จากเจ้าหน้าที่รัฐ ถึง ‘ผู้ต้องหา’ ก่อนวันพิพากษา ใครฆ่าบิลลี่?

ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ในวันเข้ามอบตัวโดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

พับแผน ‘สาบาน’ ที่สะพานแขวน ณ แก่งกระจานไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานซึ่งในวันนี้ตกที่นั่ง ‘ผู้ต้องหา’ คดีฆ่า ‘บิลลี่’ พอละจี รักจงเจริญ ผู้นำกะเหรี่ยงแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งหายตัวไปเมื่อ 5 ปีก่อน นำไปสู่การออกหมายจับชัยวัฒน์ พร้อมพวกอีก 3 ราย ได้แก่ บุญแทน บุษราคำ, ธนเสฏฐ์ หรือไพฑูรย์ แช่มเทศ และกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ

เจอข้อหาหนัก อย่างร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อีกทั้งร่วมกันอำพรางคดี

หลัง ‘เงียบ’ ไปอึดใจใหญ่ สุดท้ายเข้ามอบตัว ถูกนำส่งศาลเพื่อฝากขัง กระทั่งได้ประกันด้วยตัวเลข 800,000 บาท

ยืนยัน ไม่ได้ฆ่าบิลลี่ ซ้ำประกาศจะไปสาบานที่สะพานแขวน จุดพบเศษกระดูกในถังน้ำมัน หลักฐานสำคัญในคดี ลั่น ถูกจัดฉากใส่ร้าย ส่วนกระดูกนั้นไซร้ ‘ของปลอม’ 100 เปอร์เซ็นต์ เชื่อโดนหนักเพราะไป ‘เหยียบเท้า’ ผู้มีอิทธิพล จากการทำงานปราบปรามผู้ทำผิดกฎหมายในอุทยานแห่งชาติ

‘จ้อ’ ไม่หยุด แต่ดีเอสไอไม่แคร์ ทั้งยังบอกว่า ‘ยิ่งพูดเยอะยิ่งดี’ สั่งถอดเทปถ้อยคำที่ชัยวัฒน์ให้สัมภาษณ์ตามสื่อต่างๆ เก็บไว้เป็นหลักฐานต่อไป

“จะพูดจะให้สัมภาษณ์อะไรก็กระทำได้ เป็นสิทธิของนายชัยวัฒน์ ยิ่งพูดยิ่งดี ดีเอสไอเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”

คือคำกล่าวของ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ‘ดีเอสไอ’

ทีมกฎหมายชักหวั่นใจ เกรงเข้าข่าย ‘ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน’ อันจะเป็นเหตุให้ศาลพิจารณาถอนประกันตัวตามที่ พ.ต.อ.ไพสิฐส่งสัญญาณแจ้งเตือนไว้ก่อนหน้า ว่าถ้าพบข่มขู่พยานถูกถอนประกันตัวได้

ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ปกติในทุกคดี ในขณะที่ ‘มึนอ’ พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาบิลลี่ รับหวั่นเกรงอำนาจมืด เพราะที่ผ่านมาเคยมีคนขี่จักรยานยนต์วนเวียนถ่ายรูปหน้าบ้าน อีกทั้งคล้ายมีคนซุ้มดูอยู่ในพุ่มไม้ ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย

ด้านชัยวัฒน์ให้สัมภาษณ์สื่อแบบจัดเต็ม เกิดประเด็นน่าสนใจที่ต้องติดตามกันต่อไปจนกว่าจะถึงวันพิพากษา ใครฆ่าบิลลี่ ?

กระดูกปลอม จัดฉากสร้างตัวละคร ?

