สุวรรณภูมิในอาเซียน : ดินแดนไทย ‘ได้มา-คืนไป’ สมัยแรกสุด แค่ภาคกลาง

เขาพระวิหาร และเส้นทางเดินขึ้นสู่ตัวปราสาทพระวิหารในแต่ละชั้นในกัมพูชา [ภาพวาดจากหนังสือโบราณวัตถุสถานทั่วพระราชอาณาจักร กรมศิลปากรจัดพิมพ์ เมื่อ พ.ศ.2500]

“อาณาจักรของไทยในอดีตยิ่งใหญ่ แต่ไทยก็เสียดินแดนหลายครั้งให้กับลัทธิผู้ล่าอาณานิคม ล่าสุดเสียเขาพระวิหารให้กัมพูชา—-“

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. บรรยายพิเศษ หัวข้อเรื่อง “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” โดยเชิญนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ ผู้นำองค์กร อดีตนักการเมือง ส.ว. ตลอดจนสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ ร่วมฟังการบรรยาย ที่หอประชุมกิตติขจร กองบัญชาการกองทัพบก เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2562

[มติชน ฉบับวันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม 2562 หน้า 2]

สมัยแรกสุดอยุธยาแค่ภาคกลาง

“อาณาจักรของไทยในอดีตยิ่งใหญ่” เป็นวาทกรรมปลอบใจหรือปลุกใจ ที่ได้จากจินตนาการส่วนบุคคล ซึ่งไม่มาจากรากฐานความจริงตามหลักฐานทางวิชาการ

ถ้าดูจากพื้นที่ตามหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี อันเป็นที่รับรู้และรับรองของนักวิชาการทั้งไทยและสากล อาณาจักรของไทยแรกสุดคือกรุงศรีอยุธยา [ก่อนหน้านั้นเป็นรัฐ ไม่เป็นอาณาจักร] มีพื้นที่จำกัดเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง ไม่กว้างขวางยิ่งใหญ่ถึงภาคเหนือ, ภาคอีสาน, ภาคใต้ทั้งหมด

หลังจากนั้นค่อยๆ ผนวกดินแดนต่างๆ ของรัฐอื่นเพิ่มเข้ามาบ้าง คืนเจ้าของเดิมไปบ้าง [ไม่ใช่เสีย] จนเหลือเท่าที่มีทุกวันนี้


 

เขาพระวิหาร เป็นยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ บนเส้นทางการค้าระหว่างที่ราบสูงกับที่ราบลุ่มในอำนาจของกษัตริย์กัมพูชา ตั้งแต่เรือน พ.ศ. 1400 ขณะนั้นยังไม่พบหลักฐานว่ามีคนไทย, ประเทศไทย1.พระเจ้ายโสวรรมัน กษัตริย์กัมพูชา [ราว พ.ศ.1436-1443] แปลงแหล่งศาสนาผี บนเขาพระวิหาร เป็นเทวสถานในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

2. พระจ้าสูรยวรรมัน (ที่ 1) กษัตริย์กัมพูชา [ราว พ.ศ.1545-1593] สถาปนาเทว สถานบนเขาพระวิหารเป็นปราสาทพระวิหาร

3.พระเจ้าสูรยวรรมัน (ที่ 2) กษัตริย์กัมพูชา [ราว พ.ศ.1656-1693] ปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ เป็นปราสาทพระวิหาร (ตามที่เห็นซากทุกวันนี้)

ไทย หลักฐานกี่ยวกับไทย พบเก่าสุดราวเรือน พ.ศ. 1800-2000 อยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีศูนย์กลางอยู่รัฐอยุธยา แต่อำนาจแผ่ไม่ถึงเขาพระวิหาร เพราะอำนาจรัฐอยุธยาทางลุ่มน้ำมูล ที่ราบสูงโคราช ไกลสุดแค่เมืองนครราชสีมา

กรุงสุโขทัย ไม่มีอำนาจเหนือรัฐปัตตานี และคาบสมุทรมลายู

ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ถูกเสกสรรปั้นแต่งโดยคนชั้นนำว่ากรุงสุโขทัยของชนชาติไทย เชื้อชาติไทย แผ่อำนาจเหนือรัฐปัตตานีและรวมหมดคาบสมุทรมลายู โดยใช้เป็นตำราเรียนสอนในสถานศึกษาทั่วประเทศ

ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญให้คนมีอำนาจกลุ่มหนึ่งในกองทัพและในรัฐราชการ กล่าวหาชาวมลายูปัตตานีและชาวอื่นๆ ที่ “ไม่ไทย” แต่ตั้งหลักแหล่งโดยแย่งดินแดนของพระร่วงกรุงสุโขทัย แล้วมาคิดแยกดินแดนเป็นอิสระ จึงพากันเสือกไสไล่ส่งชาวมลายูปัตตานีไปอยู่ที่อื่น

