ปรากฏการณ์ ‘ย้ายประเทศกันเถอะ’ อารมณ์ร่วมคนรุ่นใหม่ บนความสิ้นหวัง ที่ถูกตีตรา ‘ชังชาติ’

ปรากฏการณ์ ‘ย้ายประเทศกันเถอะ’ อารมณ์ร่วมคนรุ่นใหม่ บนความสิ้นหวัง ที่ถูกตีตรา ‘ชังชาติ’

เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจมองข้ามได้ เมื่อจู่ๆ กรุ๊ป “ย้ายประเทศกันเถอะ” ผุดขึ้นกลางเฟซบุ๊ก ตามด้วยยอดสมาชิกที่กรูกันเข้ามากว่า 300,000 ในชั่วข้ามคืน

491,000 ณ วันที่ 3 พฤษภาฯ และล่าสุดทะลุ 850,000 (6 พ.ค.) เป็นที่เรียบร้อย

“โควิดระลอกแรก ตั้งกรุ๊ปขายของ โควิดระลอก 3 ตั้งกรุ๊ปย้ายประเทศ”

หนึ่งในความคิดเห็นจากสมาชิกกลุ่ม สะท้อนความสิ้นหวังของคนเรือนแสนที่มีต่อดินแดนนี้ ด้วย “อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดี” แต่มองรัฐบาลกี่ทีก็หมดหวัง เมื่อผู้นำสร้างบาดแผลและกดทับ จึงถึงเวลาหันไปหาหมออื่น

เมื่อไล่รัฐไม่ไป เดี๋ยวไปเอง

“อยากไปอยู่เมืองนอก” ไม่ใช่ความคิดที่ใหม่ แต่ที่ถูกโหยหาในเวลานี้ หนีผลไม่พ้นต้นเหตุการบริหารที่ล้มเหลวของภาครัฐ ทั้งการบริหารสถานการณ์โควิด-19 จัดการวัคซีนนำเข้า ลามไปถึงการสูญเสียของหลายครอบครัว ด้วยปัญหา ระบบการรักษาที่ล่าช้า

ยังไม่นับ สภาพเศรษฐกิจ ที่ชะงักงัน จากการออกมาตรการโควิด ขณะที่กิจการทยอยปิดตัวลง

ยังไม่รวม สภาวะอัดอั้นทางการเมือง รัฐธรรมนูญที่เข้าใกล้ทางตัน ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่วางแผนไว้อย่างไม่สนใจ “โลกาภิวัตน์”

แม้แต่ “อนาคตของชาติ” ออกมาเรียกร้องสิทธิ-เสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ กลับถูกแก๊สน้ำตา ห่ากระสุนยางพุ่งเข้าใส่ หลายชีวิตถูกกักขัง-พ่วงข้อหาติดหลัง จากการแสดงความเห็นแย้งผู้มีอำนาจ

ก่อตัวเป็นความรู้สึกหม่น เพราะ “เสียงประชาชน ไม่เคยถูกได้ยิน”

ก่อเกิดพื้นที่จริงจัง ของคนรุ่นใหม่ ตั้งทีมติด # ประเทศที่อยากไป บอกเล่าประสบการณ์ ขั้นตอนทำวีซ่า แนะแนวการศึกษา และลู่ทางประกอบอาชีพ ไปจนถึงแนบลิงก์ เขียนบทความสอนภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน สนับสนุน ส่งกำลังใจให้ย้ายไปได้ไวที่สุด

คืออารมณ์ร่วมของสังคมไทย อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะที่อีกด้านกระแสวิพากษ์พรั่งพรูไม่ขาดสาย

ซึ่งไม่เพียงคนรุ่นใหม่ที่หมดหวัง รุ่นผู้ใหญ่ บางส่วนก็ย้อนคิดใหม่ เตรียมส่งลูกไปหาอนาคตที่ต่างแดน

