‘โควิด’ อย่าคิดไปเอง อ่านให้ชัวร์ รู้ให้ชัด ตีแผ่ ‘โรคระบาดแห่งศตวรรษ’

เพื่อสังคม และเท่าทันสถานการณ์สุดสุด สำหรับหนังสือเล่มใหม่ COVID-19 โรคระบาดแห่งศตวรรษ โดย สำนักพิมพ์มติชน ที่เพิ่งเปิดตัวสดๆ ร้อนๆ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Matichon Online – มติชนออนไลน์ และ Khaosod – ข่าวสด หลังคลอดจากแท่นพิมพ์และเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ตามเงื่อนไขวิกฤตไวรัสร้าย

พร้อมชักชวนให้อยู่บ้านอ่านหนังสือ ด้วยเชื่อว่า “เราจะรอดไปด้วยกันจากพลังของความรู้”

เรียกได้ว่า ถ้าโควิดไม่ระบาด หนังสือเล่มนี้ก็คงไม่ได้เกิด และแม้จะเป็นเรื่องทางการแพทย์ แต่รับรองว่าอ่านง่ายเข้าใจได้ไม่ยาก รับประกันว่าครบครันในแง่เนื้อหา ไขทุกปริศนา เผยสารพัดวิธีการรับมือในสถานการณ์ปัจจุบัน

แต่จะควรค่าแก่การหามาอ่านเพียงใด เอกภัทร เชิดธรรมธร พาชิมลางสั้นๆ ผ่านคำถามที่คนมักสงสัย พุ่งตรงไปที่ผู้เขียนอย่าง ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ไม่ว่าจะ “โควิด-19 เกิดขึ้นมาอย่างไร?” เริ่มจากแห่งหนตำบลไหน มีตัวตนมานานแล้วหรือเพิ่งเกิด และหลังจากนี้จะไปอยู่ตรงไหน จะหายไปจากโลกเราหรือไม่ อาการของโรคเป็นอย่างไร ติดต่อผ่านการสัมผัส แล้วที่มากับอากาศและสายฝนจะติดหรือไม่? ที่ว่ามาจากการกินค้างคาว สัตว์แปลก จริงเท็จประการใด

เพราะสำคัญไม่แพ้ความรู้และวิธีการรับมือ คือคำถามที่เกิดขึ้นมากมายแต่ไม่มีใครอธิบายให้เข้าใจได้อย่างแท้จริง

หนังสือ COVID-19 โรคระบาดแห่งศตวรรษ โดย สำนักพิมพ์มติชน

ในวันที่จำเลย คือ ‘ค้างคาว’
ตอบปมคาใจ ไวรัสมาจากไหน

ดร.นำชัย อธิบายว่า โควิด-19 คือชื่อโรค ส่วนไวรัสที่ทำให้เกิดโรคมีชื่ออย่างเป็นทางการเรียกว่า “ซาร์ส-โคฟ-2” “SARS-CoV-2” มีสารพันธุกรรมคล้ายกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคซาร์ส และโคโรนาไวรัส หน้าตาแบบมีมงกุฎ ไม่ได้เกิดขึ้นมาเฉยๆ อย่างในการ์ตูน ทว่าเกิดจากไวรัสเดิมที่มีอยู่แล้ว ค่อยๆ กลายพันธุ์ทีละนิดจนสามารถก่อโรครุนแรงได้

“ที่ว่ามาจากค้างคาวก็เป็นเพียงสมมุติฐาน เพราะว่าสารพันธุกรรมของมันคล้ายกับโคโรนาไวรัสที่เจอในค้างคาว ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่เคยก่อโรคซาร์สในสมัยก่อน เป็น ‘ซาร์สหมายเลข 2’ เป็นญาติกัน อยู่ในกลุ่มตระกูลเดียวกัน”

ดร.นำชัยเล่าต่อไปว่า ธรรมชาติ คนกับสัตว์อยู่ด้วยกัน ไวรัสก็อยู่กับเรา แต่ปกติจะกลายพันธุ์ไปทีละนิด ซึ่งวิธีการกลายพันธุ์ไม่จำเป็นจะต้องรุนแรง กลายพันธุ์แล้วป้อแป้หายไปก็มี หรือบางส่วนติดเชื้อไปแล้วค่อยแสดงอาการ ซึ่งลำบากหมออย่างมากในการรักษา เพราะต้องตรวจคนจำนวนมากเพื่อให้รู้ว่าป่วยหรือไม่ป่วย

“เป็นคอขวดสำคัญ ซึ่งโรคโควิด-19 มีลักษณะเช่นนี้ ที่พิสดาร แต่ไม่ได้โผล่มาจากสุญญากาศ มีอยู่เดิมแต่เมื่อถึงจุดหนึ่งจะพัฒนาจนมีลักษณะพิเศษ”

อากาศก็มา ฝนก็มี
‘แอร์บอร์น’ จริงหรือไม่ ติดต่อทางไหนกันแน่?