แต่หลักฐานวิชาการทางมานุษยวิทยา, ประวัติศาสตร์โบราณคดี, และอื่นๆ ยืนยันตรงข้าม (กับประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย) ว่ารัฐปัตตานีไม่ได้มาจากไหน แต่อยู่สืบเนื่องไม่ขาดสายตราบจนปัจจุบันจากรัฐโบราณ (อ.ยะรัง จ.ปัตตานี) ตั้งแต่ก่อน พ.ศ.1000 ขณะนั้นยังไม่มีกรุงสุโขทัย [เพิ่งมีหลัง พ.ศ.1700] และยังไม่มีกลุ่มคนเรียกตนเองว่าไทย [เพิ่งมีกลุ่มเล็กๆ เฉพาะในอยุธยา หลัง พ.ศ.1800]

กรุงสุโขทัย มีอำนาจแผ่กว้างไปไกลสุดทางทิศใต้แค่เมืองพระบาง (จ.นครสวรรค์) ถัดลงไปเป็นดินแดนในอำนาจของอีก 2 รัฐ ได้แก่ รัฐสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) พูดภาษาไทย และรัฐละโว้ (ลพบุรี) พูดภาษาเขมร

สถูปบ้านจาเละ [หมายเลข 8] สถูปเจดีย์เมืองยะรัง อ.ยะรัง จ. ปัตตานี ในวัฒนธรรมทวารวดี มีอายุเรือน พ.ศ. 1000 สมัยเดียวกับพระปฐมเจดีย์ (จ. นครปฐม) เก่าแก่นับพันปี ก่อนมีกรุงสุโขทัย
สถูปบ้านจาเละ [หมายเลข 9]
สถูปบ้านวัด [หมายเลข 9] [ภาพจากหนังสือ มองประวัติศาสตร์ปตานีผ่านภาพถ่าย (อิสมาอีล เบญจสมิทธิ์ บรรณาธิการ) ศูนย์อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จังหวัดชายแดนภาคใต้ (PUSTA) พิมพ์ครั้งแรก กันยายน 2558 หน้า 17-22]


วาทกรรม “เสียดินแดน” มอมเมาคนไทย

การเจรจาสนธิสัญญา ค.ศ.1909 ระหว่างสยามและอังกฤษ คือการตกลงปักปันพรหมแดนเหนือดินแดนมลายูของสยามและอังกฤษให้ชัดเจน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนการสร้าง “รัฐสมัยใหม่” ของสยาม

กลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี และปะลิสแท้จริงแล้วเป็นของสยามจริงหรือ?

แม้จะมีงานประวัติศาสตร์หลายๆ ชิ้นในอดีตพยายยามอธิบายว่าดินแดนมลายูเป็นของสยามมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่การเจรจาสนธิสัญญา ค.ศ. 1909 กับอังกฤษต่างหากที่เพิ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่าสยามมีอำนาจเหลือดินแดนมลายูอย่างแท้จริง และเป็นสยามเองที่ยินยอมแบ่งดินแดนมลายูบางส่วนให้กับอังกฤษเพื่อแลกกับผลประโยชน์และความั่นคงของรัฐบาล

หนังสือเล่มนี้คืองานตอบโต้ประวัติศาสตร์ชาติกระแสหลักชิ้นสำคัญที่จะช่วยให้คนไทยตื่นรู้ทางประวัติศาสตร์ ไม่หลงใหลกับวาทกรรม “เสียดินแดน” ที่มอมเมาคนไทยมาหลายทศวรรษ

ปกหนังสือ เสียดินแดนมลายู ประวัติศาสตร์ชาติ ฉบับ Plot Twist ของ ฐนพงศ์ ลือขจรชัย สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2562 ราคา 260 บาท

อยุธยา ราชอาณาจักรสยามแห่งแรก

อยุธยา เป็นราชอาณาจักรสยามแห่งแรก เพราะรวบรวมรัฐต่างๆ โดยรอบหลายแห่งไว้ในอำนาจมากที่สุดก่อนรัฐอื่นๆ ในแผ่นดินเจ้านครอินทร์ (สมเด็จพระนครินทราธิราช) ตั้งแต่หลัง พ.ศ.1900 (มีรายละเอียดในหนังสือ อยุธยาของเรา โดย ศรีศักร วัลลิโภดม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2527)

