หยุด! ผลิตซ้ำความเท็จ
เมืองร้อยเอ็ด ไม่ใช่เมือง “11” ประตู

[เว็บไซต์กลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูล จังหวัดร้อยเอ็ด]
เมืองร้อยเอ็ดไม่ใช่เมือง “11” ประตู เป็นที่รับรู้และเข้าใจตรงกันในทุกส่วนราชการจังหวัดร้อยเอ็ดเมื่อ 14 ปีที่แล้ว หลังการสัมมนาประวัติศาสตร์เมืองร้อยเอ็ด ซึ่งจัดโดยจังหวัดร้อยเอ็ด พ.ศ. 2552 [ดูในหนังสือพิมพ์เมื่อ 11 ปีที่แล้ว พิราบข่าว สื่อสร้างสรรค์ เพื่อคนร้อยเอ็ด (นายสุวัฒน์ ลีขจร เจ้าของ–บรรณาธิการ) ปีที่ 9 ประจำเดือน มีนาคม 2555 หน้า 6]
แต่เรื่องไม่จบ เพราะ
1. คำขวัญประจำจังหวัดขึ้นต้นว่า “สิบเอ็ดประตูเมืองงาม….” ยังมีอยู่ ยังไม่ยกเลิก แล้วยังเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะเป็นปกติ
2. กิจกรรมประจำปีของจังหวัด ยังมีขบวน 11 เมืองบริวาร เพื่อให้เข้ากันได้กับร้อยเอ็ด 11 ประตู
3. เอกสารประวัติเมืองร้อยเอ็ดมี 11 ประตู จัดทำจากหน่วยงานทางการของร้อยเอ็ด ใช้ครอบงำกล่อมเกลาสังคม โดยเฉพาะนักเรียนในจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งพบหลักฐานในบทความของนิตยสารรายเดือนแพร่หลายล่าสุดฉบับเดือนมีนาคม 2566 ขณะนี้มีข้อความดังนี้
“มาได้อ่านประวัติศาสตร์เมืองร้อยเอ็ดอย่างจริงจังในการศึกษาเอกสารเพื่อทำโครงการวิจัย ‘การพัฒนากลไกการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณการวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ต้องศึกษาประวัติศาสตร์เมืองร้อยเอ็ด เพื่อพาเด็กเยาวชนเรียนรู้พื้นที่เมืองร้อยเอ็ด
ทำให้รู้ว่าเมืองร้อยเอ็ดไม่ใช่เมืองที่มีเมืองบริวารมากถึง 101 เมืองอย่างที่เคยเรียนมา แต่คือจังหวัดที่เขียนเป็นเลข 11 แต่โบราณการเขียนเลขเขียนเป็นเลข 10 และเลข 1 ทำให้พอเอามาเขียนเรียงกันเลยเขียนเป็น 101 (โบราณอ่านสิบเอ็ด) และคนในยุคต่อมาอ่านว่า ร้อยเอ็ด ทำให้จังหวัดนี้ถูกเรียกชื่อว่าจังหวัดร้อยเอ็ด ทั้งที่ความจริงคือจังหวัดสิบเอ็ด หรือเมืองสิบเอ็ดประตู” (จากบทความเรื่อง “ร้อยเอ็ดเมืองโบราณทวารวดีที่ไม่มี คำว่าบังเอิญ” โดย สุมาลี สุวรรณกร ในนิตยสาร ทางอีศาน เดือนมีนาคม 2566 หน้า 112-118)
สังคมเผด็จการเบ็ดเสร็จ
