคว้าอันดับ 3 ด้วยการถล่มมาเลเซีย 6-0 ส่วนใน พ.ศ.2514 และ 2515 เข้ารอบชิงชนะเลิศ 2 ครั้งแต่ไทย แพ้ 0-1 ทั้ง 2 นัด อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของแมตช์นั้นนิวัฒน์ได้ลงเล่นต่อหน้า พระพักตร์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วย

วันที่คนทั้งประเทศจดจำเขาในสมญานาม “สิงห์สนามศุภ” คือใน พ.ศ.2522 ต๋องลงเล่นในศึกคิงส์คัพครั้งที่ 12 ในฐานะกัปตันทีมชาติไทยวันนั้นเขาอายุ 32 ปี ถือเป็นโค้งสุดท้ายของการเล่นฟุตบอลแล้ว

ไทยเข้าชิงชนะเลิศกับเกาหลีใต้ วันนั้นนิวัฒน์จ่ายบอลให้ ดาวยศ ดาราน้องชายต่างพ่อ แม่เดียวกันหลุดเข้าไปยิงประตูชัยให้ไทยปราบโสมขาว 1-0 คว้าแชมป์คิงส์คัพในสนามศุภชลาศัยอย่างกับนิยายที่เขียนเอาไว้แล้ว

หลังจากรับถ้วยแชมป์คิงส์คัพแล้วตำนานแห่งสนามศุภเดินเข้าไปหาไมโครโฟนแล้วประกาศว่า “พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่านผมรู้สึกปลาบปลื้มที่ได้รับความกรุณาจากท่านเสมอ มาบัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ผมจะขอถอดคราบสิงห์สนามศุภ ผมรู้สึกตื้นตันใจที่ทุกท่านอุปการะมาตลอด 12 ปี ผมขอให้พ่อแม่พี่น้องมีความสุขและสนับสนุนฟุตบอลไทยต่อไปครับ”

บรรยากาศในสนามศุภชลาศัยวันนั้นเงียบไปหลายนาทีเป็นการยุติบทบาทการเป็นนักเตะทีมชาติไทยตั้งแต่บัดนั้นและสร้างความทรงจำอันสุดยอดมากมายให้กับวงการฟุตบอลไทย

“มันเป็นปณิธานในใจของตัวเองอยู่แล้วที่อยากจะเอาชนะเกาหลีใต้เพื่อคว้าแชมป์คิงส์คัพและประกาศเลิกเล่นทีมชาติในทันทีซึ่งก่อนหน้านั้นตนก็พาทีมผ่านเข้าชิงมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ก็ได้เพียงรองแชมป์ทำให้ครั้งนี้ด้วยอายุมากแล้วและพอคว้าแชมป์ได้ก็ประกาศเลิกเล่นกลางสนามศุภชลาศัยทันที”

ชีวิตในวัย6รอบที่ไม่เหมือนเดิม

หลังจากประกาศแขวนสตั๊ดไปแล้ว นิวัฒน์เข้าทำงานที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยจนเมื่อปี พ.ศ.2550 ก็ได้เกษียณอายุแล้วผันตัวเองไปเป็นจิตอาสาสอนฟุตบอลให้กับเด็กๆ ที่สำนักแพทย์และอนามัยการท่าเรือทุกวันเสาร์-อาทิตย์

นิวัฒน์ยอมรับว่าในวัย 72 ปีร่างกายยังคงแข็งแรงแต่ก็ผุพังบ้างตามกาลเวลา เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งไปตรวจร่างกายแล้วพบว่าหัวใจมีปัญหาเล็กน้อยแต่แพทย์แนะนำให้ผ่าตัดทำบัลลูนเพื่อไม่ให้มีปัญหาใหญ่ในอนาคตและได้ผ่าตัดเรียบร้อยแล้วเมื่อปีที่แล้วตอนนี้ไม่ค่อยได้เตะฟุตบอลแล้วเพราะหมอเตือนว่าอาจจะมีผลต่อหัวใจ