หลากเสียงวิพากษ์ เสียดสี

ปั่นกระแสโจมตี – ‘ดีอีเอส’ สั่งจับตา

“แกนนำม็อบที่ออกมาก่อความวุ่นวาย ทำลายประเทศ อยากย้ายประเทศจนตัวสั่น เพื่อต้องการหนีคดีที่ยาวเป็นหางว่าว แต่ไม่มีที่ไหนในโลกต้อนรับ สุดท้ายได้ย้ายที่อยู่จากบ้านไปอยู่ในคุกใช่หรือไม่”

คือส่วนหนึ่งจากความเห็น โดย สิระ เจนจาคะ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ที่มองกรณีนี้ ว่านักการเมืองบางคน แค่ต้องการปั่นกระแสโจมตีการทำงานของรัฐบาล ทำให้ไทยไม่น่าอยู่

พร้อมย้อนถาม นักการเมืองที่มีภรรยาเป็นชาวต่างชาติ ก็สามารถย้ายขอสัญชาติไปเป็นพลเมืองของประเทศนั้นได้ แต่ทำไมถึงพามาอยู่ที่ไทย?

เสริมปม ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า แม้จะขนเงินที่โกงไปเป็นแสนล้าน แต่ยังอ้อนวอนขอกลับมาอยู่ประเทศไทย

“เพราะถ้าต่างประเทศดีจริง ตระกูลนี้คงอพยพหนีไปกันทั้งครอบครัวแล้ว” สิระว่าอย่างนั้น

ขณะที่ เพจ Embassy of Sweden in Bangkok ของสถานทูตสวีเดน ประจำประเทศไทย ออกท่าทีโพสต์เชิญชวนว่า สวีเดนอาจเป็นจุดหมายปลายทางที่ดีสำหรับคนอยากย้ายประเทศ

ด้าน นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความโชว์ความป๋า ถ้าไปอยู่แบบถาวร หรือคิดจะลี้ภัย ส่งข่าวมาบอก จะจ่ายค่าเครื่องบินขาไปให้ จะสงเคราะห์เอาบุญ แต่อย่าเขียนแบบสนุกๆ

ล่าสุด ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ออกมาบอกว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่ม ว่ามีเนื้อหาสร้างความแตกแยก สร้างความเกลียดชัง ทั้งยังมีการแสดงความคิดเห็นเข้าข่ายหมิ่นสถาบัน จึงตั้งทีมจับตากลุ่ม “ย้ายประเทศกันเถอะ” ติดตามดูเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย หากพบ พร้อมลงดาบอย่างเด็ดขาด ทั้งยัง หวั่นแนะนำวิธีลักลอบเข้าเมือง หรือโดดวีซ่า ไปจนถึงเป็นช่องทางของขบวนการมิจฉาชีพ ลวงไปทำงาน ที่ระบาดหนักไม่แพ้โควิด โดยยกเคสช่วงปี 2561-2563 เป็นหลักฐาน ว่ามีผู้ร้องทุกข์ไปกว่า 1,500 เรื่อง

ลูกบิดตาสว่าง พลเมืองชั้น 2 3 4

กลายเป็นคำติดหู เมื่อลูกบิดประตูเป็นเหตุผล ทำให้คนคิดถึงบ้านเกิด

หลัง ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า สะท้อนเรื่องราวสุดทรมานใจของตน ครั้งร่ำเรียนอยู่สหรัฐ ผ่านโพสต์ “ลูกบิดประตูเย็น”

“มีเหตุการณ์หนึ่งที่ฝังใจผมมาก วันหนึ่งอากาศหนาวมาก ผมจะเข้าบ้านเช้า เลยถอดถุงมือเพื่อให้จับลูกกุญแจไขลูกบิดได้ถนัด เอามือเปล่าจับประตูแล้วเนื่องจากหนาวเย็นจัดมาก มือเปล่าๆ เลยเกิดน้ำแข็งเกาะติดกับลูกบิดประตู ผมต้องก้มเอาลมปากร้อนๆ เป่ามือจนเอามือออกจากลูกบิด พร้อมกับคำถามในใจว่า เราจะมาอยู่ทรมานเป็นพลเมืองชั้นสามชั้นสี่ในที่ที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของเราไปทำไม วินาทีนั้นทำให้ผมตัดสินใจในทันทีว่าผมต้องกลับมารับใช้ชาติบ้านเมือง”

