คน สินค้า ชุมชน ต้นทุนท้องถิ่นเศรษฐกิจฐานราก สู่ท่องเที่ยวยั่งยืน พัฒนา ‘บ้านเกิด’

อีกไม่กี่วันถัดจากนี้ จะเข้าสู่เดือนสุดท้ายของปีสำคัญในประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่

ยุคที่โรคระบาดใหญ่แพร่กระจายอย่างเท่าเทียมไม่เลือกชนชั้น

การเดินทางติดต่อสัมพันธ์ระหว่างประเทศหยุดชะงัก

ความคาดหวังเม็ดเงินจากต่างชาติที่จะเข้ามาจับจ่ายส่งท้ายปีเหมือนที่เคยต้องถูกพับเก็บแล้วหันมาให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวภายในประเทศ พูดง่ายๆ ว่า ไทยเที่ยวไทย เพื่อให้ไทยช่วยไทย

นิยามของคำว่ายั่งยืนและความมั่นคงเข้มแข็งของชุมชนทวีความสำคัญยิ่งขึ้นตามลำดับในห้วงเวลานี้

230 คือตัวเลขของ ‘หมู่บ้าน CIV ดีพร้อม’ หรือหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Village : CIV) ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) พร้อมสามารถรองรับนักท่องเที่ยวช่วงหยุดยาว ภายใต้การส่งเสริม

มีตัวอย่างที่โด่งดัง เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวสายอนุรักษ์ อาทิ ‘บ้านนาต้นจั่น’ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ‘ชุมชนบางคล้า’ จังหวัดฉะเชิงเทรา และชุมชน ‘บ้านคา’ จังหวัดราชบุรี เป็นต้น

ณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เล่าว่า กสอ.มุ่งพัฒนาชุมชนเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการดำเนินงานส่งเสริม หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยมีกระบวนการพัฒนาคนในชุมชนให้มีความพร้อม พัฒนากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน และ พัฒนาชุมชนให้มีศักยภาพพร้อมเป็นแหล่งท่องเที่ยว ใช้จุดเด่นของแต่ละชุมชนเป็นจุดขาย ผ่านการดำเนินการที่ได้รับการปรับให้สอดคล้องกับวิถีชุมชน โดยมีศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมจังหวัด ที่กระจายอยู่ในทุกภูมิภาค ทั้งนี้ การดำเนินการส่งเสริมที่ผ่านมาส่งเสริมไปแล้วกว่า 230 ชุมชน สามารถสร้างรายได้ในปี 2563 จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็นของฝาก ของที่ละลึก 187.7 ล้านบาท รายได้จากการบริการชุมชน 92 ล้านบาท รวมรายได้ทั้งหมดกว่า 280.1 ล้านบาท

“มั่นใจในศักยภาพของชุมชนต่างๆ ที่ได้รับการส่งเสริมว่ามีความพร้อมรองรับการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี อาทิ บ้านนาต้นจั่น เหมาะสำหรับการท่องเที่ยววิธีธรรมชาติ พร้อมเรียนรู้วัฒนธรรมการทอผ้า ชุมชนบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ มีการจัดรูปแบบการท่องเที่ยวที่สามารถเที่ยวได้หลากหลายภายในหนึ่งวัน

หรือ One Day Trip ทั้งนี้ เป็นเพราะแต่ละชุมชนได้รับการพัฒนาทั้ง 3 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย ด้านทุนทางวัฒนธรรม อันได้แก่ อัตลักษณ์ชุมชน เสน่ห์ของชุมชน วิธีชุมชน และภูมิปัญญาชุมชน ด้านการท่องเที่ยว ประกอบด้วย ทรัพยากรการท่องเที่ยว เส้นทางการท่องเที่ยว และข้อมูลการท่องเที่ยว และด้านผลิตภัณฑ์และบริการ ผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์บริการชุมชน ของฝาก ของที่ระลึกเพื่อการท่องเที่ยว ทำให้ชุมชนต่างๆ มีความพร้อมสำหรับการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ

ที่ผ่านมา กสอ. ประสบความสำเร็จในการยกระดับชุมชนต่าง ๆ อาทิ ชุมชนห้วยยายจิ๋ว จังหวัดชัยภูมิ ขยายผลมายังชุมชนบ้านคา จังหวัดราชบุรี และเตรียมขยายผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศในปี 2564 ภายใต้เป้าหมายเพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จากการดำเนินงานอย่างเข้มข้นของ กสอ. พบว่า โดยแต่ละชุมชนมีความหลากหลายทั้งในเชิงภูมิศาสตร์ และอัตลักษณ์ ซึ่งถือเป็นจุดเด่น และทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายในปัจจุบัน ชุมชนจึงควรค้นหาจุดแข็ง เพื่อพัฒนาต่อยอดให้มีศักยภาพ” อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมกล่าว