“ผมพูดเลยว่า ตัวบิลลี่เองก็เป็นตัวละครตัวหนึ่งที่มีคนสร้างขึ้นมา” ชัยวัฒน์กล่าวในรายการดัง อย่าง ‘โหนกระแส’ หลังได้รับการประกันตัว พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่าบิลลี่ถูกกำหนดตั้งแต่เป็นกลุ่มต่อสู้เพื่อสิทธิ โดยหลังการหายตัวเพียง 2 วัน มีเทปขาย มีกำไลขาย คล้ายเป็น ‘สตอรี่’ ที่ถูกสร้าง ซ้ำการที่บิลลี่ถูกตนจับจากการครอบครองน้ำผึ้งป่าก่อนหายตัวไปนั้น ชัยวัฒน์บอกว่า

“ผมเชื่อว่าบิลลี่ต้องการให้เราจับเรื่องน้ำผึ้ง เพราะการออกด่านจะออกได้หลายทาง ผู้กระทำความผิดจะไม่ออกด่านนั้น ทำไมจงใจออกด่านนั้น ไม่จำเป็นต้องมาเจอผม”

เมื่อระบุว่า บิลลี่คือตัวละคร ดังนั้น กระดูกที่พบ ชัยวัฒน์จึงบอกว่า เป็น ‘ของปลอม’ !!!!

ถังน้ำมันบริเวณสะพานแขวนที่พบเศษกระดูกซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นของ “บิลลี่”

หันไมค์ไปที่ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ยืนยันว่า ไม่ว่าจะนำกระดูกไปส่งตรวจที่ไหนผลการตรวจก็ออกมาเหมือนเดิม เพราะใช้มาตรฐานเดียวกัน ส่วนที่ผู้ต้องหาอ้างว่ามีการจัดฉากสร้างหลักฐานเท็จ และกระดูกที่พบไม่ใช่ของบิลลี่นั้นมีคำตอบว่า

“ผมมั่นใจผลการตรวจวัตถุพยานที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอส่งมา ซึ่งมีปริมาณเพียงพอที่จะวิเคราะห์เปรียบเทียบได้ เราทำทุกขั้นตอนเพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำที่สุด โดยตรวจตามหลักวิทยาศาสตร์ใช้วิธีไมโทรคอนเดีย ซึ่งเป็นหลักสากล และตรวจจากกระดูกที่มีคุณภาพสมบูรณ์ มาตรการการตรวจของเรามีมาตรฐานสากลรองรับ ไม่แตกต่างจากต่างประเทศ” ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์กล่าว

และแน่นอนว่า เมื่อชัยวัฒน์อ้างถูกใส่ร้ายแล้วใครอยู่เบื้องหลัง ?

“วันนี้ผมทำหน้าที่ปกป้องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมจับกุมคดีใหญ่ๆ เยอะแยะ เรื่องนี้สำคัญที่สุดคือการไปเหยียบเท้าใคร มันชัดอยู่แล้ว” เจ้าตัวลั่น โดยยืนยันรู้เบื้องลึก แต่ยังไม่ขอเอ่ยถึง

‘ยูเอ็น’ ชื่นชมดีเอสไอ และ ‘ความในใจ’ จากมึนอ

“ที่กระทำความผิดนั้น ถ้ามีจิตใต้สำนึกกลับตัวกลับใจเป็นคนดีพระเจ้าพร้อมที่ให้อภัยเสมอค่ะ” ข้อความที่ ‘มึนอ’ ภรรยาบิลลี่โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังการออกหมายจับชัยวัฒน์พร้อมพวก โดยเจ้าตัวแชร์ข่าวที่มีบทสัมภาษณ์ของชัยวัฒน์อันมีถ้อยความบางส่วนกระทบใจไม่มากก็น้อย

มึนอยังระบุว่า ส่วนตัวไม่ได้เจาะจงว่าใครเอาชีวิตบิลลี่ไป แต่เชื่อว่าเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ถ้ารู้ตัวก็ออกมารับผิดชอบออกมายอมรับความผิดของตัวเองดีกว่า เราทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์ เป็นเพื่อนร่วมโลก

“เมื่อทำผิดก็ออกมารับผิดชอบด้วยเกียรติของลูกผู้ชาย อย่าออกมาแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้นเลยดีกว่า โทษที่หนักจะได้เบาลง”

