‘ไพร่พาเหรด’ เสียงจาก แอลจีบีที ผู้ถูกกดขี่บนโลกแห่งความหลากหลาย

“ในที่สุดเราก็มีที่หยัดยืน วันนี้การชุมนุมม็อบตุ้งติ้ง 2 ตอนไพร่พาเหรด เราจะร่วมเดินขบวนไปด้วยกัน จากสามย่าน ไปสีลม วันนี้ไม่มีปัญญาชน ไม่มีคนจน คนรวย มีแต่คนเท่าเทียมกัน”

คือเสียงของ สิรภพ อัตโตหิ หรือ แรปเตอร์ แกนนำกลุ่มเสรีเทยพลัส ประกาศกร้าว บนเวทีรถ 6 ล้อ ในเวลาเย็นย่ำ เมื่อ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ก่อนจะขอเสียงผู้มีความหลากหลาย ที่ประสงค์จะเรียกร้องประชาธิปไตย มองหาความเป็นธรรม และความเท่าเทียมทางเพศ ท่ามกลาง ‘ธงไพรด์’ สัญลักษณ์ความหลากหลายทางเพศ ขนาดใหญ่ โบกสะบัดอยู่เบื้องหลัง

ตั้งแถวหน้าสามย่านมิตรทาวน์ ชูธงหลากสีขนาดเบิ้ม โชว์ลีลา ‘สาวบางโพ-เต่างอย’ ก่อนออกเดินขบวน พร้อมป้ายติดแฮชแท็ก #เสรีเทยย์พลัส #รับเลือดกะเทย #สมรสเท่าเทียม #LegaliseSexWorker ชวนสะดุดสายตาประชาชี

คือการเดินขบวนของผู้ถูกกดขี่ที่ว่าจะไม่ทนอีกต่อไป และจะไม่หยุด แม้มีอะไรขวางกั้น ด้วยขออนุญาตจัดกิจกรรมเป็นที่เรียบร้อย

ลั่นสู้เพื่อ ‘ประชาธิปไตย’
ไม่ได้มีแต่ ‘ผู้ชาย’

ขณะเคลื่อนขบวน ‘ไพร่พาเหรด’ มุ่งหน้า สีลมซอย 2 ท่ามกลางประชาชนสองข้างทาง จับมือถือร่วมบันทึกภาพ และให้กำลังใจตลอดเส้นทาง โดยมีหน่วยซีไอเอประกบข้าง

เพียงไม่กี่นาที เพลง “Rain On Me” ของ เลดี้ กาก้า & อารีอานา กรานเด ถูกเปิดขึ้นตามคำขอของแกนนำ เนื่องด้วยฝนตกปรอยลงมา

“ฝนตกเราทนได้ เราทนรัฐบาลมามากแล้ว” แรปเตอร์ประกาศ ขณะที่มวลชนยังคงวาดลวดลาย โยกย้ายส่ายสะโพก

Run the World (Girls) ของ บียอนเซ่ คือเพลงลำดับถัดมา สร้างความคึกคักไปอีกระลอก ท่อนฮุกถูกรีพีตด้วยน้ำเสียงเน้นย้ำ “Who run the world ?- Girls

“เพราะการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ได้มีแต่ผู้ชาย” พิธีกรบอก ก่อนมวลชนเปล่งวาจา “ประยุทธ์ออกไป” เป็นระยะ

ตะโกน‘รับเลือดกะเทย’หน้าสภากาชาด
ชี้เลือดใครก็เสี่ยง HIV ได้

“รับเลือดกะเทย” คือวลีที่เปล่งสนั่น เมื่อขบวนเดินทางมาถึงหน้า สภากาชาดไทย ด้วยมองว่า ทุกคนติดเอดส์ได้เหมือนกัน ไม่เพียงสาวประเภทสอง

วิทาเวีย นิสิตแพทย์ กล่าวปราศรัย จวกสภากาชาดไทยว่า จะเอาข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่บอกว่า ผู้มีความหลากหลายทางเพศมีเปอร์เซ็นต์ติดเชื้อ HIV มากกว่าคนทั่วไป มาตัดสินคนไม่ได้ ก่อนจะยกประสบการณ์ของ น.ศ.แพทยศาสตร์ หลายสถาบัน ที่ถูกกีดกันการแสดงออกทางเพศ ด้วยการเรียกพบ ตักเตือน

