ชีววิทยา การเมือง เบื้องหลังอุดมการณ์ ฉีดวัคซีนประวัติศาสตร์ สกัดไวรัสแห่งความ ‘ไม่รู้’

สั่งซื้อวันนี้-15 มีนาคม 2563 ลดจาก 450 เหลือ 350 บาท แถมแผนที่, โปสการ์ด และที่คั่นหนังสือ โทร 0-2589-0020 ต่อ 3350-3360

ไม่เคยตกเทรนด์ใดๆ ในประเทศนี้ สำหรับ สำนักพิมพ์มติชน ที่เพิ่งจัดอีเว้นต์ออนไลน์ในธีม “แฟลชเซลส์” ไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 3 เดือน 3 ลด 33% ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนร่วมอุดมการณ์รักการอ่านที่ขยันคลิกเข้าจับจ่ายผ่านเว็ปไซต์ www.matichonbook.com ต้านไวรัส “อวิชชา” คือ ความไม่รู้ ให้สิ้นซากจากสังคมไทย

แม้ในปีนี้ เจอพิษโควิด-19 จนต้องเบรกงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ แต่ไม่อาจหยุดยั้งพลังการอยากอ่าน เพราะไม่เพียงสามารถหาซื้อหนังสือดีๆ ไว้เป็นวัคซีนส่วนตัว ยังช้อปปิ้งออนไลน์ได้ 24 ชั่วโมง ซึ่งแน่นอนว่าค่ายมติชนยังคงมากมายด้วยพ็อคเก็ตบุ๊กหลากสไตล์หลายแนวให้เลือกอ่าน

โดยเฉพาะแนวถนัดอย่างประวัติศาสตร์ การเมือง และเรื่องคลาสสิก ทั้งที่พิมพ์ใหม่พร้อมเสิร์ฟสดๆ ร้อนๆ แบบไม่ต้องใช้ช้อนกลาง และที่เปิดให้สั่ง “พรี-ออเดอร์” แล้วตั้งแต่วันนี้

‘หมู่เกาะมาเลย์’ 150 ปีที่ไม่เคยหยุดพิมพ์

“หนังสือคลาสสิกดีๆ ที่เขาอ่านกันทั่วโลก ในบ้านเรามีแปลกันเพียงจำนวนหนึ่ง แต่ก็ถือว่ามีน้อย และส่วนใหญ่มักจะเป็นวรรณคดี เรื่องแต่ง หรือนิยาย ส่วนเรื่องทางวิทยาศาสตร์ยังมีน้อย หมู่เกาะมาเลย์ เล่มนี้เป็นหนึ่งในหนังสือคลาสสิกทางวิทยาศาสตร์ เทียบเคียงได้กับ ‘กำเนิดสปีชีส์’ ของชาร์ลส์ ดาร์วิน ทั้งในแง่เนื้อหาและการอยู่ร่วมยุคสมัยเดียวกัน”

คือคำกล่าวของ ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ หัวหน้าคณะผู้แปล “หมู่เกาะมาเลย์ The Malay Archipelago” เล่ม 1 หนังสือสุดคลาสสิก ผลงานของ อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ นักสำรวจและนักชีวภูมิศาสตร์ ผู้มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับ “ชาร์ลส์ ดาร์วิน” เจ้าพ่อวิวัฒนาการ ผู้ประพันธ์หนังสือ “กำเนิดสปีชีส์”

เนื้อหาภายในคือบันทึกการเดินทางที่บอกเล่าถึงการผจญภัยในป่าลึกของหมู่เกาะมาเลย์และอินโดนีเซียเมื่อ 150 ปีก่อน เพื่อพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์พร้อมเก็บตัวอย่างสัตว์ส่งขาย กระทั่งพบว่าระหว่างบาหลีกับเกาะลอมบ็อก สัตว์จากสองฟากฝั่งนี้มีความแตกต่างกันอย่างลิบลับ พอๆ กับกับสัตว์จากทวีปแอฟริกาและสัตว์จากอเมริกาใต้ที่มีมหาสมุทรแอตแลนติกอันไพศาลขวางกันอยู่