คือท่อนหนึ่งของสเตตัส ที่นำมาซึ่งกระแสยั่วล้อไปทั่วโซเชียล

ก่อน ผศ.ดร.อานนท์ออกมาแก้ต่าง พร้อมแนบตัวอย่าง “แต่ไอ้ตี๋บางตัว ทะเลาะกับคนในครอบครัว เขาปิดล็อกลูกบิดประตู มันเอาขวานจามลูกบิดและประตูบ้านมันเองจนเละพังยับ”

ทำเอาขาวเน็ตสงสัย เกี่ยวข้องกันจุดไหน อย่างไร?

ผศ.ดร.พัทธจิต ตั้งสินมั่นคง หรือ “อ.เจ” จากคณะรัฐศาสตร์ ม.วาเซดะ ประเทศญี่ปุ่น ออกมาโพสต์สเตตัส ตั้งคำถามต่อทักษะทางด้านการคิดของผู้จบปริญญาเอก

อยู่ไทย ก็ไม่ต่าง

จะย้ายประเทศ ก็ไม่ใช่เรื่องเล่น

“อย่ากลัวที่จะเป็นพลเมืองชั้น 2 ของประเทศอื่น เพราะในประเทศไทย หากเป็นคนจน
ก็เป็นพลเมืองชั้น 2 เหมือนกัน”

อีกหนึ่งความเห็น ของคนรุ่นใหม่ บ่งชี้ว่า ไม่ว่าจะวัยมัธยม หรือคนทำงาน ต่างเป็นจิ๊กซอว์
ชิ้นเล็กๆ ที่พยายามต่อ แต่ไม่ติด ด้วยสภาพสังคมอันมีที่มาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง

เมื่อวันหนึ่ง คำพูดที่ผู้ใหญ่ยกมาขู่ขวัญคนรุ่นใหม่ ว่า “ถ้าไม่พอใจ ก็ย้ายออกจากประเทศไป” ผสมรวมกับความเห็นของคนไทยในต่างแดน ที่มั่นใจว่า “ประเทศไทยดีที่สุดแล้ว” หากแต่ผู้กล่าว ก็ไม่ได้กลับมาใช้ชีวิตในเมืองไทย

เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้นสวนทางกับค่าแรงขั้นต่ำ แรงงานและเกษตรกรร้อนรุ่มใจ ระบบการศึกษาที่มีปัญหา

ไม่เว้นแม้แต่ ฝนตก น้ำท่วม ถนนพังไร้การซ่อมแซม การจราจรที่ติดขัด ระบบการขนส่งสาธารณะที่ไม่เอื้อ ไม่เหลือความปลอดภัยในชีวิต แม้ทุกคนจะเสียภาษี ออกมาเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาของประชาชน แต่ไร้การตอบรับ

ในยุคที่อินเตอร์เน็ต เสิร์ฟข้อมูลข่าวสารให้เท่าทันความเป็นไปของชาวโลก การเปรียบเทียบและแสวงหาทางพ้นทุกข์ จึงเกิดขึ้น ขณะที่ย้ายประเทศ ก็ไม่ใช่แค่ความฝัน หากสามารถเริ่มต้นได้ ด้วยการจัดทริปไปต่างประเทศ เพื่อได้ฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ

แชร์ข้อมูล สภาพสังคม ข้อดีข้อเสียของแต่ละประเทศ

ปักธงกันเป็นทีมประเทศต่างๆ ที่ให้ข้อมูล ดี-เสีย ประกอบการตัดสินใจ

เมื่อเลือกประเทศได้แล้ว ก็เข้าสู่การย้ายประเทศอย่างถูกกฎหมาย อย่างการสมัครงาน หรือเรียนต่อ พร้อมแหล่งที่ฝึกภาษาเพื่อจะย้ายไปใช้ชีวิตต่างแดน ให้คำปรึกษาที่เป็นประโยชน์จากผู้อาศัยอยู่ในประเทศนั้นๆ

