‘เซนได’ หัวใจของโทโฮกุ ครบทุกมิติ เศรษฐกิจ ธรรมชาติ วัฒนธรรม

มาซามุเนะ ดาเตะ ซามูไรยุคต้นเอโดะ ฉายามังกรตาเดียว

“เซนได” ชื่อเมืองแห่งหนึ่งในภูมิภาคโทโฮกุ หรือภาคอีสานของประเทศญี่ปุ่น อาจเคยได้ยินผ่านหู หรือดูกันผ่านตามาบ้าง แต่เมืองนี้ยังมีเรื่องราวลึกซึ้งที่ชวนค้นหาอีกมากมาย

ที่นี่คือเมืองขนาดใหญ่ในจังหวัดมิยากิ จังหวัด 1 ใน 6 แห่งของภูมิภาคโทโฮกุของเกาะฮอนชู ซึ่งมีศักดิ์เป็นเมืองหลวงของภาค มีทำเลที่ตั้งอยู่ตอนใต้ของเกาะฮอกไกโด ตอนเหนือสุดคือจังหวัดอาโอโมริ ตั้งอยู่ติดทะเล 3 ทิศรอบตัวจังหวัด เป็นแหล่งปลาทูน่า “มากุโระ” หรือทูน่าสีน้ำเงิน มีอุโมงค์ลอดใต้ทะเลเชื่อมระหว่างฮอนชูและฮอกไกโด ความยาว 53 กิโลเมตร ซึ่งยาวที่สุดในโลก

ล่างลงมาทางทิศตะวันตก คือจังหวัดอากิตะ มีสาเกเป็นของขึ้นชื่อ ทั้งยังได้รับจัดอันดับเป็นจังหวัดที่ผู้หญิงสวยสุดในประเทศ โดยมีหลักเกณฑ์ว่า “ยิ่งใบหน้ากลมยิ่งสวย” ทิศตะวันออกคือจังหวัดอิวาเตะ ลงมาอีกคือจังหวัดยามากาตะ ต้นกำเนิดละครเรื่อง “สงครามชีวิตโอชิน” ที่มีจุดเริ่มต้นจากหมู่บ้านกินซันออนเซน อดีตแหล่งขุดเหมืองแร่เงิน ที่ข้างๆ มีบ่อออนเซน ภายหลังเหมืองปิดตัวลงจึงพัฒนาบ้านพักคนงานให้เป็นเรียวกัง หรือโรงแรมแบบญี่ปุ่น และใต้สุดของภูมิภาค คือจังหวัดฟูกุชิมะ แหล่งเพาะปลูกสตรอเบอรี่

ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสลับเนินเขา ได้รับสมญาว่าเป็นเมืองแห่งต้นไม้ ที่ซึ่งพืชพรรณสูงใหญ่แข่งกับตึกคอนกรีต ทั้งยังเป็นสถานที่ตั้งของสถาบันการศึกษาต่างๆ มากไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ในด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว รวมถึงจำนวนประชากรที่มีสูงถึงหลักล้าน ทำให้มีคนเล่าเรื่องติดตลกที่ว่า คนพื้นที่มักเรียกตัวเองว่าเป็นคนเมืองเซนไดมากกว่าเป็นคนมิยากิ เหมือนคำเคยปากที่เราเข้าใจกันดีว่าบางกอกก็คือกรุงเทพฯ เหตุผลเพราะฟังดูเป็นคนเมืองที่ได้รับความเจริญ

น้ำตกอะคิอุโอทากิ ใหญ่ติด 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น

จากภาพรวมแล้ว ที่จังหวัดมิยากินี้ เรียกได้ว่าครบครันทั้งแหล่งธรรมชาติ ประเดิมกันที่ น้ำตกอะคิอุโอทากิ น้ำตกยักษ์ที่กว้าง 6 เมตร สูง 55 เมตร มีขนาดใหญ่ติดหนึ่งในสามของญี่ปุ่น รวมถึงแหล่งน้ำพุร้อนออนเซนบริเวณรอบนอกของตัวเมืองอีกหลายแห่ง และเพื่อเป็นการเพิ่มบรรยากาศการท่องเที่ยวตามฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไปที่จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง นักเที่ยวจะพบกับใบไม้ที่เริ่มเปลี่ยนสีก่อนเข้าสู่หน้าหนาว ที่ตัวเมืองจะเต็มไปด้วยสีสันของใบไม้ ไฮไลต์จึงไปอยู่บริเวณ ถนนโจเซนจิที่มีอุโมงค์ต้นไม้ปกคลุม ตามมาด้วยงานประดับไฟสุดยิ่งใหญ่รับเทศกาลปีใหม่ที่จะเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมเป็นต้นไป ในช่วงนี้เหมาะแก่การเดินทางไปเล่นสกีตามหุบเขาอีกด้วย