การค้นพบนี้ส่งผลสำคัญต่อแนวคิดชีววิทยาปัจจุบันเป็นอย่างมาก มันเป็นจุดกำเนิดความเข้าใจทางธรณีวิทยาเรื่องการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก และเป็นกุญแจดอกสำคัญในการไขความลับของกระบวนการวิวัฒนาการ เขาได้ส่งบทความของเขาไปให้ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ที่เขานับถือเพื่อขอรับคำวิจารณ์ก่อนตีพิมพ์ ซึ่งดาร์วินต้องแปลกใจอยู่ไม่น้อยกับแนวคิดของวอลเลซเพราะมันแสดงถึงแนวคิดแบบเดียวกันกับทฤษฎีของเขาอย่างไม่ผิดเพี้ยน

และการผจญภัยครั้งนั้น ก่อให้เกิดหนังสือ “หมู่เกาะมาเลย์ The Malay Archipelago” เล่มนี้

ไม่เพียงเรื่องราวในเล่มเท่านั้นที่น่าสนใจจนวางไม่ลง ทว่า ชีวิตของผู้เขียน ก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน

อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ เป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่รักการผจญภัยและช่างสังเกตมากที่สุด และเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ผู้ยิ่งใหญ่คนสุดท้ายจากยุควิกตอเรียน” จากการเดินทางไปยังดินแดนอันลึกลับ และห่างไกล ฝ่าฟันภยันตรายพร้อมยาควินินจนรอดเงื้อมมือมัจจุราช “มาลาเรีย”

ดร.นำชัย เล่าถึงความสัมพันธ์ของดาร์วิน และวอลเลซไว้อย่างน่าฟัง นับเป็นปูมหลังระหว่างบรรทัดที่ยิ่งขับเน้นความสำคัญของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งได้รับการยอมรับนับถือเป็นอย่างสูงนับจากพิมพ์ครั้งแรกในปี 1869 และไม่เคยถูกหยุดตีพิมพ์เลยนับแต่นั้น จนถึงวันนี้ ซึ่งมติชนได้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทย ในวาระครบรอบ 150 ปีของการตีพิมพ์หนังลือเล่มนี้เป็นภาษาอังกฤษพอดี

เป็นหนังสือเล่มสำคัญของโลกที่คนไทยต้องไม่พลาด

‘สยามรัฐท่ามกลางจักรวรรดินิยม’
ตีแผ่เบื้องหลังสยามเสียดินแดน (จริงหรือ?)

เป็นอีกเล่มที่ต้องส่องสปอตไลต์ สำหรับ “สยามรัฐท่ามกลางจักรวรรดินิยม” ผลงานเล่มล่าสุดของ ไกรฤกษ์ นานา นักเขียนด้านประวัติศาสตร์ที่มีลายเซ็นเป็นของตนเอง ด้วยความ หลงใหลในการค้นคว้าหลักฐานเอกสารและภาพถ่ายที่ตราตรึงใจนักอ่านชาวไทยมานับเล่มไม่ถ้วน

สำหรับเล่มนี้ จะชี้ชวนให้ร่วมกันพินิจพิจารณาถึงการมาของฝรั่งหน้าใหม่ในศตวรรษที่ 19 ซึ่งสั่นสะเทือนอำนาจ โลกทัศน์ และการปกครองของพระมหากษัตริย์สยามเป็นอย่างมาก เพราะแต่นี้ต่อไป สยามรัฐจะมิได้เผชิญหน้ากับศัตรูคู่แค้นเช่น พม่า, ญวน แต่เป็นมหาอำนาจเจ้าจักรวรรดินิยมแห่งทวีปยุโรปผู้หิวกระหายอาณานิคม ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส ผู้มิใช่ฝรั่งโล้เรือสำเภา แต่เป็นฝรั่งโล้เรือปืน มิใช่ฝรั่งฝ่าป่าดงเพื่อหาเครื่องเทศ แต่เป็นฝรั่งหาเมืองขึ้น