นับรวมการย้ายประเทศแบบใช้ดวง อย่างการสุ่มล็อตโต้ที่ประเทศสหรัฐ เปิดให้ได้ลองใช้ดวงรับกรีนการ์ด ทุกปี

ด้วยจำนวนสมาชิกกรุ๊ป ทำให้หลายคนมองว่า หากสมาชิกลงทุนกันหลักร้อย ก็สามารถ ซื้อเกาะ บริหารประเทศพิสูจน์ให้ผู้ใหญ่หลายคนดูได้

นี่จึงไม่ใช่แค่กระแสกระเพื่อม ในกรุ๊ปเฟซบุ๊ก หรือเทรนด์อันดับ 1 ทวิตเตอร์ประเทศไทย

ขนาด “หมอก็อยากย้ายประเทศ” เช่นเดียวกัน

ปรากฏการณ์ ‘ย้ายประเทศกันเถอะ’ อารมณ์ร่วมคนรุ่นใหม่ บนความสิ้นหวัง ที่ถูกตีตรา ‘ชังชาติ’
ภาพจาก นักเรียนเลว

ผลจากรัฐ เร่งเร้าปรากฏการณ์

หวั่นภาวะสมองไหล

“คนเหล่านี้ไม่ได้ไม่รักชาติ แต่ผู้ปกครองประเทศในช่วงที่ผ่านมาทำให้รู้สึกว่าประเทศไม่น่าอยู่และต้องการหาที่ไป จริงอยู่ ทั้ง 4 แสนกว่าราย ไม่มีโอกาสย้ายตามความฝัน แต่คิดง่ายๆ ว่า หากไปได้สัก 10% ก็ 40,000 หรือแค่ 1% ก็ 4,000 คนแล้ว”

“น่าเป็นห่วงประเทศ”

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้ปรากฏการณ์นี้ว่า มองข้ามไม่ได้

ด้วยจำนวนของสมาชิก และความจริงจังในการแลกเปลี่ยนความเห็น

ด้าน ร็อกสตาร์ แห่งรัฐศาสตร์ ประจักษ์ ก้องกีรติ จากรั้วธรรมศาสตร์ เคยให้สัมภาษณ์มติชนไว้ว่า

“พูดง่ายๆ คือเขาอาจจะรู้สึกว่า ก่อนหน้านี้เขาโดนดูถูกมาก่อน ว่าเจเนอเรชั่นนี้เป็นเกรียนคีย์บอร์ด เก่งแต่โลกทวิตเตอร์ ไม่มีน้ำยาพอจะไปเคลื่อนไหว สุดท้ายเขาลงถนนจริง และผ่านไป 4 เดือน เด็กรุ่นนี้เติบโตทางการเมืองเร็วขึ้นมาก ด้วยการที่รัฐไปทำให้เขาเป็นผู้ใหญ่ เร็วกว่าวัยอันควร

 

คุณไปทำให้เขาต้องเผชิญกับประสบการณ์ การถูกฉีดน้ำ ยิงแก๊สน้ำตา ใช้ความรุนแรง มันเหมือน 4 เดือน เขาได้ประสบการณ์ ทางการเมืองไปเยอะมาก บางคนบอกว่า รวมถึงได้ความรู้ทางการเมือง ทางประวัติศาสตร์ มากกว่าที่เรียนรู้มาทั้งชีวิต”

“คุณไปทำให้คนรุ่นนี้เขากลายเป็นคนที่เติบโตทางการเมืองอย่างก้าวกระโดด โดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม รัฐเองทำ

เด็กรุ่นนี้เลยเป็นเด็กกร้านโลกไปแล้ว เพิ่งอายุ 20-21 มันได้รับประสบการณ์ตรงแล้ว ว่าราคาของการออกมาต่อสู้ทางการเมืองคืออะไร” ประจักษ์ชี้