หลังอยู่กับเจ้าเชื้อนี้มาครบเดือน คนไทยเริ่มมีภูมิรู้ว่าโควิดจะติดต่อผ่านการสัมผัสและสารคัดหลั่ง แต่มีหลายคำถามที่มักได้ยินบ่อยครั้ง ทั้งที่ว่า “โควิดติดต่อทางอากาศได้หรือไม่” และหากเข้าหน้าฝน โควิดจะติดมากับฝนหรือไม่

ถามถึงความเป็นไปได้ในมุมนี้ ดร.นำชัยไม่รอช้า อธิบายชัดว่า การติดต่อจะผ่านละอองเสมหะและสารคัดหลั่งที่อยู่พื้นผิวเป็นหลัก เช่น เวลาจาม หรือไอ เอามือเช็ดแล้วมาป้ายตามที่ต่างๆ ทำให้เชื้อเลอะอยู่ คนไม่รู้ก็ไปจับ ซึ่งตามปกติที่เราไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย มือก็มักจะไปโดนหน้าหลายสิบครั้งต่อชั่วโมง ดังนั้น โอกาสที่จะติดเชื้อผ่าน 3 จุดสำคัญบนใบหน้า “ตา จมูก ปาก” เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา


“หัวใจในการป้องกันโรคสำหรับบุคคลคือ อย่าเอามือมายุ่งกับหน้า ถึงแม้ใส่หน้ากากก็ อย่าเอามือมายุ่งกับหน้า จะเห็นว่าบางคนใส่หน้ากากเสียดิบดีแล้วเอามือขยับตลอดเวลา อันตรายมาก ดังนั้น จึงต้องหาหน้ากากที่พอดีกับหน้า ใส่แล้วอย่าไปยุ่งกับมัน”
ดร.นำชัยเผย และย้ำว่า

“หน้ากากจะต้องปิดปากนะครับ ไม่ใช่ยกขึ้นเหนือปากแล้วค่อยพูด อันนั้นก็ผิด เวลาจะไอหรือจามก็จามได้เลยผ่านหน้ากาก ถ้าแบบซักได้ก็นำไปซัก ต้องทิ้งก็ทิ้ง อย่าเปิดหน้ากากจาม เพราะผิดหลัก 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ควรทำ”

ส่วนการติดในลักษณะอื่น เช่น ละอองฝอยเล็กๆ (droplet) จากการจามใส่หน้า หรือเล็กกว่านั้น เป็น แอโรซอล (aerosol) มักเกิดมากในกระบวนการทำฟัน คลินิกทำฟันจึงเสี่ยง อันตรายทั้งต่อทันตแพทย์และผู้ป่วย ช่วงนี้จึงกินยาแก้ปวดและทนกันไปก่อน

แต่ที่มีข่าวว่า แอร์บอร์น ลอยไปตามลมนั้น ดร.นำชัยบอกว่า ยังไม่มีข้อเท็จจริงว่าจะสามารถติดในระยะไกลได้ ลอยมากับลมมักจะไม่ค่อยพบ ส่วนใหญ่จะพบจากการสัมผัส แต่ก็มีกรณีที่มีความเสี่ยง เช่น การเดินทาง หรืออยู่ในพื้นที่แคบๆ เช่น ในรถ ซึ่งอากาศในแท็กซี่ ในรถบัส ก็จะวนอยู่ในนั้นทั้งวัน ไม่ค่อยได้ไปไหน ตัวกรองก็อาจกรองไม่ได้มาก ในลิฟต์ก็ถือเป็นจุดที่มีความเสี่ยงสูง ต้องใส่หน้ากาก

“ที่ว่ามากับสายฝนนั้น ความจริงแล้ว เวลาฝนตกอุณหภูมิจะเปลี่ยน อากาศจะเย็นขึ้น ร่างกายเรามีความไวต่ออุณหภูมิสูงพอสมควร หากอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงมากในแต่ละวัน ร่างกายก็ปรับตัวลำบาก คือจุดอ่อนที่ทำให้ไวต่อการติดโรค แต่ตัวฝนเองไม่น่าเกี่ยวอะไรกับการแพร่เชื้อโดยตรง ส่วนใหญ่ที่เป็นหวัดเพราะร่างกายชื้น ปรับตัวไม่ได้ ก็อาจติดไวรัสอย่างไข้หวัดที่กระจายไปตามอากาศได้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดามาก ดังนั้น ฝนจึงเป็นเพียงตัวเร่งที่ทำให้ภูมิเราลดลง”