ภรรยาบิลลี่ยังย้อนถึงประเด็นขัดแย้งเรื่อง ‘คนกับป่า’ ซึ่งเชื่อว่านำความขัดแย้งมาสู่หมู่บ้าน ขยายผลจนบานปลายกลายเป็นโศกนาฏกรรม ในขณะที่วาทกรรม ‘ทำเพื่อแผ่นดิน’ ถูกนำมาใช้เสมอ

มึนอ ภรรยาบิลลี่รับหวั่นใจในอำนาจมืด

“บิลลี่กับปู่คออี้ก็รักษาป่าเหมือนกัน อยู่มาร้อยปีป่ายังอุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม รักษาป่าให้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติได้ประโยชน์ รวมถึงคนเมืองและตัวคุณด้วย แล้วคุณไปทำกับปู่คออี้กับบิลลี่ที่ต้องออกจากบ้านเกิด และต้องจากครอบครัวไปแบบนี้ แล้วคุณยังมาพูดให้สังคมได้รู้ว่า รักษาทำประโยชน์กับแผ่นดินอีกหรือ?”

ไม่เพียง มึนอที่ขอบคุณดีเอสไอที่ทำคดีนี้จนนำมาสู่การแจ้งข้อหา แต่สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งติดตามประเด็นนี้ตลอดมาก็แสดงความชื่นชมยินดีที่สุดท้ายมีการออกหมายจับผู้ต้องหา หลังเวลาผ่านไปนานหลายปี

“การดำเนินการโดยดีเอสไอในการนำผู้ต้องหาที่อยู่เบื้องหลังการฆาตกรรมบิลลี่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นก้าวที่สำคัญในการยุติวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดที่ได้เกิดขึ้นกับคดีนี้ในช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมา” ซินเทีย เวลิโก้ ผู้แทนประจำภูมิภาคของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนฯ ประจำกรุงเทพฯ กล่าว

เครือข่ายกระเหรี่ยงยื่นหนังสือต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรียกร้องให้ชัยวัฒน์พร้อมพวกออกจากราชการ

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ เคยเรียกร้องให้ดีเอสไอดำเนินการในลักษณะเดียวกันและหาทางออกต่อคดีที่คล้ายกัน ซึ่งรวมถึงการฆาตกรรมนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและบังคับสูญหาย หลังดีเอสไอยุติการสืบสวนสอบสวนการบังคับสูญหายของ สมชาย นีละไพจิตร นักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียง และ กมล เหล่าโสภาพันธุ์ นักกิจกรรมต่อต้านการคอร์รัปชั่น

ยูเอ็นระบุด้วยว่า เป็นเรื่องสำคัญมากที่ประเทศไทยจะอุทิศทรัพยากรทางบุคคล และทางการเงินในการตรวจสอบคดีที่เหลือและดำเนินมาตรการที่เหมาะสมอย่างมีคุณค่าและรวดเร็ว ในการจัดตั้งกลไกภายในประเทศที่คุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่จะยุติอาชญากรรมเหล่านี้ โดยองค์กรดังกล่าวได้แสดงความกังวลอย่างสูงต่อการฆาตกรรมในไทยและทำให้นักปกป้องสิทธิฯ เป็นเหยื่อของการบังคับสูญหายอันเป็นปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

คดีนี้จึงไม่ใช่เพียงคดีสำคัญของไทย ทว่าอยู่ในสายตาโลก ท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างของสังคม ด้วยภาพลักษณ์ ‘ฮีโร่’

เป็นคดีตัวอย่างที่ต้องจับตาอย่าเผลอกะพริบ!


 

“บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ ในชุดสมาชิก อบต.