ไกรฤกษ์ เปิดปมตีแผ่แผนการและเปิดเผยเบื้องลึก-เบื้องหลังของหัวขโมยในคราบนักสำรวจ ผู้อยู่เบื้องหลังแผนการเขมือบดินแดนเอเชียของจักรวรรดินิยมยุโรป รวมถึงทำความเข้าใจใหม่เรื่องการเสียดินแดนของสยามว่า แท้จริงแล้ว ฝรั่งเฉือนดินแดนของสยามไปทำไม? สยามรู้จักดินแดนของตัวเองแค่ไหน? และสยามเสียดินแดนจริงหรือไม่?

มาร่วมคำตอบในหน้าประวัติศาสตร์ไปพร้อมๆ กันทีละหน้ากระดาษ เตรียมออกสู่สายตานักอ่านเร็วๆ นี้ พร้อมของแถมสุดพิเศษ ภาพโปสการ์ดสะสม ครบรอบ 110 ปี สวรรคตรัชกาลที่ 5 ส่วนปกงดงาม ฝีมือ นักรบ มูลมานัส ศิลปินดังเจ้าเก่า ที่ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

สร้างชาย สร้างชาติ ‘สยาม เยนเติลแมน’
จากพระมงกุฎเกล้าฯ ถึงศรีบูรพา

“หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นมาเพื่อหาคำตอบของคำถามที่ว่า ‘สุภาพบุรุษ’ จากพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับ ‘สุภาพบุรุษ’ จากวรรณกรรมของศรีบูรพานั้นมีความแตกต่างกันหรือไม่ และมีการประกอบสร้าง การนำเสนออย่างไร รวมทั้งตอบคำถามที่ว่าความเป็นชายแบบสุภาพบุรุษมีความสัมพันธ์กับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของไทยด้วยหรือไม่ ผ่านการวิเคราะห์พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับวรรณกรรมของศรีบูรพา ซึ่งเปรียบเสมือนภาพแทน (representation) ของสังคมไทยในช่วงเวลานั้น…”

คือบทสรุปสั้นๆ ที่ยังไม่ทัน “สปอยล์” ของหนังสือชื่อเก๋ด้วยคำทับศัพท์แบบย้อนยุค “สยาม เยนเติลแมน” สหะโรจน์ กิตติมหาเจริญ ผู้ศึกษาค้นลึกถึงก้นบึ้งแห่งประวัติศาสตร์แนวคิดเรื่อง “สุภาพบุรุษ” ในสังคมไทย ที่ยึดโยงอยู่กับการ “สร้างชาย” การ “รับรองสถานะทางชนชั้น” และการ “สร้างชาติ” ซึ่งปรากฏผ่านพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และวรรณกรรมของกุหลาบ สายประดิษฐ์ อันจะทำให้เราเข้าใจความเป็นชาย กลไกทางสังคมและประวัติศาสตร์ที่มีส่วนทำให้ความเป็นชายในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งเข้าใจกระแสพัฒนาการของความเป็นชายที่ได้รับผลกระทบมาจากการเปลี่ยนแปลงของสังคม และตระหนักถึงอำนาจของการต่อรอง การสร้างความเป็นชายต่อการสร้างชาติศิวิไลซ์ในยุคสมัยใหม่

เปิดดูสารบัญแล้วต้องยอมใจด้วยประเด็นคุณภาพคับเล่ม ตั้งแต่คำถามว่าที่ ทำไมจึงต้องศึกษา “สุภาพบุรุษ” ที่มาของ สุภาพบุรุษ และความเป็นชายในคติตะวันตก ย้อนไกลไปถึงยุค “โบราณนานมา” สู่ชายยุค “สุภาพบุรุษ” กระทั่งศึกษาเปรียบเทียบ ระหว่าง “สุภาพบุรุษ” ในพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสุภาพบุรุษ” ในทัศนะศรีบูรพา