นอกจากนี้ เซนไดยังเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่มีอายุยาวนาน เมื่อมาถึงแล้วยิ่งพลาดไม่ได้ที่จะมาเยือนซากปราสาทเซนได หรือ ปราสาทอาโอบะ ปราสาทที่สร้างด้วยหินนับ 620,000 ก้อน ที่หลงเหลือเพียงหอสังเกตการณ์กับซุ้มประตูโทอิริ หลังปราสาทถูกระเบิดทำลายแหลกระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง แม้จะตั้งสูงตระหง่านบนภูเขาอาโอบะ ก็ไม่อาจรอดพ้น แต่ซากปราสาทแห่งนี้ ยังมีรูปปั้น “มาซามูเนะดาเตะ” ซามูไรขุนนางศักดินาผู้ก่อตั้งและปกครอ’แคว้นเซนไดในสมัยต้นยุคเอโดะ อันมีฉายาเลื่องชื่อว่า มังกรตาเดียว สวมหมวกเกราะรูปจันทร์เสี้ยว ขี่หลังม้า ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ตัวแมสคอตของเมืองเซนไดที่ชื่อว่า “มูซูชิบารุ” ซามูไรหัวข้าวปั้น ที่คอยให้นักท่องเที่ยวได้แวะเวียนมาหา

ย่านอาโอบะโดริอิจิบันโจ ถนนคนเดินที่แสนคึกคัก

ด้วยความที่เป็นเมืองเศรษฐกิจการท่องเที่ยว สายช้อปปิ้งย่อมหนีไม่พ้น ต้องไปละลายทรัพย์กันที่ ย่านอาโอบะโดริอิจิบันโจ ถนนคนเดินที่ทอดยาวนับหลักกิโลที่มีข้าวของเครื่องใช้และสินค้าแฟชั่นต่างๆ มากมายพลอยให้อยากเสียเงิน ทั้งยังห้อมล้อมไปด้วยห้างร้านน้อยใหญ่อย่างพาร์โก้ หรือห้างดอง กิโฮเต้ ที่เปิดทำการ 24 ชั่วโมง ใกล้เคียงกันยังมีแหล่งช้อปที่สถานีรถไฟใต้ดินสถานีสวนโคโตได หรือชานเมืองที่อิซุมิ พรีเมียมเอาต์เล็ต และมิตซุย เอาต์เล็ต ที่ท่าเรือเซนได

แต่หากต้องการหนีความวุ่นวายจากตัวเมือง ยังมีวัดวาอารามที่น่าแวะเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมกันอีกหลายแห่ง แต่ทริปนี้ เราได้ไปกันที่ วัดจิเก็นจิ ที่มีพระโอชินุมะ (ไดอาจิรา เรียวขุน ชิโรนุมะ) จากศาสนาพุทธนิกายชินก่อง หนึ่งใน 36 นิกายของศาสนาพุทธในญี่ปุ่น ซึ่งได้เทียบว่าโด่งดังราวกับครูบาบุญชุ่ม และยังเป็นที่ศรัทธาในหมู่ชาวบ้านมากนัก อันเป็นผลจากการปฏิบัติธรรมที่ไม่เหมือนใคร ที่ท่านพบสัจธรรมเมื่อได้บำเพ็ญเพียร ด้วยการเดินวันละ 16 ชั่วโมง แทนการนั่งสมาธิหาความสงบ และเผาถ่านบูชาไฟตามหลักความเชื่อของท่านที่เชื่อว่า ไฟคือพระพุทธเจ้า ส่วนฟืนเปรียบเป็นความทุกข์ที่นำมาเผา เถ้าถ่านคือความปรารถนาที่หลงเหลืออยู่จากการบำบัดทุกข์

วัดจิเก็นจิ ที่พำนักของภิกษุเลื่องชื่อจากการบำเพ็ญเพียร

เมื่อเดินทางจนหิวท้องกิ่วกันแล้ว ถึงเวลาเสิร์ฟอาหารขึ้นชื่อของเซนได นั่นก็คือลิ้นวัวย่าง ซึ่งมีเซนไดเป็นเมืองต้นกำเนิดที่มาแล้วจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด ด้วยสัมผัสของเนื้อที่ไม่เป็นเครื่องในเสียทีเดียว ทั้งยังมีน้ำชุ่มช่ำทำให้ได้รสที่หอมหวานและนุ่มปนกรุบกรอบ เช่นเดียวกับ เซนไดกิว หรือเนื้อวัวเซนได ที่ได้รับการยกย่องว่ามีคุณภาพสูงสุดในประเทศ เป็นเนื้อวัววากิวขนดำในจังหวัดที่มีสมดุลเนื้อแดงและลายหินอ่อนอันเป็นเอกลักษณ์ และรสชาติจะดียิ่งขึ้นเมื่อทานคู่กับสาเก ซึ่งภูมิภาคโทโฮกุได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น หรือหากใครไม่ชอบเนื้อ เซนไดยังเป็นแหล่งประมงขนาดใหญ่หนึ่งในสามของโลก ที่มีถนนสายซูชิ เรียงรายสองข้างทางในสถานีรถไฟเซนได