ไทม์ไลน์ ‘บิลลี่’ หาย ‘ชัยวัฒน์’ ถูกจับ

17 เม.ย.57 บิลลี่ถูกควบคุมตัวขึ้นรถยนต์ โดยชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแก่งกระจานฯ ขณะนั้น อ้างว่าเพื่อตักเตือนที่บิลลี่บุกรุกป่า ครอบครองรังผึ้งและน้ำผึ้งป่า ก่อนอ้างว่าปล่อยตัวไปบริเวณแยกหนองมะค่าเมื่อวันที่ 18 เม.ย.57

21 เม.ย.57 ภรรยาบิลลี่ ชาวบ้าน และตัวแทนเครือข่ายกะเหรี่ยง ยื่นหนังสือต่อผู้ว่าฯเพชรบุรี และ ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี

12 พ.ค.57 ภรรยาบิลลี่ พร้อมชาวบ้านเดินทางไปยื่นหนังสือเรียกร้องต่ออธิบดีกรมอุทยานฯ

15 พ.ค.57 คณะกรรมการดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ระบุว่าไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร กับการหายตัวไปของบิลลี่ แต่สั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 1 เดือน

26 ก.พ.58 ศาลอุทธรณ์ ยกคำร้องของภรรยาบิลลี่

2 ก.ย.58 ศาลฎีกายกคำร้องของภรรยาบิลลี่ โดยให้เหตุผลว่าคำให้การของทั้ง 3 พยาน ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ขณะบิลลี่ถูกควบคุมตัว

28 มิ.ย.61 ดีเอสไอยอมรับเป็นคดีพิเศษ และเริ่มสอบสวนหาหลักฐาน

10 ก.ค.62 ดีเอสไอยันไม่ได้เพิกเฉยคดีบิลลี่หาย ส่ง จนท.แฝงตัวหาหลักฐานสำคัญอยู่ในพื้นที่

27 ส.ค.62 ครอบครัวบิลลี่ พร้อมทนายความจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เข้ายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้บิลลี่เป็นบุคคลสาบสูญ

ดีเอสไอแถลงว่าบิลลี่โดนฆ่าเผายัดถังทิ้งเขื่อนแก่งกระจาน โดยตรวจพบหลักฐานชิ้นส่วนกระดูก 2 ชิ้น ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร 1 ถัง เหล็กเส้น 2 เส้น ถ่านไม้ 4 ชิ้น และเศษฝาถังน้ำมัน กระดูกกะโหลกศีรษะข้างซ้ายของมนุษย์ และตรวจพบสารพันธุกรรมตรงกับนางโพเราะจี รักจงเจริญ มารดา

11 พ.ย.62 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อนุมัติออกหมายจับ ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร กับพวก ประกอบด้วย นายบุญแทน บุษราคำ, นายธนเสฏฐ์ หรือไพฑูรย์ แช่มเทศ และนายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ รวม 4 คน ในความผิดฐาน ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันข่มขืนใจ หน่วงเหนี่ยว กักขังเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย, ร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป, ร่วมกันโดยทุจริตเพื่ออำพรางคดีกระทำการใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อม เป็นต้น

บ้านหรูของชัยวัฒน์พร้อมเฟอร์นิเจอร์ที่สร้างด้วยไม้ขนาดใหญ่และหายากนำไปสู่การตั้งคำถามของสังคม

12 พ.ย.62 ชัยวัฒน์ พร้อมพวกเข้ามอบตัว ดีเอสไอสอบปากคำ ศาลให้ประกันวงเงินคนละ 800,000 บาท

13 พ.ย.62 ชัยวัฒน์ ออกรายการโหนกระแส ประกาศโดนใส่ร้าย จัดฉากสร้างหลักฐานเท็จ ลั่นจะไปสาบานที่สะพานแขวน 16 พ.ย. ยันความบริสุทธิ์

– 16 พ.ย.62 ยกเลิกการสาบาน ทีมกฎหมายหวั่นเข้าข่ายยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน เกรงถูกถอนประกัน

บทความก่อนหน้านี้ยิงกลางศาลจันท์ สอบวินัยตำรวจประจำศาลหรือไม่เป็นอำนาจตร.-เรียกค่าเสียหายอผศ.ตามสัญญา
บทความถัดไปกกต.ขอนแก่น พร้อมจัดเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 7 ใช้หอประชุมอำเภอหนองเรือสถานที่รับสมัคร กาบัตร 22ธ.ค.