“คณะที่พร่ำสอนการเข้าใจมนุษย์ ทำไมไม่เข้าใจพวกเราบ้าง ดิฉันไม่ใช่มนุษย์หรือ” คือคำตัดพ้อ

“การที่หมอเหรียญทองบอกว่า จะไม่รับรักษาคนที่ไปเรียกร้องประชาธิปไตย มันใช่หรือ” วิทาเวียตั้งคำถาม

พร้อมเรียกร้องว่า เมื่อมีการทำตัวคุกคามมนุษย์ด้วยกัน ในฐานะองค์กรที่รักษาสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ต้องออกมา ประณาม ท่ามกลางมวลชนตะโกน “สภากาชาด” “รับเลือดกะเทย” ต่อเนื่อง

ขบวน ‘ตุ้งติ้ง 2’ โชว์สีสันอลังการ ย่านสีลม

18.00 น. คือเวลาที่มวลชนถึงจุดหมาย ก่อนจะนั่งชู 3 นิ้ว เคารพธงชาติ แล้วดูว่าจะมีใครเดินมาตบหน้าหรือไม่

ใต้สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง เพลง I’ll survive คลอให้จังหวะเป็นอันดับแรก

“อยู่ในประเทศแบบนี้ ต้องรอด เราจะอยู่รอดูวันที่เปลี่ยนแปลงสังคมไปด้วยกัน” แรปเตอร์บอก ก่อนร่วมเต้นเพลง Born this Way ของ เลดี้ กาก้า ซึ่งเป็นบทเพลงยอดนิยมในกลุ่มสาวประเภทสอง เพื่อประกาศให้รู้ว่า

ทุกคนล้วนเกิดมาเพื่องดงามดั่งดาวบนนภา จงเชิดหน้าไว้ ทุกคนสวยในแบบที่เป็น

ม็อบตุ้งติ้ง 2 กลับมาหนนี้ ยังจัดเต็ม โชว์ ‘แดรกควีน ประชาธิปไตย’ สุดอลังการกลางย่านสีลม โดยผู้มีความหลากหลายทางเพศ 3 คน แต่งกายด้วยชุดแฟนซี เดินแบบประกอบดนตรี สร้างสีสันให้กับผู้ชุมนุมได้ร่วมส่งเสียงฮือฮาตลอดการย่างกรายผ่านหน้า

เหล่านี้ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ สาวประเภทสองจาก stranger bar สีลม ซอย 4 นี่เอง

ภาพ‘วันเฉลิม’พรึบ
ลั่นทวงประชาธิปไตย ที่ไร้‘ชายเป็นใหญ่’

“เรามาทวงคืนเสรีภาพให้ปวงชนชาวไทยทุกคน หลังชุมนุมวันนี้ ไปม็อบไหนพกเครื่องเสียงไปด้วย ไปพูดเรื่องความเป็นธรรมทั่วประเทศ บอกให้พวกประชาธิปไตยไม่ได้พ้นปลายจู๋ ได้รู้ว่า ‘ไม่ได้มีแต่ชายที่เรียกร้องประชาธิปไตย’ ทุกคนได้รับผลกระทบจากระบอบปิตาธิปไตย เราจึงต้องร่วมทวงคืนประชาธิปไตย ที่ไม่มีปิตาธิปไตยอยู่ในนั้น”

แรปเตอร์ ปราศรัยถึงโครงสร้างปิตาธิปไตย ที่ผูกโยงกับรัฐและสังคม ด้านมวลชนชูป้าย นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมที่ถูกอุ้มหาย

“นี่คือความรุนแรงของระบบที่ทำต่อคนตาดำๆ ต่อประชาชน แบบนี้ยังมีความชอบธรรมอีกหรือไม่ ไม่ควรมีใครสูญหาย ถ้ากลัวการวิพากษ์วิจารณ์ คือไม่ดีจริง

พี่วันเฉลิม คือคนที่บอกว่า ความหลากหลายทางเพศ คือเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนในขบวนการประชาธิปไตย ไม่มีใครใหญ่กว่ากัน เราทุกคนเท่าเทียมกัน” แรปเตอร์เน้นย้ำ

ทั้งยังมีการเรียกร้องให้ยุบดาวเดือน ร่วมกัน “แจวเรือ” เรียกหา “สมรสเท่าเทียม” อย่างสนุกสนาน

ผิดกฎหมาย แต่สร้างรายได้มหาศาล
จี้ยกเลิก ‘พ.ร.ก.ค้าประเวณี’ ชี้คือ ‘พนักงาน’

“เราใช้ร่างกายหาเงินให้ประเทศ แต่สิทธิเราไม่ได้กลับมาเลยแม้แต่บาทเดียว”

คือเสียงของ ศิริศักดิ์ ชัยเทพ หรือต้น คือหนึ่งในพนักงานขายบริการ บอกว่า 3 แสนกว่าคนที่ทำอาชีพนี้ แต่รัฐลงพื้นที่บอกไม่มีการค้าประเวณี เพราะเรามี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ทำให้เป็นอาชีพผิดกฎหมาย ทั้งที่สร้างรายได้ให้ประเทศปีละหลายพันล้าน

“หาว่าเราขายศักดิ์ศรี ขายชาติ ทำลายสถาบันครอบครัว ทำลายประเทศ จะบอกให้ ถ้าไม่มีเรา ประเทศไม่เจริญหรอก แค่ถนนสีลมสร้างรายได้ไปเท่าไหร่แล้ว ฉะนั้น ต้องยกเลิก อย่ามองว่าเป็นคนขายตัว เราแค่ขายบริการ

ศิริศักดิ์ ชัยเทพ

“ขายตัวคือ มีคนเอาเงินมาให้ 2,000 บาท ต้องตัดหัวนมให้เขา เราแค่นวด เราเต้น ชงเหล้าให้ เป็นที่ปรึกษาที่ดี เราทำงานวันละ 9 ชม. เหมือนอาชีพอื่นทั่วไป เราไปถึงร้านต้องฝึกเต้น ล้างถ้วย เพียง 15 นาทีเท่านั้นที่มีเพศสัมพันธ์ แต่ทำไมต้องเอาเวลาแค่ไม่กี่นาทีมาเป็นข้ออ้างว่า พวกเราผิดกฎหมาย ทุกคนเคยมีเพศสัมพันธ์ แต่ติดตรงที่เราทำ ผิดกฎหมายทันที ไม่ยุติธรรม เราไม่ได้ขายตัว เราขายบริการ” ศิริศักดิ์
เน้นย้ำ ก่อนจะเผยต่อว่า

ถามว่า ถ้าจะยกเลิก จะเป็นการทำลายศีลธรรมหรือไม่ ทุกอาชีพมีโอกาสทำลายศีลธรรมได้เท่ากัน กรุณาอย่าโยนบาปให้คนขายบริการอย่างเดียว

“ไม่ใช่คนมาซื้อ แล้วไปถ่างขา บางคนเพียงไปนอนเป็นเพื่อนเฉยๆ บางคนจะฆ่าตัวตายมาซื้อบริการ กลายเป็นให้คำปรึกษา จนไม่ฆ่าตัวตาย คือนักจิตวิทยา

“ยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันการค้าประเวณี คืนสิทธิและศักดิ์ศรีให้พนักงานบริการทุกคน มองพวกเราเป็นแรงงานได้หรือไม่”

เราต้องการเพียงการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานเท่านั้น ความจริงไม่ยาก แต่ยากเพราะเราอยู่ในประเทศที่ดัดจริตมากๆ” ศิริศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย

‘คนไร้สัญชาติ’ถาม
เราผิดตรงไหน ถูกกระทำอย่างสัตว์

“ไปเยี่ยมญาติที่กำลังจะตาย แต่ต้องถูกเอาลงจากรถ เพราะไม่มีบัตร ถูกกระทำไม่ต่างจากสัตว์ ที่ผ่านมา เราถูกละเมิด หลายคนผูกคอตาย ฆ่าตัวตาย หลายคนถูกข่มขืนจากนายจ้าง ถ้าเราจะไปแจ้งความ จะถูกขู่ด้วยข้อหาหลบหนีเข้าเมือง”

อีกหนึ่งความหลากหลายที่ชี้ชัด ไอริณ ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ และผู้ไร้สัญชาติ บอกว่า คนไทยพลัดถิ่น ตายไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่ง คือคำพูดที่เคยได้ยินมาตั้งแต่เด็ก

“เราอยู่บนความหลากหลาย แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญ และเคารพความหลากหลายนี้เลย ตั้งแต่เกิดมาไม่รู้ว่าไอดีการ์ดคืออะไร เราต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสิทธิความเป็นพลเมืองและสัญชาติ ลงพื้นที่แต่เด็ก แต่ละกระบวนการลำบากมาก เดินเท้าจากด่านสิงขรถึงรัฐสภาเก่า ด้วยระยะเวลา 10 กว่าวัน คนอายุสูงสุด 74 น้อยสุด 6 เดือน”

ไอริณ มองว่า ละคร ภาพยนตร์ ที่สร้างขึ้นด้วยคำว่า “ชาตินิยม” คืออีกปัจจัยที่ร่วมทำร้าย ให้ถูกกล่าวหาว่าไร้สัญชาติ ซึ่งหลังประยุทธ์ทำรัฐประหาร ความคืบหน้าพี่น้องไร้สัญชาติไม่ได้ครึ่ง ยังคงถูกละเมิดสิทธิ ตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่มีสิทธิแม้จะเรียนด้วยซ้ำ คือความเป็นจริงของคนชายขอบ เรียนด้วยตัวเอง เรามีหมายเลขอยู่ข้างหน้า แต่ไม่เคยมีคำว่าไทยอยู่เลย

“ที่พวกเราเคยได้ยิน เสียแผ่นดิน 14 ครั้ง แต่ละครั้งด้วยความที่ว่า เสียส่วนน้อย เพื่อรักษาส่วนใหญ่ แต่คนที่ทำให้ดินแดนต้องเสียไป คือระบบเผด็จการทั้งนั้น เราผิดตรงไหน ถ้าเลือกได้ ไม่อยากเป็นส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ อย่าถามหาความเป็นมนุษย์ ถ้าคนในประเทศไม่มีความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิต คนไร้สัญชาติเราอยู่ทุกที่ในประเทศนี้

ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไร อย่าลืมว่าเราไม่ได้เกิดมาเป็นทาสใคร ลุกขึ้นมา ถึงเวลาแล้วที่เราต้องออกมาส่งเสียง หยุดสักที ละเมิดประชาชน ปล้นอำนาจ” ไอริณกล่าว

‘เฟมทวิตแดนซ์’เต้นสีดาลุยไฟ
เมืองไทยในวัฒนธรรม‘ข่มขืนโจ่งแจ้ง’

ปิดท้ายด้วยการแสดงชุด “สีดาลุยไฟ” ของกลุ่มเฟมทวิตแดนซ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้หญิงปลดแอก นำเสนอประเด็นการข่มขืน ความรุนแรง และความตาย ด้วยมองว่า รัฐที่เพิกเฉย คือรัฐที่ข่มขืน โดยมีกลุ่มละคร B-floor ร่วมตีกลองให้จังหวะ ที่เผยด้วยว่า ได้ไอเดียจาก “จังค์มิวสิค” ซึ่งปกติตีกับแท่นแบริเออร์ของตำรวจ แต่ถูกยึดไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา

“ที่ตั้งชื่อสีดาลุยไฟ เพราะสีดาคือคนที่เป็นเหยื่อหลายรอบ ต้องลุยไฟพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง” มีมี่ ตัวแทนกลุ่มเล่า

ด้าน ชุมาพร แต่งเกลี้ยง หรือวาดดาว นักกิจกรรมเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ เผยว่า ได้แรงบันดาลใจจากประเทศชิลี
มีผู้หญิงออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม จากนั้นล้มเผด็จการที่มีอายุกว่า 40 ปีได้

วาดดาว ยังขึ้นปราศรัยประเด็นการกดขี่ทางเพศ ด้วยว่า ประเทศไทยอยู่ในวัฒนธรรมที่ยอมให้ข่มขืนอย่างโจ่งแจ้ง และเราจะไปเต้นแบบนี้ทุกม็อบ เราจะเต้นให้ยุติการข่มขืนในประเทศไทย

“ระบบชายเป็นใหญ่ ปัญหาคือจะกล่าวโทษเพศอื่นอย่างไรก็ได้ ทำอย่างไรที่จะทำลายโครงสร้างปิตาธิปไตย ข้อแรกต้องมีการรีฟอร์มจารีตประเพณี รวมถึงกฎมณเฑียรบาล โดยคำนึงถึงหลักสิทธิ และความเท่าเทียมทางเพศ”

ปักหมุดหมายแห่งประวัติศาสตร์
เพื่อ‘ความเป็นธรรม’

“นี่คือหมุดหมายประวัติศาสตร์ ที่ต้องคำนึงถึงความเท่าเทียมทางเพศ ในขบวนการเดียวกันด้วย” แรปเตอร์ลั่นอีกหน ก่อนอ่านแถลงการณ์ของกลุ่ม “เสรีเทยพลัส” สนับสนุนจุดยืนของ “ราษฎร”
3 ข้อแนบท้ายอีก 2 ข้อ ต่อมหาชนผู้มีใจรักสิทธิ เสรีภาพ ได้แก่

1.สังคมไทยและขบวนการประชาธิปไตย จะต้องยกระดับมาตรฐานทางจริยธรรม โดยเฉพาะเรื่องเพศ ทุกคนควรร่วมใจตรวจสอบ และตักเตือน เพื่อป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศในขบวนการประชาธิปไตย

“นอกจากนี้ เนื้อหาการปราศรัย หรือการจัดกิจกรรม รูปแบบใด ต้องไม่ลดทอนคุณค่าทางเพศ ไม่ว่าเพศใดก็ตาม”

2.ทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรมชุมนุมทางการเมือง ขอเรียกร้องผู้จัด ให้สัดส่วนทางเพศ แก่ผู้ที่ปราศรัย ขอให้เพศหญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศ ได้มีจุดยืน นำเสนอเนื้อหาของตัวเอง เพื่อสร้างความเท่าเทียมอย่างแท้จริง

“ข้อเรียกร้องเหล่านี้ เป็นวาระเร่งด่วน ที่สามารถปฏิบัติได้โดยทันที ขอให้ทุกท่านตระหนักว่าประชาธิปไตย ไม่ได้เป็นจุดมุ่งหมายของกลุ่มใดโดยเฉพาะ เป็นวิถีของชนทุกหมู่เหล่าที่ต้องเคียงข้างกันไป ดังนั้นการเคลื่อนไหวจึงควรส่งเสริมความเท่าเทียมทุกมิติ ความเชื่อ ฐานะ หรือแม้กระทั่งเพศก็ตาม” แรปเตอร์ทิ้งท้าย

เหล่านี้ คือเสียงของเหยื่อจากระบอบ ปิตาธิปไตย เมื่อชายเป็นใหญ่ และไทยมีแนวคิดผูกติด ว่าเพศที่แท้มีแค่ชาย-หญิง โยงใยไปถึงสถาบันครอบครัว

ทำให้หลายชีวิตกลายเป็นผู้ไม่ได้การยอมรับจากสังคม ด้วยวัดกับศีลธรรม และค่านิยมอันดีงาม แต่ไม่เคยสอบถามความรู้สึกเบื้องลึกข้างใน ภายใต้รูปกายเหล่านั้น

เมื่อ “เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ” และพุทธศาสนาคือศาสตร์แห่ง ความจริงตามธรรมชาติ ผู้ที่น้อมนำคำสอนก็อาจเข้าใจได้ไม่ยากว่า กาย กับ จิต นั้นแยกส่วนกัน

เช่นนี้แล้ว “เพศสภาพ” ก็ไม่ควรผูกติดกับจิตวิญญาณส่วนบุคคล ที่ควรจะแสดงออกถึงตัวตนอย่างไรก็ได้ ภายใต้ภาชนะห่อหุ้มร่าง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ถอดการแข่งขันเอฟวัน เวียดนามมีส กรังด์ปรีซ์ จากปฏิทินปีหน้า หลังคีย์แมนโดนจับ
บทความถัดไปอย่าได้คาดหวังว่าเศรษฐกิจไทยที่กำลังโงหัวขึ้นจะเดินหน้าได้ โดย สมหมาย ภาษี