“จริงๆ ก็เตะได้บ้างแต่กลัวว่าถ้าลงไปเล่นแล้วจะลืมตัวก็เลยพยายามที่จะไม่ลงสนามให้บ่อยหนักกลัวจะน็อกไปแต่ก็ยังสอนฟุตบอลให้เด็กๆ เหมือนเดิมเพราะอยากจะมีส่วนสร้างคนเข้ามาเสริมวงการฟุตบอลให้บ้านเราถือว่ามีความสุขดีไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากวันก่อนๆ”

อย่างไรก็ตาม ภรรยาคู่ชีวิตที่เป็นโรคไตวายต้องล้างไตวันละเกือบ 10 ชั่วโมง แต่โชคดีมากที่เคยทำงานการท่าเรือทำให้มีสวัสดิภาพในเรื่องนี้ค่ายาเดือนละกว่า 50,000 บาท แทบไม่ต้องจ่ายเครื่องล้างไตหลายแสนบาทก็เช่าเอาเดือนละไม่กี่พันบาทถือว่าตรงจุดนี้ช่วยได้เยอะ

“ต้องไปเรียนวิธีการดูแลผู้ป่วยไตมาจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เพื่อจะได้ใช้เครื่องต่างๆ ที่บ้านได้ไม่ต้องไปโรงพยาบาลทุกวันขอบคุณทุกฝ่ายที่คอยช่วยเหลือในเรื่องนี้มากๆ”

ฝากถึงทีมชาติรุ่นหลาน

ฟุตบอลทีมชาติไทยมีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าโค้ชอีกครั้งโดยมีอากิระ นิชิโนะ อดีตเฮดโค้ชทีมชาติญี่ปุ่น มาคุมทัพซึ่งปู่ต๋องของหลานๆ นักเตะในยุคนี้บอกว่าต้องให้เวลานิชิโนะในการทำงานสักระยะ เพราะยังไม่ได้คุมทีมลงเตะแม้แต่แมตช์เดียวแต่ก็เชื่อว่าด้วยมาตรฐานของความเป็นญี่ปุ่นน่าจะช่วยให้ทีมชาติไทยดีขึ้นได้ซึ่งก็ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ๆ

ส่วนการที่นักเตะไทยออกไปค้าแข้งในเจลีกมากขึ้นนั้น ปู่ต๋องบอกว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะเจลีกมาตรฐานสูง นัก  เตะที่ไปเล่นตรงนั้นจะได้ประสบการณ์กลับมามากมายเหมือนช่วงเวลาที่ตัวเองเคยไปเล่นโอลิมปิกเกมส์รอบสุดท้าย

“ตอนผมไปเตะโอลิมปิกกลับมามันเหมือนกับว่าเราสูงขึ้นอีกนิดนึงนะเพราะเราได้ไปเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นได้ซึมซาบเทคนิคใหม่ๆ จากนักเตะระดับโลกหลายคนเหมือนกับเจ (ชนาธิป สรงกระสินธ์) อุ้ม (ธีราทรบุญมาทัน) นิว (ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์) ที่ไปเล่นในเจลีกมาแล้ว ย่อมต้องโตขึ้นกว่าเดิมมากแน่ๆ ซึ่งส่งผลดีต่อทีมชาติแน่นอน”

ชีวิตหลังจากนี้ของสิงห์สนามศุภยืนยันชัดเจนว่า ไม่ต้องการอะไรมากมาย ขอแค่มีความสุขกับชีวิตอย่างทุกวันนี้และได้สอนฟุตบอลให้กับเด็กๆ มีความสุขกับคู่ชีวิตก็เพียงพอแล้ว

บทความก่อนหน้านี้สธ.ออกประกาศ อัตราค่ารักษาพยาบาล รพ.ในสังกัด
บทความถัดไปยังไม่จบ! ศักดิ์สยาม สั่งรองปลัดคมนาคมหารือ 4 หน่วยงานปมใครมีสิทธิ์อนุญาตใช้ทาง