ตบท้ายด้วย ขนมซุนดะ หรือถั่วแระบดที่มีหลากหลายชนิด เป็นได้ทั้งของคาวหวานและขนมฟิวชั่นที่มีให้เลือกซื้อเป็นของฝากติดไม้ติดมือกลับมาให้คนทางบ้านลิ้มลองกัน

เซนไดยามค่ำคืน

ส่วนเรื่องการเดินทางในเมืองนับว่าสะดวกสบายตามมาตรฐานประเทศญี่ปุ่น นับตั้งแต่ล้อเครื่องบินแตะพื้นที่สนามบินเซนได ที่ประดับด้วยโคมไฟทานาบะตะยักษ์ นับเป็นหนึ่งในสนามบินกว่า 120 แห่งของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีเคยเป็นเพียงสนามบินระดับภูมิภาค ก่อนเปิดเป็นสนามบินระหว่างประเทศเมื่อปี ค.ศ.1990 ที่คาดว่าในอนาคตจะกลายมาเป็นไฟต์ปลายทางของนักท่องเที่ยวอีกแห่ง นอกเหนือจากสนามบินนาริตะ ฮาเนดะ ซับโปโร คันไซ และคิวชู ซึ่งมีลูกค้ารายสำคัญเป็นชนชาติเอเชียตะวันออก ได้แก่ จีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน เกาหลี และไทย ซึ่งเมื่อปี 2561 มีนักท่องเที่ยวมุ่งหน้าสู่เซนไดแล้วกว่า 3 แสนคน ที่สามารถเดินทางโดยรถไฟชินคันเซนจากโตเกียวเพียง 1 ชั่วโมงครึ่ง ส่วนการเดินทางจากสนามบินมุ่งสู่ใจกลางเมือง สามารถเลือกนั่งรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ หรือรถบัสเพื่อเข้าไปยังสถานีเซนไดได้โดยตรง แนะนำให้เลือกซื้อตั๋วรถประเภท 1 วัน “Sendai Area Pass” ที่มีออฟชั่นเดินทางทั้งรถไฟฟ้า รถบัส และรถลูปเปอร์หรือรถรางเซนไดได้อย่างไม่จำกัด ในราคาผู้ใหญ่ ใบละ 1,320 เยน ตกประมาณ 370 บาทเช่นเดียวกัน ยังมีบริการรถเดินทางไปยังเมืองและจังหวัดอื่นข้างเคียง (ดูข้อมูลเพิ่มได้ที่ sendai-airport.co.jp)

กินซันออนเซน

ขยับออกมานอกตัวเมืองเซนได ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกหลายแห่งที่ใช้เวลาเดินทางเพียง 30 นาที ถึง 2 ชั่วโมง เริ่มกันที่เมืองฝั่งตะวันตก “อะคิคุ-ซาคุนามิ” เดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายเซนซันไปที่แหล่งบ่อน้ำร้อนที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุ และยังมีโรงแรมที่พักเปิดให้บริการ และบันทึกประวัติศาสตร์ยังบอกว่าบ่อบางแห่งมีอายุนานถึง 1,500 ปี ตอนล่างลงมา แวะไปเที่ยวกันที่ “ชิโรชิอิ” มีหมู่บ้านซะโอคิสึเนะ เป็นสวนสัตว์เปิดที่เลี้ยงสุนัขจิ้งจอกกว่าหลายสายพันธุ์ที่จัดกิจกรรมน่ารักๆ ให้นักท่องเที่ยวได้มาเล่นหรือให้อาหารสัตว์ จากนั้นก็ไปต่อกันที่โอกะวาระ ชมดอกซากุระบานสะพรั่งตามแม่น้ำและเทือกเขายาวกว่า 8 กิโลเมตร ก่อนจะลงไปที่ ปราสาทชิโรชิอิ ซึ่งเคยเป็นที่พักอาศัยของเหล่าซามูไรในอดีต