อย่างไรก็ดี การจะรู้ว่าติดหรือไม่ต้องดูผลจากแล็บเท่านั้น อาการที่เจอกันโดยทั่วไป ทั้งอ่อนเพลีย หมดแรง คันคอ น้ำมูกไม่ค่อยมี ท้องเสีย ปวดเมื่อย ไข้หวัดใหญ่ก็มีลักษณะแบบนี้ได้

ดังนั้น การจะดูว่าเสี่ยงเป็นหรือไม่ ต้องดูว่าอยู่ใกล้กลุ่มเสี่ยง หรือเคยอยู่ในจุดเสี่ยงหรือไม่ กลุ่มนั้นจึงจะโดนตรวจเป็นกลุ่มแรกๆ แต่ถ้าไม่ ก็ไม่เสี่ยงเท่าไหร่

ติดแล้ว ติดอีก มีโอกาสหรือไม่

อีกคำถามที่ฮอตไม่แพ้กัน สำหรับช็อตหลังจากนี้ว่าหากสามารถบล็อกผู้ติดเชื้อในประเทศไทยให้น้อยลง จนอาจหายไปได้แล้ว โควิดจะมีโอกาสกลับมาอีกหรือไม่ คนที่ติดไปแล้วจะมีภูมิคุ้มกัน หรือก็อาจกลับมาติดอีกได้

“เรื่องติดแล้วติดอีกเป็นเรื่องที่ยังเถียงกันไม่เลิก หลักฐานมีเพิ่มมาเรื่อยๆ ซึ่งยังไม่ค่อยเชื่อนักว่าติดแล้วจะติดอีกได้ เพราะโดยปกติไวรัสหากติดจะมีภูมิคุ้มกัน ส่วนใหญ่ที่ป่วย หายแล้วกลับมาป่วยอีก แล้วบอกว่าเป็นการเจอซาก ซึ่งความจริงไม่เชิงซาก ต้องเข้าใจก่อนว่าเวลาตรวจไวรัส วิธีการตรวจแต่ละชนิดมีความไวในการตรวจไม่เท่ากัน เราอาจตรวจตอนที่เชื้อมีน้อยมาก แต่ยังมีอยู่ เช่น ป่วยจนเหมือนจะหายแล้ว แต่ทิ้งช่วงไปก็ป่วยอีก แบบนั้นคือยังไม่หายจริงๆ

“อีกอย่างคือ ป่วยแล้วป่วยอีก เพราะดันไปพบเชื้อที่กลายพันธุ์ไปมากแล้ว ไม่เหมือนตัวเดิม ก็เป็นไปได้ นั่นคือสาเหตุที่การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่จึงฉีดแทบทุกปี เพราะเชื้อหลักที่กระจายอยู่จะมีคาแร็กเตอร์ของสารพันธุกรรมที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดังนั้น ของปีที่แล้วก็อาจคุ้มกันไม่พอสำหรับปีนี้” ดร.นำชัยระบุ

ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์

ป่วยใจไปก่อนกาย
อยู่กับโควิด ‘สุขภาพจิต’ ยังดีอยู่

ด้วยความที่เป็นโรคอุบัติใหม่ ช่วงโควิดระบาดความรู้ยังน้อย หลายคนมีอาการจิตตก จับปรอทมาวัดไข้ ถามตัวเอง “ติดหรือยัง” วันละพันหน เรื่องให้ความรู้ถือว่าไทยอาจสอบผ่าน แต่การให้ความสำคัญกับ “สุขภาพจิต” คนยังพูดถึงน้อย แล้วเราควรจะใช้ชีวิตอย่างไรให้สุขภาพจิตดีอยู่ในห้วงยามนี้

ดร.นำชัยบอกว่า มี 2-3 อย่างที่ต้องทำ คือ 1.เสพข้อมูลแต่พอดี

“มีจิตแพทย์ท่านหนึ่งแนะนำไว้ว่าไม่ควรดูข่าวเกี่ยวกับการระบาดเกินกว่าครึ่งชั่วโมง เพื่อไม่ให้เสพข้อมูลมากเกินไป เพราะโควิดหาข่าวดียากมาก เท่ากับว่าเรากำลังเสพข่าวร้ายอยู่ ลดปริมาณการดูข่าว จะลดเวลาความกังวลได้มากขึ้น”