นอกจากนี้ ยังเปิดเผยถึง 7 หลักการสำคัญในการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง ได้แก่ 1.ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม กล่าวคือ ใช้เทคโนโลยีที่มีราคาไม่แพง แต่ถูกหลักวิชาการ 2.มีขนาดการผลิตที่เหมาะสม สอดคล้องกับความสามารถในการบริหารจัดการ 3.ไม่โลภ และไม่เน้นกำไรระยะสั้นเป็นหลัก 4.เน้นความซื่อสัตย์สุจริตในการประกอบการ ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค 5.เน้นการกระจายความเสี่ยงด้วยการสร้างผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนผลผลิตได้ 6.เน้นการบริหารความเสี่ยงต่ำ (Downside risk management) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ก่อหนี้จนเกินขีดความสามารถในการจัดการ และ 7.เน้นการใช้เสน่ห์ในท้องถิ่นในการขับเคลื่อน

สุประวีณ์ รัศมีตรีเนตร

ส่วนชาวบ้านตัวจริงอย่าง สุประวีณ์ รัศมีตรีเนตร เจ้าของไร่มาลัยทรัพย์ อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี บอกเล่าเรื่องราวของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผักผลไม้ปลอดภัย บ้านคา ว่าเกิดจากการต่อยอดปรัชญาโครงการหลวง ในการทำการเกษตรอินทรีย์ สร้างแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างยั่งยืน โดยมีการรวมตัวกันของกลุ่มข้าราชการและครูที่เกษียณอายุราชการกว่า 50 คน ในนาม “คนบ้านคา” แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน ยกระดับเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตร โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คนรุ่นหลังกลับมาใช้ชีวิตสุขใจและพัฒนาบ้านเกิดร่วมกัน

“ไร่มาลัยทรัพย์ได้เพาะปลูกอินทผลัม นำเข้าเนื้อเยื่อมาจากประเทศทางตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดสายพันธุ์อินทผลัมในราคาต้นละ 300 บาท คัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสำหรับการแปรรูปมากกว่า 10 สายพันธุ์ และทดลองนำสายพันธุ์ที่ให้เหมาะกับการบริโภคสดมาปลูกด้วย เช่น บาฮี ฮายานี่ อะบูดาเบีย ใช้ปุ๋ยมาตรฐานที่ผลิตขึ้นเอง สร้างแปลงเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม และเป็นการทำการเกษตรผสมผสาน โดยปลูกมะขามป้อมและไม้ผลชนิดอื่น ๆ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมบรรยากาศการเพาะปลูก เกิดการถ่ายภาพและแชร์ไปยังสื่อสังคมออนไลน์ นักท่องเที่ยวหลายรายยังสั่งจองผลผลิตอินทผลัมอินทรีย์ ที่ราคากิโลกรัมละ 400 บาท ปัจจุบันผลผลิตบางส่วนได้ส่งออกไปยังประเทศพม่า กัมพูชา และลาว ซึ่งปีที่ผ่านมามีรายได้จากการจำหน่ายอินทผลัมมากกว่า 7 แสนบาท” เจ้าของไร่มาลัยทรัพย์กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

จำนอง บุญเลิศฟ้า

ในขณะที่ จำนอง บุญเลิศฟ้า กลุ่มผู้ประกอบการปลูกผักผลไม้ปลอดภัยบ้านคา เสริมว่า ได้ริเริ่มโครงการปลูกผักกางมุ้ง และไร่องุ่นกำนันเมี้ยง เพราะต้องการปลูกผักปลอดสารพิษ และต้องการจูงใจให้คนในพื้นที่บ้านคา ที่ออกไปทำงานในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดอื่นๆ กลับมาใช้ชีวิตปลูกผักปลูกผลไม้และพัฒนาเกษตรที่บ้านเกิด โดยการดำเนินการได้แบ่งพื้นที่กว่า 3-4 ไร่จากทั้งหมด 20 ไร่เพื่อทำการเพาะปลูกผักสวนครัว อาทิ กวางตุ้งและคะน้าในรูปแบบแปลงปลูกกางมุ้ง นอกจากนั้น ยังมีองุ่นพันธุ์บิวตี้และเพอเรท เสาวรส พันธุ์หม่าเทียนซิง ในพื้นที่บริเวณโดยรอบ โดยใช้รูปแบบของเกษตรอินทรีย์ของโครงการหลวงมาประยุกต์ โดยมีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมให้คำแนะนำในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งในปีที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้จากการเพาะปลูกได้กว่า 5 แสนบาท

เป็นอีกหนึ่งโครงการน่าสนใจในสถานการณ์ที่ความมั่นคงยั่งยืน คือ สิ่งที่ต้องขีดเส้นใต้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘บิ๊กป้อม’ ย้ำท่าทีไทยต่อคณะมนตรี 4 ชาติ แม่น้ำโขง ร่วมพัฒนาสู่ความยั่งยืน
บทความถัดไประนองเตรียมพื้นที่นำร่องครอบครอง-เสพพืชกระท่อม (ชมคลิป)