เท่านั้น ยังไม่สาแก่ใจ เจาะลึกลงไปสู่ปม “สุภาพบุรุษ” กับความเป็นชนชั้น ความเป็นชาติ นโยบายการสร้างชาติ สร้างชาติสมัยรัชกาลที่ 6 และความหมายของชาติ สมัยศรีบูรพา

และอีกมากมายที่อ่านอย่างไรก็ไม่เอ๊าท์ เพราะเรื่องราวเกี่ยวกับ “ชาติ” ยังวนเวียนอยู่ในการเมืองไทยร่วมสมัยที่ยังพบเห็นและสัมผัสได้ในทุกการปราศรัยของแฟลชม็อบ

เมื่อหมอกลายเป็นนักปฏิวัติ ‘วิถีแห่งอำนาจ ซุนยัตเซ็น’

ทุกหน้าประวัติศาสตร์มีการต่อสู้

หนึ่งใน 2 ประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างจีนก็เฉกเช่นเดียวกัน

นับจากปลายราชวงศ์ชิงภายใต้เงื้อมเงาของซูสีไทเฮา แผ่นดินจีนวิปโยคโศกเศร้า ชาวประชายากแค้นแสนสาหัส เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเมื่อเจ้าอาณานิคมยุโรปก็ข่มเหงไม่หยุดหย่อน บ่มเพาะสำนึกอันเร่าร้อนให้ต้องเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง

เมื่อสังคมจีนภายใต้การปกครองที่เต็มไปด้วยการรัดเอาเปรียบจากเจ้าหน้าที่รัฐ และไม่เอื้ออำนวยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีในแบบที่ควรจะเป็น ทำให้ความโกรธแค้นในขนบธรรมเนียมเก่าที่ไม่ใส่ใจความเป็นจริง

บุรุษนาม “ซุนยัตเซ็น” จึงไม่อาจทนได้

ทุกหน้ากระดาษในเล่มนี้ บอกเล่าชีวิตของชายหนุ่มผู้มุ่งมั่นในการเป็นหมอเพื่อช่วยเหลือผู้คน สู่นักปฏิวัติที่ได้ชื่อว่า “บิดาของชาติ” ผลงาน “เสถียร จันทิมาธร” อดีตนักหนังสือพิมพ์รุ่นใหญ่ในวงการ

เรื่องราวของซุนยัตเซ็น จากหมอสู่การมีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติการปกครองภายในประเทศจีน เริ่มต้นขึ้นจากการปกครองของรัฐบาลราชวงศ์ชิง ที่ไม่เห็นคุณค่าและปากท้องของประชาชน ทำให้เด็กชายผู้ขยันพากเพียรอย่างซุนยัตเซ็นในขณะนั้นมีชีวิตที่ยากลำบากแสนสาหัส นั่นคือจุดเล็กๆ ในอดีตที่สร้างความคับแค้นใจให้แก่เขา

แม้ว่าการตัดสินใจเรียนแพทย์ เพราะซุนยัตเซ็นต้องการช่วยเหลือผู้คน แต่ท้ายที่สุดแล้วเขากลับพบว่าการเป็นแพทย์ไม่อาจช่วยเหลือสังคมได้มากนัก การปฏิวัติระบอบสังคมแบบเดิมที่ถ่วงความเจริญก้าวหน้าของชาติต่างหากที่จะยกระดับสังคมให้ดีขึ้น

การต่อสู้ของบุรุษผู้ก่อร่างจีนใหม่ นับแต่คัดง้างความเชื่อความงมงายเมื่อครั้งเป็นเยาวชนหัวก้าวหน้า ทายท้าความอยุติธรรมและอำนาจเถื่อนที่มีอยู่มากมาย กอปรกับเมื่อกระแสโลกเดินเข้าสู่ยุคประชาธิปไตย เขาจึงทำทุกอย่างเพื่อสถาปนาประชารัฐจนประสพชัย อันเป็นจุดเริ่มต้นของแผ่นดินจีนที่ยิ่งใหญ่ตราบเท่าปัจจุบัน ดังเช่นถ้อยความที่ว่า

ถ้าเราเชื่อมั่นว่าทำได้ ต่อให้ต้องย้ายภูเขา ถมทะเล ในที่สุดก็จะทำได้ แต่ถ้าใจเราคิดว่าทำไม่ได้ แม้จะง่ายแค่พลิกฝ่ามือก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จ

จากจารึกถึงคีย์บอร์ด ‘แลหลังคำเขมร-ไทย’

ไม่ต้องเกริ่นให้มากความสำหรับความสัมพันธ์ เขมร-ไทย ไม่เพียงศิลปกรรมที่ปรากฏหลักฐานคือโบราณสถานมากมายในแผ่นดินนี้ ทว่า ภาษา อักษร และวรรณคดี คือส่วนที่เกี่ยวเนื่องอย่างลึกซึ้ง

“รศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ” รวบรวมไว้ให้ตื่นตะลึงใน “แลหลังคำเขมร-ไทย” ซึ่งค่อยๆ คลี่คลายให้เห็นถึง การเดินทางของภาษา จากวัฒนธรรมเขมรสู่คำยืมในไทย การรับและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ตั้งแต่การสถาปนาสุโขทัยในพุทธศตวรรษที่ 18 และการสถาปนากรุงศรีอยุธยาในพุทธศตวรรษที่ 19 กระทั่งสืบทอดต่อมายังสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์อย่างไม่ขาดสายจนถึงปัจจุบัน

ศานติ ได้หยิบยกเรื่องราวและอธิบายคำศัพท์ในภาษาไทยที่เราใช้จนเคยชิน แต่อาจไม่รู้ว่าความหมายจริงๆ แปลว่าอะไร หรือใช้กันจนเชื่อว่าเป็นคำไทยแท้ๆ ไปจนถึงที่มาที่ไป ตั้งแต่แรกเริ่มรับภาษามาใช้ พาไปลำดับไล่เรียงพัฒนาการทางภาษา และสืบหาความหมายดั้งเดิมของคำยืมภาษาเขมรที่คนไทยใช้กันจนชิน รวมไปถึงเรื่องราววัฒนธรรมและอิทธิพลของเขมรโบราณที่น่าสนใจ ที่ซึมซับมาจากภาษาที่รับมาใช้ด้วย

ที่น่าสนใจชวนถลึงตาอ่านแบบกะพริบไม่ได้คือประเด็นที่ว่า คำยืมภาษาเขมรในภาษาไทยจึงมีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากคำยืมภาษาอื่นๆ เพราะคำยืมภาษาเขมรส่วนใหญ่เป็นภาษาเขมรโบราณ ซึ่งใช้กันในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 15 หรือก่อนหน้านั้น แม้ว่าคำยืมภาษาเขมรในภาษาไทยอาจมีภาษาเขมรสมัยปัจจุบันอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก เพราะอักขรวิธีของคำยืมภาษาเขมรในภาษาไทย ส่วนมากสอดคล้องกับอักขรวิธีภาษาเขมรโบราณในศิลาจารึกเขมรสมัยพระนครและสมัยหลังพระนครมากกว่าอักขรวิธีของภาษาเขมรปัจจุบัน

เป็นเรื่องราวชวนสืบสาวพัฒนาการจากศิลาจารึกโบราณ จนถึงคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์และหน้าจอสมาร์ทโฟน

เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของกองทัพวัคซีนป้องกันไวรัสอวิชชาอันนำมาซึ่งความมืดมิดของสังคม ผลงานสิ่งพิมพ์ในเครือมติชนที่คัดสรรเนื้อหาคุณภาพเพื่อคุณภาพของประเทศเสมอมา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ผู้อ่านข่าวสาร 68-84% ชี้กมธ.เชิญนิสิตนักศึกษาให้ความเห็นเรื่องรธน. ไม่มีผลต่อแฟลชม็อบ
บทความถัดไป‘ปารีณา’ โพสต์ ทำลายสถาบันศาล #ผีผลัก RIP