ความเคลื่อนไหวของบางหน่วยงานทางการจังหวัดร้อยเอ็ด ผลิตซ้ำความเท็จว่าเมืองร้อยเอ็ดคือเมือง 11 ประตู เป็นความเสียหายใหญ่หลวง เพราะสะท้อนแนวคิดเผด็จการเบ็ดเสร็จต้องการควบคุมปัจจุบันเพื่อบงการอดีตและบงการอนาคต
“ผู้ที่ควบคุมปัจจุบันย่อมบงการอดีตได้
ผู้ที่ควบคุมอดีตได้ย่อมบงการอนาคตได้”
[จอร์จ ออร์เวลล์ (ในหนังสือ 1984)]
ร้อยเอ็ดในอนาคตอาจมี “แลนด์มาร์ก” แห่งใหม่เพิ่มขึ้นมา ได้แก่ 11 ประตูเมือง ผุดขึ้นตามแนวคูน้ำคันดิน เท่ากับมี 11 ประตูเมืองล้อมรอบหอคอยรูปโหวด
ทั้งนี้มีผู้เบิกทางเตรียมไว้แล้ว “ไม่ว่า 101 หรือ 11 ประตู เมื่อไม่ได้ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนของภูมิบ้านภูมิเมืองเลวร้ายก็ควรใช้กันไป เพราะไม่ใช่สิ่งเสียหาย” (จาก มติชนออนไลน์ วันอังคารที่ 14 มีนาคม 2566)
เสียหายแน่ เสียหายหลายสถาน
1. เสียหายประวัติศาสตร์ จ. ร้อยเอ็ด ยกเรื่องเท็จเป็นเรื่องจริง
2. เสียหายทางวิชาการเมื่อไม่เคารพ “หลักการ” ประวัติศาสตร์โบราณคดี แต่เชื่อเรื่องที่เพิ่งสร้างใหม่ประวัติศาสตร์ร้อยเอ็ดโดยไม่มีหลักฐานรองรับสนับสนุน
ตัวอย่างจากประวัติศาสตร์ไทยฉบับอัลไต–น่านเจ้า–สุโขทัย ส่งผลสะเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องระดมแก้ไขใหม่ทุกวันนี้ยังไม่สะอาด
3. ข้อมูลเท็จ ส่งผลเสียหายต่อพลังสร้างสรรค์ของชาวร้อยเอ็ดและคนทั่วไปทั้งประเทศ
4. เสียหายทรัพย์สินเงินทองส่วนตัวและงบประมาณ ที่ต้องจัดขบวนแห่ 11 เมืองบริวารทุกปี
5. อนาคตข้างหน้าเสียหายต่องบประมาณจากภาษีอากรของราษฎรที่ต้อง “สร้างเท็จ” ประตูเมืองร้อยเอ็ด 11 ช่อง เพื่อเชิดหน้าชูตาคนเซ็นให้สร้าง ซึ่งมี “ส่วนต่าง” บางอย่างที่รู้กันดี
“ร้อยเอ็ด” ชื่อมาจากไหน?
“ร้อยเอ็ด” อยู่ในหนังสือตำนานพระธาตุพนม (หรือหนังสืออุรังคธาตุ) แต่งเมื่อราว 400 ปีมาแล้ว ในเนื้อหาพรรณนาความใหญ่โตมโหฬารของเมืองสาเกตนครว่า “เมืองร้อยเอ็จประตู” เขียนด้วยอักษรธรรม (ไม่เขียนเป็นตัวเลข)
การบอกจำนวนตามประเพณีลุ่มน้ำโขง มี “ข้อสังเกต” ในงานวิจัยของ ธวัช ปุณโณทก อักษรไทยน้อย : การศึกษาในด้านอักษรวิทยา (วิทยานิพนธ์ศิลป ศาสตรมหาบัณฑิต ของมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2521 หน้า 70) ดังนี้
(1.) เลขหลักสิบ มักจะเขียน 0 อยู่ด้วย เช่น 105 = สิบห้า
(2.) เลขหลักร้อย มักจะเขียนเป็นตัวหนังสือ เช่น สองพันห้าร้อยซาวสาม = สองพันห้าร้อยยี่สิบสาม