อยุธยา ราชอาณาจักรสยาม บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่มีพรมแดนชัดเจน แต่อยู่ท่ามกลางราชอาณาจักรอื่นโดยรอบ พบในแผนที่ราชอาณาจักรสยาม สมัยพระนารายณ์ พ.ศ.2229 [เขียนโดย บาทหลวงปลาซิด เดอ แซ็งต์ เอแลน นักบวชชาวฝรั่งเศส พิมพ์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ค.ศ.1686]

คนไทยเก่าสุด มีครั้งแรกยุคอยุธยา

ไทย, คนไทย, เมืองไทย เก่าสุดอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง (ศูนย์กลางอยู่อยุธยา) ไม่พบที่อื่น

หลักฐานเก่าสุดพบขณะนี้ราวหลัง พ.ศ.2000 ในสมุทรโฆษคำฉันท์ กับ จดหมายเหตุลา ลูแบร์ (อาจมีก่อนแล้ว แต่ยังไม่พบหลักฐาน)

ไม่มีชนชาติไทย เชื้อชาติไทย เพราะไทยเป็นชื่อทางวัฒนธรรม ได้ชื่อโดยสมมุติจากประสบการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง (เช่น จากคำว่า ไต-ไท) แต่ไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติ (ซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์) จึงไม่มีชนชาติไทย เชื้อชาติไทย


อาณาเขตอยุธยา

อยุธยา ราชอาณาจักรสยาม มีพื้นที่ส่วนใหญ่จำกัดอยู่เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง ดังนี้

เหนือ ถึง จ. อุตรดิตถ์ (ดินแดนเคยเป็นรัฐสุโขทัย) เหนือขึ้นไปเป็นลาวล้านนา

ใต้ ถึง จ. เพชรบุรี (รัฐเพชรบุรี) และ จ. นครศรีธรรมราช (รัฐนครศรีธรรมราช) ใต้ลงไปเป็นแขกมลายู?

ตะวันตก ถึง จ. กาญจนบุรี ถัดไปเป็นมอญ, ละว้า, กะเหรี่ยง, พม่า?

ตะวันออก ถึง จ. จันทบุรี ถัดไปเป็นเขมร?

ตะวันออกเฉียงเหนือ ถึง จ.นครราชสีมา พ้นขึ้นไปเป็นลาวและเขมร

อำนาจอยุธยาเข้มข้นบนพื้นที่ใกล้ส่วนกลาง แล้วเจือจางเมื่อห่างออกไปตามชายขอบ โดยไม่มีเส้นกั้นอาณาเขตตายตัวอย่างทุกวันนี้

ถ้าเทียบปัจจุบันอำนาจอยุธยา ไม่ถึงภาคเหนือ (เช่น เชียงใหม่, เชียงราย ฯลฯ) ไม่ถึงภาคอีสาน (เช่น ทุ่งกุลา, ร้อยเอ็ด, หนองคาย ฯลฯ) ไม่ถึงภาคใต้ตอนล่างสี่จังหวัด (ได้แก่ ยะลา, ปัตตานี, นราธิวาส, สตูล)


รัฐอยุธยาเหนือสุดที่เมืองอุตรดิตถ์

รัฐอยุธยามีดินแดนด้านเหนือสุดอยู่ที่เมืองอุตรดิตถ์ [เคยเป็นพื้นที่รัฐสุโขทัย] เหนืออุตรดิตถ์ขึ้นไปเป็นดินแดนของลาว รัฐล้านนา

ไทยอยุธยาสมัยต้นๆ เริ่มแสดงออกด้วยอคติ “เหยียดลาว” ดังพบในวรรณกรรมอยุธยาตอนต้น 2 เล่ม ได้แก่ [1] สมุทรโฆษคำฉันท์ และ [2] ยวนพ่ายโคลงดั้น เท่ากับยืนยันหนักแน่นว่าดินแดนไทยอยุธยาด้านทิศเหนือสุดแค่อุตรดิตถ์

สำนึกดังกล่าวมีสืบเนื่องถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น พบในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนขุนแผนตีเมืองเชียงใหม่ได้นางลาวทอง ครั้นพาเข้าเรือนก็เป็นปากเป็นเสียงกับนางวันทองร้องด่า “อีลาว” มีกลอนเสภาว่า “อีลาวดอนค่อนเจรจา กินกิ้งก่ากิ้งกบกูจะตบมึง”

เชียงใหม่และล้านนาถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของสยามเมื่อแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง ร.5 หลังจากนั้นอีกนานจึงถูกเรียกเป็นประเทศไทย

ในอีสานที่ราบสูง รัฐอยุธยามีดินแดนแค่โคราช

รัฐอยุธยามีดินแดนด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนืออยู่แค่โคราช เมืองนครราชสีมา ถ้าพ้นเมืองพิมายออกไปข้ามน้ำเรียก “ลำสะแทก” ก็เข้าสู่ดินแดนของลาวเวียงจัน มีกลอนนิราศหนองคาย ของ หลวงพัฒนพงศ์ภักดี [ทิม สุขยางค์] แต่งสมัย ร.5 บอกว่า

ก็เสร็จข้ามแม่น้ำลำสะแทก

เป็นลำแยกจากมูลศูนย์กระแส

สิ้นเขตแดนพิมายเมืองชำเลืองแล

เข้าแขวงแควเมืองลาวชาวอารัญ

สุโขทัยไม่แห่งแรก อยุธยาไม่แห่งสอง

อยุธยาไม่ใช่ราชธานีที่สอง ซึ่งมีขึ้นหลังการล่มสลายของสุโขทัยราชธานีแห่งแรก ตามตำราคลาดเคลื่อนของทางการ แต่ไม่พบหลักฐานสนับสนุน

ตามหลักฐานพัฒนาการแล้ว อยุธยาเป็นทายาททางสังคมและวัฒนธรรมสุวรรณภูมิ ที่สืบเนื่องมรดกตกทอดจากบ้านเมืองเก่าแก่นับพันปีมาแล้วของบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา บนภาคพื้นทวีป ซึ่งนานมากก่อนกรุงสุโขทัยที่เพิ่งมีสมัยหลัง (โดยการสนับสนุนของกลุ่มบ้านเมืองที่ภายหลังเป็นกรุงศรีอยุธยา)

ดังนั้น กรุงสุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรก เพราะสุโขทัยเป็นรัฐขนาดเล็กแห่งหนึ่งในครั้งนั้น โดยมีพื้นที่ทางใต้สุดแค่เมืองพระบาง (จ.นครสวรรค์) ส่วนบริเวณต่ำลงไปต่อจากนั้นเป็นพื้นที่ของรัฐละโว้-อโยธยา (จ.ลพบุรี-จ. พระนครศรีอยุธยา) กับรัฐสุพรรณภูมิ (จ.สุพรรณบุรี)

คนนานาชาติพันธุ์

อยุธยาทั้งพื้นที่และผู้คนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของอุษาคเนย์อย่างแยกมิได้ จึงมีบรรพชนร่วมกับคนอุษาคเนย์นานาชาติพันธุ์ร้อยพ่อพันแม่ ดังนี้

คนดั้งเดิม พูดตระกูลภาษามอญ-เขมร, ชวา-มลายู, ทิเบต-พม่า และไต-ไท เป็นต้น

คนดั้งเดิมที่ไม่พูดไต-ไท ต่อมาด้วยเหตุผลทางการเมืองและการค้าทำให้เปลี่ยนไปพูดตระกูลภาษาไต-ไท (ภาษากลางทางการค้าของดินแดนภายใน) แล้วกลายตนเป็นไทย สมมุติเรียกตนเองว่าคนไทย

คนภายนอก โยกย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่งชั่วคราวและถาวร ด้วยเหตุผลทางการค้า ครั้นนานไปบางพวกกลายตนเป็นไทย แต่บางกลุ่มไม่ไทย ได้แก่ อินเดีย, อิหร่าน (เปอร์เซีย), อาหรับ, ศรีลังกา ฯลฯ

จีน, ญี่ปุ่น, และหมู่เกาะต่างๆ [มีคนจีนอยู่ในอยุธยา (สมัยพระนารายณ์) ราว 100,000 คน (หนึ่งแสนคน) คำนวณโดย ซี. ดับเบิลยู. สกินเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องคนจีนโพ้นทะเลในสยาม]

ชาวตะวันตกในอยุธยา ได้แก่ โปรตุเกส, ฮอลันดา, อังกฤษ, ฝรั่งเศส


ชนชาติไทย เชื้อชาติไท

ชนชาติไทย เชื้อชาติไทย ไม่มีในอยุธยา ที่มีทั่วราชอาณาจักรสยามล้วนไม่ไทย แต่เป็นชาวสยามพูดภาษาไทย ครั้นสมัยหลังๆ ทยอยกลายตนเป็นไทย

บทความก่อนหน้านี้อ.รัฐศาสตร์ชี้เหตุ ‘สะสมทรัพย์’ แพ้เลือกตั้งซ่อมไม่ได้ แนะ อนค.เคลียร์ปัญหาภายใน ป้องเกิดระบบ ‘คณาธิปไตย’
บทความถัดไปหุ้นกู้ฯคล้ายทุน “บางจาก” กระแสดี ขายเพิ่มเต็มจำนวน 10,000 ล้าน