บ้านในชนบทอันงดงามเปี่ยมเสน่ห์

เมืองต่อมาคือ “ซะโอ” ที่ตั้งของทะเลสาบโอกามะ ทะเลสาบบนปากปล่องภูเขาไฟที่ทอดผ่านระหว่างจังหวัดมิยากิและยามากาตะ ที่แสงแดดจะมีผลต่อสีผิวน้ำ นอกจากนี้ ในช่วงฤดูหนาว ยังมีปรากฏการณ์ Snow monster ที่หิมะปกคลุมลำต้นไม้ซึ่งหาดูได้ยาก

ไฮไลต์อีกแห่งสำหรับคนรักสัตว์อยู่ที่เมืองฝั่งตะวันออก “ทะชิโระจิมะ” เป็นที่รู้จักกันในชื่อเกาะแมว ที่ซึ่งมีจำนวนมากกว่าประชากรมนุษย์อาศัยอยู่บนเกาะ มีกิจกรรมตั้งแคมป์ ตกปลาและลงเล่นน้ำทะเลกันได้อย่างสนุกสนาน และสามารถนั่งเรือเฟอร์รี่จากเมืองท่าได้ตลอด 1 ชั่วโมง

เมืองสุดท้ายเป็นแหล่งสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม “มัตสึชิมะ” ที่ตั้งของ วัดซุยกันจิ วัดนิกายเซนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติ นอกจากนี้ ยังมี วัดเอ็นซูอิน ที่ขึ้นชื่อเรื่องของพรความรัก ภายในจัดสวนแบบญี่ปุ่นอย่างสวยงาม และช่วงฤดูกาลใบไม้เปลี่ยนสีจะยิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาแวะเวียนกันอีกมาก

ด้วยกำลังศักยภาพทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเหล่านี้เอง ทำให้เซนได กลายเป็นประตูบานสำคัญที่การบินไทยเล็งเห็นโอกาสและหวนกลับมาเปิดเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่เซนไดอีกครั้ง หลังประสบปัญหามรสุมการเมืองไทยเมื่อราวปี 2556-2557

เป็นอีกหนึ่งเส้นทางน่าเที่ยวในฤดูหนาวปีนี้ที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง


บินสู่ ‘เซนได’ กับ ‘การบินไทย’

เซนไดเดินทางง่ายดายตามมาตรฐานญี่ปุ่น

การบินไทยให้บริการเที่ยวบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-เซนได ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 777-200 และ 300 มีที่นั่งชั้นธุรกิจ 30 ที่นั่ง ชั้นประหยัด 279 ที่นั่ง ออกบิน 3 เที่ยวต่อสัปดาห์ ประเดิมวันแรก ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมาเป็นต้นไป มีตารางการบินตามนี้ คือ 1.เที่ยวบินที่ ทีจี 626 ออกบินทุกวันอังคาร วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เวลา 23.59 น. ถึงเซนได เวลา 07.00 น. ของวันรุ่งขึ้นตามเวลาท้องถิ่น และ 2.เที่ยวบินที่ ทีจี 627 ออกบินทุกวันพุธ วันศุกร์ และวันอาทิตย์ ออกเดินทางจากเซนได เวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ถึงกรุงเทพฯ เวลา 16.00 น.

สำหรับสนนราคาตั๋วค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 13,420 บาทต่อคน หรือเดินทางเป็นกลุ่มตั้งแต่ 4 ท่านขึ้นไป ที่ราคา 12,820 บาทต่อคน (ราคารวมภาษีและค่าธรรมเนียม) สำรองที่นั่งและออกบัตรโดยสารได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2562 เดินทางระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2562

การบินไทยยังจัดทัวร์เอื้องหลวง ให้ผู้โดยสารทั้งรูปแบบส่วนตัวหรือหมู่คณะ เที่ยวบินในประเทศและต่างประเทศสามารถเลือกซื้อแพคเก็จเที่ยวได้หลายรูปแบบ ทั้งในช่วงเทศกาลสำคัญและฤดูกาลท่องเที่ยวในแต่ละประเทศพร้อมจัดบริการสำรองเที่ยวบิน สั่งของห้องพัก จัดรถรับ-ส่ง และรายการท่องเที่ยว โดยมีมัคคุเทศก์ผู้ชำนาญคอยแนะนำอีกด้วย

ซึ่งผู้สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมรับข้อเสนอพิเศษได้ที่เว็บไซต์ ThaitravelCenter.com

บทความก่อนหน้านี้‘เศรษฐพงค์’ จี้ยึดคลื่น 3.5 GHz จาก ‘ไทยคม5’ หลังหมดสัมปทานปี’64
บทความถัดไป“ครม.” เคาะ เอาสายไฟลงดินเร่งด่วนอีก 20.5 กม. งบ 3,600 ล้าน เสร็จปี 2566