และ 2.สู้ด้วยความรู้ มีข้อมูลในใจที่ถูกต้อง

“แพทย์บอกว่าโรคนี้ 80 เปอร์เซ็นต์ที่ติดจะไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อยมาก ไม่เป็นอะไร ฉะนั้นคนที่อายุน้อย ร่างกายแข็งแรงดี ต่อให้เป็นก็ไม่เป็นอะไรเท่าไหร่ กลุ่มเสี่ยงมีเพียง 2 กลุ่มเท่านั้น คือมีอายุสูงและผู้ที่อ่อนแอ มีโรคประจำตัว เช่น หัวใจ เบาหวาน ความดัน หากโดนซ้ำเติมเข้าไปแย่แน่นอน ผู้ที่อยู่ในเคสนี้ต้องระวังตัวเป็นพิเศษ ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้เราใจเย็นขึ้นบ้างว่าถึงติดก็คงไม่เป็นอะไรมาก แต่ก็ต้องเป็นห่วงแทนพ่อ แม่ ปู่ย่า ตายาย ต้องระวังท่านให้ดี มาตรการต้องเข้มกว่า เพราะหากติดแล้วอาการจะหนัก”

สุดท้ายคือ การบาลานซ์ ต่อให้อยู่บ้านก็ต้องรักษาสมดุล ออกกำลังกาย ยืดเส้นสาย

“เพราะร่างกายที่แข็งแรงจะทำให้จิตใจแข็งแรงด้วย แล้วโควิด-19 จะไม่ใช่เรื่องใหญ่ ที่เหลือคือข้อควรทำในภาวะโรคระบาด ป้องกันตัวเอง ใส่หน้ากากเมื่อจำเป็น เวลาไปเจอใครให้ตั้งสมมุติฐานไว้ว่า คนที่เราจะไปเจอติดแล้ว”


 

ธรรมชาติของ ‘โรคระบาด’
เชื่อมโยงกับ ‘วิถีชีวิต’

หนังสือ COVID-19 โรคระบาดแห่งศตวรรษ เขียนขึ้นเพื่อตอบคำถาม ข่าวจำนวนมากที่ทำให้เกิดความสับสน ขนาดที่ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกต้องออกมาพูดว่า “เราไม่เพียงแต่ต่อสู้กับโรคระบาดเท่านั้น เรากำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดของข้อมูลที่บิดเบือนเกี่ยวกับโรคด้วย”

ดร.นำชัย กล่าวว่า ไม่ว่าจะโรคโควิดเกิดจากแล็บจีนหรือสหรัฐสร้าง ส่งกันสนุกสนาน ทฤษฎีสมคบคิดเช่นนี้เราชอบมาก สนุกมาก พาร์ตแรกในหนังสือจึงอธิบายการเกิดของเชื้อตามธรรมชาติ ซึ่งเราเจอกับมันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว อย่างไร

“สมัยก่อนอยู่เป็นชนเผ่าเร่ร่อน เป็นกลุ่มคน เชื้อที่มีอยู่ไม่ได้เพราะจะตายยกเผ่า เชื้อเองก็ไม่รอด แต่โรคพวกนี้มาเมื่อเราเปลี่ยนวิถีชีวิต จากที่อยู่เป็นชนเผ่า กลายเป็นตั้งรกราก เป็นเมือง คนเป็นหมื่นเป็นแสน เอาสัตว์มาเลี้ยง โรคประมาณ 3 ใน 4 มาจากสัตว์สู่คน เพราะเราต้องการเลี้ยงสัตว์เพื่อเอาไว้ใช้แรงงาน เพื่อเอาไว้กินนม กินไข่ อะไรต่อมิอะไร เชื้อที่เดิมอยู่ในสัตว์แต่ละชนิด

“เมื่ออยู่กับเราไปนานๆ ก็มีโอกาสที่จะกลายพันธุ์จนมาหาเราได้ หรือในทางกลับกัน แต่โอกาสจะน้อย เพราะสัตว์ในระบบอุตสาหกรรมเราเลี้ยงปลอดเชื้อยิ่งกว่าที่บ้าน

“โอกาสจะมากับความพร้อมหลายอย่าง เช่น จีนเป็นฮอตสปอตของโลก คนอยู่หนาแน่น และชอบเปิบพิสดาร ตลาดซึ่งเป็นต้นเหตุ มีคนขายของกิน และคนขายสัตว์ทุกชนิดแบบเป็นๆ อยู่ใกล้ๆ เหล่านี้เป็นสภาวะแวดล้อมที่ต้องห้ามมากๆ แต่ไม่มีใครห้าม ก็หวังว่าจีนจะมีการห้ามในเรื่องนี้” ดร.นำชัยกล่าว

สำหรับหนังสือ “โควิด-19 โรคแห่งศตวรรษ” ผลงานเล่มล่าสุดจาก ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ สามารถสั่งซื้อล่วงหน้าได้ที่ www.matichonbook.com พร้อมเริ่มจัดส่ง 30 เมษายนนี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ครม.ไฟเขียว ประกาศมท. อนุญาตต่างด้าวบางจำพวกอยู่ในประเทศเป็นกรณีพิเศษ
บทความถัดไปอินเดียช่วย 6 นักท่องเที่ยวต่างชาติถังแตก อยู่ถ้ำเกือบเดือน เหตุติดล็อคดาวน์