ผศ. ดร. บุญชู ภูศรี (มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี) อธิบายว่าการเขียนเลขลาวหลักสิบมี 0 คั่น เช่น สี่สิบเอ็ด เขียน 401 ต่อมาได้ยกเลิกไปราว พ.ศ. 2100 ดังนั้นหนังสือ อุรังคธาตุ เรียบเรียงหลัง พ.ศ. 2100 จึงเขียนชื่อร้อยเอ็ดเป็นตัวอักษรว่าเมืองร้อยเอ็ด (ไม่เขียนเป็นตัวเลข)
ความทรงจำของคนท้องถิ่นตามประเพณีลุ่มน้ำโขงสมัยก่อน ไม่ได้แยกหลักสิบ–หลักร้อย และไม่ได้แยกก่อน พ.ศ. 2100-หลัง พ.ศ. 2100 แต่จำซื่อๆ อย่างเหมารวมว่าร้อยเอ็ด เขียนตัวเลข 101 ต้องอ่าน สิบเอ็ด หรือ 11 เท่านั้น แต่ไม่เคยเห็นต้นฉบับตัวเขียนที่เขียนตัวอักษรธรรมว่า “เมืองร้อยเอ็ด” ไม่ได้เขียนตัวเลขว่า “101” (ผู้รู้สมัยหลังที่เขียนเรื่องร้อยเอ็ดก็ไม่ได้ตรวจสอบ)
ร้อยเอ็ดเป็นเมืองมีประตู 11 ช่อง เป็นเรื่องเล่าปากต่อปากแต่เมื่อไร? ตรวจสอบไม่ได้ แต่พบขณะนี้มีลายลักษณ์อักษรเก่าสุดที่บันทึกไว้จากคำบอกเล่า 62 ปีมาแล้ว ในหนังสือสภาพอีสาน ของ ฟรานซิส คริปส์ (เขียน พ.ศ. 2504 แปลโดย ตุลจันทร์)
เรื่องนี้เป็นความทรงจำที่เกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องชื่อเมืองร้อยเอ็ด ซึ่งยกเป็นหลักฐานไม่ได้ แต่เป็นพยานได้ว่าเคยมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน
“ร้อยเอ็ด” หมายถึงอะไร?
1. “ร้อยเอ็ด” ในชื่อจังหวัดร้อยเอ็ด ได้จากชื่อศักดิ์สิทธิ์ของเมืองในตำนานพระธาตุพนม (อุรังคธาตุ) ว่าเมืองสาเกตนครซึ่งเป็น “เมืองร้อยเอ็จประตู”
2. “เมืองร้อยเอ็จประตู” เป็นโวหารอุปมาอุปไมย โดยไม่ต้องการบอกปริมาณว่ามีมากถึงร้อยเอ็ดประตูอยู่จริงๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้
3. “เมืองร้อยเอ็จประตู” เป็นอุปมาโวหารดั่งเมืองทวารวดี ซึ่งแปลว่าเมืองที่มีประตูเป็นรั้วหรือกำแพง ซึ่งหมายถึงเมืองใหญ่มากที่มีช่องทางเข้าออกนับไม่ถ้วน เพราะมีพ่อค้าวาณิชนานาประเทศทั้งปวงเข้าออกเพื่อทำมาค้าขายวายล่องท่องไปๆ มาๆ สร้างความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์
เมืองทวารวดี (มีประตูมาก) เป็นเมืองของพระกฤษณะ ซึ่งเป็นอวตารของพระวิษณุ (คือ พระนารายณ์) พระวิษณุนอกจากอวตารเป็นพระกฤษณะแล้วยังอวตารเป็นพระราม (ในเรื่องรามเกียรติ์)
เมืองสาเกต มี “ร้อยเอ็ดประตู” อยู่ไหน?
(1.) เมืองสาเกตมีจริงอยู่ในอินเดีย ส่วนประตูมีเท่าไร? ไม่รู้
(2.) ตำนานพระธาตุพนมยกย่องเมืองสาเกตในอินเดียเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ (เหมือนทวารวดี, อโยธยา, อยุธยา ฯลฯ) จึงจำลองชื่อมาใส่ในตำนานโดยเพิ่มคุณภาพและปริมาณว่าเป็นเมืองขนาดมหึมามี “ร้อยเอ็ดประตู”
(3.) แต่ไม่ระบุเฉพาะเจาะจงว่าเมืองสาเกตตั้งอยู่ตรงไหน? ในอีสาน
(4.) ที่ว่าเมืองสาเกตนครคือจังหวัดร้อยเอ็ดทุกวันนี้ ก็โดย “ความเชื่อ” (ซึ่งไม่ใช่ “ความจริง”) เพื่อขอความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่เมืองที่มีคนจำนวนหนึ่งโยกย้ายมาตั้งบ้านเรือนอยู่ใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2318 (สมัยกรุงธนบุรี)
“บึงพลาญชัย” กลางเมืองร้อยเอ็ด เป็นศูนย์กลางศักดิ์สิทธิ์ครั้งแรกสร้างเมือง เพราะมีตาน้ำ (จากบาดาลของพญานาค) ไม่แห้งตลอดปี และสิ่งแปลกปลอมเรียก “หอโหวด 101” อ. เมืองฯ จ. ร้อยเอ็ด (ภาพจาก สำนักการท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดร้อยเอ็ด)
เมืองโบราณไม่รู้ชื่อ ที่ตัวจังหวัดร้อยเอ็ด
ตัวจังหวัดร้อยเอ็ดตั้งทับซ้อนเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมนที่ไม่รู้ชื่อจริง แต่ไม่ใช่ชื่อร้อยเอ็ด ซึ่งมีพัฒนาการความเป็นมาดังต่อไปนี้
(1.) เมืองโบราณมีคูน้ำคันดินล้อมรอบรูปสี่เหลี่ยมมุมมน เก่าแก่ราว 1,500 ปีมาแล้ว หรือเป็นเมืองเก่าสมัยการค้าโลกเริ่มแรก ราวเรือน พ.ศ. 1000 (นักโบราณคดีไทยเรียกสมัยทวารวดี) แต่ไม่พบจารึกชื่อเมือง
จึงไม่มีใครรู้ว่าเมื่อ 1,500 ปีที่แล้ว เมืองนี้มีชื่อจริงว่าอะไร?
(2.) เมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมนถูกทิ้งร้างเมื่อไร? ไม่พบหลักฐาน แต่คาดว่าถูกทิ้งร้างนานหลายร้อยปีกว่าจะมีคนกลุ่มใหม่จากที่อื่นมาตั้งหลักแหล่งใหม่บนเมืองร้างนี้
(3.) กลุ่มคนชาติพันธุ์ไท–ไต–ลาว จากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (เช่น จำปาสัก และอื่นๆ) หนีความขัดแย้งทางการเมืองไปตั้งหลักแหล่งถิ่นฐานใหม่บริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ แล้วขยายพื้นที่ถึงเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมนซึ่งรกร้างเป็นดง (เรียกดงกลุ่ม)
(4.) เมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมนเป็นเมืองร้างกลางดง ซึ่งไม่มีใครรู้ชื่อจริงว่าอะไร? กลุ่มไท–ไต–ลาว ที่เข้ามาอยู่ใหม่จึงสมมุติชื่อเรียกครั้งแรกว่า “เมืองร้อยเอ็ด” เมื่อ พ.ศ. 2318 ในแผ่นดินพระเจ้าตาก กรุงธนบุรี
ดังนั้น “เมืองร้อยเอ็ด” เป็นชื่อชุมชนใหม่ของไท–ไต–ลาว ที่โยกย้ายเข้าไปอยู่ใหม่ทับซ้อนเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมน
ส่วนเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมนไม่ชื่อ “เมืองร้อยเอ็ด” และถึงขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานบอกความจริงว่าชื่ออะไร?
แผนที่ทหารเมืองร้อยเอ็ดถูกทำขึ้นใหม่ พ.ศ. 2483 คูน้ำกำแพงดินของเมืองโบราณถูกรบกวนเปลี่ยนสภาพอย่างต่อเนื่องหลายครั้งเมื่อ 165 ปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ. 2318 ช่องตามคันดินว่ามีนับสิบ–สิบเอ็ด–สิบแปด ฯลฯ ถูดขุดเจาะโดยคนกลุ่มใหม่ที่เข้ามาตั้งบ้านเรือนสมัยกรุงธนบุรีจนถึงสมัยที่ทำแผนที่ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการคมนาคมเข้าออกในชีวิตประจำวัน จึงไม่มีมาแต่เดิม ดังนั้นใช้อ้างเป็นหลักฐานเรื่อง “สิบเอ็ดประตู” ไม่ได้ (เว้นเสียแต่ดันทุรัง)
[ภาพคัดลอกจากแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา กำหนดบริเวณเขตปลอดภัยในราชการแห่งจังหวัดทหารบกร้อยเอ็ด พ.ศ. 2483 แสดงให้เห็นว่าคันดินรอบคูเมืองร้อยเอ็ดมีมากกว่า 11 ช่อง (นับได้ 18 ช่อง)]
แถลงการณ์จากผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองร้อยเอ็ด
จากการที่มีหน่วยงานราชการบางแห่งทำการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นจริงว่านามร้อยเอ็ดมาจากคำว่าสิบเอ็ดประตู ทั้งยังมีการใช้อำนาจทำการผลิตซ้ำข้อสันนิษฐานอันล้าหลังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะสร้างความเสียหายทางวิชาการแล้วยังเป็นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จแก่สาธารณชนในวงกว้าง ในนามของผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองร้อยเอ็ด จึงขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ดังนี้
นามเมืองร้อยเอ็ด เป็นชื่อที่มาจากตำนานอุรังคธาตุ กล่าวถึงเมืองสาเกตนครที่มีอำนาจมากจนท้าวพญาร้อยเอ็ดหัวเมืองต่างอ่อนน้อมในอำนาจเมืองแห่งนี้จึงได้สมญานามว่าเมืองร้อยเอ็ดประตู (หมายความว่ามีอำนาจแผ่ไปทุกทิศไม่ได้หมายความว่ามีประตูเป็นจำนวนร้อยเอ็ดประตูจริงๆ) อันมีความหมายสอดคล้องกับคำว่าทวารวดี แปลว่าเมืองที่ประกอบด้วยประตูและรั้ว
อย่างไรก็ดี หลายสิบปีที่ผ่านมามีผู้สันนิษฐานว่า เมืองนี้มีเพียงสิบเอ็ดประตู เนื่องจากการเขียนตัวเลขสิบเอ็ดของคนอีสานนั้นเขียนว่า 101 ต่อมาคนภายนอกไม่เข้าใจวิธีการเขียนการอ่านของคนอีสาน จึงอ่านผิดเป็นร้อยเอ็ดประตู
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ได้ถูกกรมศิลปากรหักล้างไปเป็นที่เรียบร้อยมาราว 10 ปีมาแล้วจากการตรวจสอบของนักภาษาโบราณของกรมศิลปากรไม่พบว่าในตำนานอุรังคธาตุมีการเขียนชื่อเมืองร้อยเอ็ดประตูด้วยตัวเลข หากแต่เขียนเป็นตัวอักษรทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ข้อเสนอเรื่องสิบเอ็ดประตูจึงเป็นอันต้องยุติ เนื่องจากไม่มีหลักฐานใดๆ รองรับ
ทั้งที่เรื่องสิบเอ็ดประตูเป็นเพียงข้อเสนอที่ล้าหลังทั้งยังถูกหักล้างไปแล้ว ยังมีหน่วยงานราชการบางแห่งพยายามยัดเยียดข้อมูลดังกล่าวแก่สังคมอย่างต่อเนื่องผ่านงานเทศกาล และกิจกรรมทางการศึกษา ทั้งที่งบประมาณของกิจกรรมเหล่านี้ล้วนมาจากภาษีของประชาชน ซึ่งควรนำมาใช้ศึกษาหาความรู้บนหลักฐานอย่างมีเหตุผลแล้วเผยแพร่ความรู้ที่อยู่บนพื้นฐานของความจริง
ในนามของผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองร้อยเอ็ด จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานเหล่านั้นหยุดเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ได้มีหลักฐานรองรับ และหยุดความพยายามในการใช้อำนาจบิดเบือนให้ยอมรับเรื่องเมืองสิบเอ็ดประตู โดยมีทางออกคือให้ศึกษาและเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นที่ยอมรับทางวิชาการจากการศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีซึ่งจะเป็นการสร้างประโยชน์ทางปัญญาแก่ชาวร้อยเอ็ดอย่างแท้จริง
ปริญ รสจันทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด (12 มีนาคม 2566)