แต่ที่มองข้ามไม่ได้ คือ “ภาวะสมองไหล” ซึ่งได้สร้างปัญหาให้กับหลายประเทศมาก่อน

อย่าง “ฟิลิปปินส์” ที่เคยเจอปัญหาการว่างงานในประเทศ ทำให้รัฐสนับสนุนการเดินทางออกไปทำงานต่างแดน จนมีตัวเลขมากกว่า 9% โดยเฉพาะอาชีพพยาบาล เนื่องจากค่าแรงที่แตกต่างกันอย่างมาก ภาวะสมองไหล ของบุคลากรทางการแพทย์ฟิลิปปินส์ ที่เดินทางไปต่างประเทศถึงปีละ 22,000 คน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดปัญหาการจัดการกับผู้ป่วยโควิด-19 กระทั่งต้องมีแคมเปญเรียกร้องให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานอยู่ต่างแดน เดินทางกลับ

ส่วนข้อมูลประชากรของไทย มีผู้สูงอายุมากถึง 9.6 ล้านคน ในปี 2556 หรือเป็น 15% ของประชากร ตามที่สหประชาชาติได้กำหนดไว้ เช่นนั้น อนาคตของชาติยิ่งเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้

ส่วนข้อมูลของกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ เฉพาะเดือนมีนาคม 2564 มีชาวไทย เดินทางไปทำงานในอาชีพ พนักงานบริการ ประมง เกษตร ผู้บัญญัติกฎหมาย ช่างเทคนิคต่างๆ อยู่ที่ 2,526 คน ขณะที่รายได้ที่คนงานไทยในต่างประเทศส่งกลับโดยผ่านระบบธนาคารแห่งประเทศไทย เดือนมีนาคม 2564 อยู่ที่ 10,576 ล้านบาท หรือทั้งปีแล้ว รวมที่ 37,279 ล้านบาท

นี่จึงเป็นภาวะ ที่มองข้ามไม่ได้ และยิ่งน่ากังวล ในโมงยามที่ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อย่างสมบูรณ์

ท้ายที่สุด แม้คนไทยจะอยากย้ายหนี แต่นี่คือเสียงจาก เยาวชน กลุ่ม “อุดรพอกันที” ที่เผยใจ ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ “หยุดขัง” ว่า

“ผมอยากย้ายไปอยู่ประเทศ ที่มีความเข้มข้นทางกฎหมาย ที่ปฏิบัติต่อประชาชนอย่างจริงใจ ไม่ใช่กฎหมายที่เอื้ออำนาจให้กับผู้ใดผู้หนึ่ง”

“จริงๆ แล้ว พวกเราเเค่อยากพัฒนาประเทศ ที่พวกเราอยากย้าย ไม่ใช่ว่าชังชาติ แต่เป็นเพราะการบริหารห่วยๆ ของรัฐบาลในทุกวันนี้

ถ้าเลือกได้ พวกเราก็อยากพัฒนาประเทศตัวเอง ถ้าประเทศของเราดีเเล้ว เราคงไม่ต้องอยากย้ายไปที่อื่น”

หากประเทศไทย ยังขับเคลื่อนด้วยเสียงก่นด่า ถูกกดทับเสรีภาพ

เช่นนั้น ทางออกของเยาวชนคือประตูบานไหน เมื่อแสดงความเห็นอยากพัฒนาบ้านเมืองอันเป็นที่รัก ก็หาว่าชัง หนักแผ่นดินจนอยากจะขับไล่ไปให้พ้น

ครั้นเยาวชนเกิดหมดหวัง อยากย้ายจริงก็ถูกต่อว่าขนานใหญ่ บ้างว่า “ประชดประชัน” กระทั่งถากถาง “มีปัญญาหรือไม่ ?”

ถามใจดู ว่าบ้านเมืองอยู่จุดไหน เมื่อความฝันอันสูงสุดของเยาวชนไทย กลายเป็น “เรียนจบแล้วได้ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ”

เต็มใจ เป็น “พลเมืองชั้น 2-3” ของชาติอื่น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon