PAUSE ปะทะ-หยุดนิ่ง จับจังหวะเข้าใจอารมณ์ในงานศิลปะ

อุดม อุดมศรีอนันต์-วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์

เป็นครั้งแรกของศิลปินสองคนที่ได้มีโอกาสแสดงงานร่วมกัน วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ศิลปินศิลปาธรสาขาการออกแบบ และ อุดม อุดมศรีอนันต์ ศิลปินที่มีชื่อเสียงด้านงานออกแบบจับมือกันนำงานมาแสดง ซึ่งแม้งานของทั้งคู่มีทั้งส่วนที่ต่างคนต่างสร้างสรรค์ไว้ก่อนแล้วและส่วนที่ได้ทำร่วมกันใหม่ แต่ภาพรวมงานสอดรับกับแนวคิดที่ทางภัณฑารักษ์ช่วยเข้ามาจัดสรรให้กลมกล่อมลงตัว

PAUSE (a reflection on disarray) ชื่อนิทรรศการที่อธิบายแนวคิดหลักของงานทั้งสองคน ซึ่งอธิบายว่าศิลปินได้ร่วมกันตั้งคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรม และการตอบสนองของมนุษย์ต่อสถานการณ์และปัจจัยภายนอก

ปราณีนุช นิยมศิลป์ ภัณฑารักษ์เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้รับโจทย์การจัดแสดงงานของศิลปินทั้งสองท่านจึงพยายามหาจุดเชื่อมโยงในงานของแต่ละคน จากการพูดคุยกับศิลปินพบความใกล้เคียงกันในแนวคิด แม้ว่าสไตล์งานจะแตกต่างกัน แต่พบว่ามีจุดร่วมที่การพูดถึงเรื่องของมนุษย์และจิตใจ

ปราณีนุช นิยมศิลป์

เริ่มที่งานชุด “สาดโคลน (MUD)” ของ วศินบุรี เป็นการจับภาพจังหวะการสาดโคลนใส่นางแบบสร้างอารมณ์หลากหลายทั้งจากสีหน้านางแบบและอารมณ์ของผู้ชม ภาพชุดนี้เปรียบเสมือนตัวแทนของการเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ เหมือนเป็นการหยุดเวลาไว้ให้เราได้เพ่งมองจุดตกกระทบและปฏิกิริยาตอบสนองของบุคคลนั้นๆ

Advertisement

ขณะที่งานชุดของอุดม เต็มไปด้วยความนิ่งสุขุม อาจเปรียบได้ว่าเป็นตัวแทนภาพความคิดฝั่งผู้รับ ศิลปินเลือกที่จะหยุดนิ่ง คิดตรึกตรองทำความเข้าใจกับปัจจัยต่างๆ รอบตัว และสิ่งที่เข้ามาปะทะ เกิดความเข้าใจสะท้อนออกมาในความเรียบง่ายของรูปแบบธรรมชาติ

หากงานของวศินบุรีคือการปะทะ งานของอุดมคือการหยุดนิ่งเพื่อพิจารณา

“ทั้งสองท่านมีสิ่งเหมือนกันคือความจำเป็นในชีวิตที่ต้องมีการหยุดนิ่งเพื่อรับกับทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว เป็นที่มาของชื่อ PAUSE เป็นจังหวะสำคัญที่เรามีเวลาอยู่กับตัวเองจริงๆ งานของทั้งคู่เมื่ออยู่ที่เดียวกันมีความสอดคล้องและมีปฏิสัมพันธ์กัน การจัดวางงานจะเน้นงานคุณวศินบุรีก่อนเพราะมองว่าเป็นจุดปะทะ แต่ก็จะมีจังหวะนิ่งแทรกเข้ามาด้วยงานของคุณอุดม คล้ายเป็นเรื่องราวสอดคล้องกัน เมื่องานรวมกันแล้วแข็งแรงขึ้น ส่งเสริมกันและกัน อยากให้ลองเปิดใจเปิดความรู้สึกว่าเมื่อดูแล้วจะรู้สึก เพราะแต่ละคนพบเจออะไรมาแตกต่างกัน” ปราณีนุชกล่าว

โดยงานชิ้นใหม่ที่ทำขึ้นในนิทรรศการนี้มี 2 ชุด ซึ่งศิลปินร่วมกันทำขึ้นมา โดยในชุดหนึ่งศิลปินจะสร้างรูปแบบขึ้นมาแล้วให้ศิลปินอีกคนแต่งเติมต่อยอด โดยมีทั้งในรูปแบบเซรามิกและการใช้ซีเมนต์

ผลงานที่ศิลปินทำร่วมกัน
ผลงานที่ศิลปินทำร่วมกัน

‘สาดโคลน’ จุดปะทะในความจริง

วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ อธิบายถึงความหมายของ “การสาดโคลน” ในผลงานของเขาว่าเป็นการมองจังหวะความรู้สึกในแต่ละวันที่อาจเจอบางสิ่งเหนือคาดเดา โดยไม่ได้ตัดสินว่าสิ่งนั้นจะดีหรือร้าย แต่เป็น “ความจริง” ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาหนึ่ง

“เป็นการจำลองเหตุการณ์หลายอย่างขึ้นมา จังหวะสาดโคลนคนในภาพรู้ว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวเอง แล้วความรู้สึกช่วงเวลานั้นเป็นอย่างไร อยู่กับตัวเองมากขึ้น หรือระแวง รู้สึกไม่ปลอดภัย เป็นตัวแทนของความรู้สึกของสิ่งที่เข้ามาในชีวิตจริง”

“จังหวะ” เป็นสิ่งสำคัญในงานชุดนี้ของวศินบุรี เขาเล่าว่า มีนางแบบคนหนึ่งลืมตาตลอดเวลา ทั้งที่โดยสัญชาตญาณเมื่อมีสิ่งเข้ามาปะทะร่างกายจะหลับตาอัตโนมัติ แต่การถ่ายภาพนางแบบหนึ่งคนใช้เวลาถึง 2-3 ชั่วโมง เมื่อถึงชั่วเวลาหนึ่งที่ปรากฏสีหน้าที่แตกต่างแสดงออกมา เขาจึงเลือก “จังหวะ” หลับตาของนางแบบคนนั้น

งานชุดนี้วศินบุรีทำเรื่อยมาใช้เวลามากกว่า 7 ปี โดยตั้งใจว่าต้องการหาเวลานำมาแสดง เมื่อถึงตอนนี้และกลับไปมองผลงานตัวเองอีกครั้งเขากลับรู้สึกกับผลงานมากกว่าเดิม ด้วยขณะที่ถ่ายภาพนั้นต้องจดจ่ออยู่กับจังหวะ จนอาจ

มองข้ามบางอย่าง แต่เมื่อกลับมาเลือกรูปเพื่อแสดงครั้งนี้ทำให้เขาได้เห็นอะไรในงานมากขึ้น

นางแบบกับผลงานชุดสาดโคลน

“พอเรามาดูรูปอีกครั้ง เป็นการหยุดหลายสิ่งอย่าง นางแบบหลายคนก็ไม่ได้เจอมา 4-5 ปีแล้วหลังถ่ายรูป เป็นการหยุดความจริงในชั่วเวลาหนึ่งไว้ ไม่ได้หมายความว่าพอเปลี่ยนแปลงแล้วไม่ใช่ความจริง เพราะความจริงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ตามสภาพสังคมชั่วเวลาหนึ่ง เป็นเรื่องจังหวะและการบันทึกเรื่องราวความจริงชั่วเวลานั้น”

เมื่องานถูกจัดแสดงคู่กับผลงานของอุดม วศินบุรีมองว่าผลงานของเขาทั้งสองมีความเชื่อมโยงทั้งในลักษณะของเส้นอารมณ์ ความรู้สึก การหยุดนิ่ง หรือจังหวะ

“สารภาพว่าตอนแรกนึกภาพไม่ออกว่าจะไปด้วยกันได้ยังไง แต่พอลองมาวางดูจังหวะการแขวนรูปแล้วเกิดความเชื่อมโยงกัน พูดเรื่องเดียวกัน แม้กรรมวิธีแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง” วศินบุรีกล่าว

น้อยแต่มาก ในความสงบที่ไม่นิ่ง

ด้าน อุดม อุดมศรีอนันต์ ก็เปิดเผยว่า การทำงานของเขาไม่ได้กำหนดมาก่อนว่าจะเป็นการแสดงงานร่วม งานชุดที่นำมาแสดงทำมาแล้ว 5-8 ปี แม้จะไม่ได้คุยคอนเซ็ปต์ชัดเจนกับวศินบุรี แต่ต่างฝ่ายต่างรู้อยู่แล้วว่างานของอีกคนเป็นอย่างไร โดยภัณฑารักษ์เป็นคนมองหาจุดร่วมในงานของทั้งสองคน

“แต่ถ้าไม่เข้ากันก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นเรื่องของคนสองคน อาจเข้าหรือไม่เข้ากันก็ไม่เป็นไร” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม

อุดมบอกว่า งานของวศินบุรีคือการโดนสิ่งต่างๆ เข้ามาปะทะ แต่งานของเขาเป็นเรื่องการหยุดดู ตอนทำงานก็คิดว่าจะทำยังไงให้ผู้คนหรือตัวเองสงบขึ้น งานที่ออกมาพยายามทำให้สงบแต่ไม่ถึงกับ “สงบนิ่ง” ด้วยความเป็นมนุษย์ บางคนสงบแล้วยังยิ้มได้อยู่

“ทุกคนคงหาสิ่งนี้อยู่ เวลาใช้ชีวิตเครียดมากๆ ก็จะบ่นว่าเมื่อไหร่จะได้หยุดพัก แล้วมันคืออะไร เราเห็นต้นไม้ธรรมชาติก็บอกว่ามีความสุขดี สวยดี ถามว่าสวยตรงไหนก็อธิบายยาก ขณะที่มองป่าต้นไม้ ภูเขา หิน ทุกอย่างเหมือนมันนิ่งอยู่ แต่ก็ไม่ได้นิ่ง 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วพอมาดูเมืองแล้วมันไม่นิ่งในรายละเอียด แต่มองไกลๆ เมืองก็ดูนิ่ง เป็นอารมณ์ที่ต่างกันเท่านั้นเอง ต้นไม้แต่ละต้นก็โตขึ้นไปเรื่อยๆ มนุษย์ที่เป็นองค์ประกอบของสังคมก็โตขึ้นไปเช่นกัน แต่มีความเครียดที่ต่างกัน”

ในงานของอุดมมีการใช้เทคนิคที่หลากหลายในแต่ละชิ้น ทั้งวาดเส้น ใช้สี ใช้หมึกจีน วัสดุผสม เขาบอกว่า เกิดจากการทดลองทำไปเรื่อยๆ จนออกมาในรูปแบบที่หลากหลาย แต่เทคนิคที่สนุกคือการวาดเส้นและการพิมพ์ ซึ่งได้สนุกในการทำพื้นผิวและรูปแบบ จากนั้นก็จะมีผู้ช่วยในการพิมพ์ เช่น การกัดกรด

ส่วนงานที่ได้ทำร่วมกัน 2 ชุด อุดมบอกว่า ไม่ได้มีการพูดคุยหรือร่างสเกตช์มาให้อีกฝ่ายดูก่อน มาเห็นตอนส่วนของอีกฝ่ายเสร็จแล้วจึงมาคิดต่อว่าจะเล่นยังไง

“งานออกมาก็ชอบนะ เขาเองก็ชอบ แต่เทคนิคอาจจะแปร่งๆ งานของวศินบุรีเป็นเซรามิก ผมมาทำงานต่อก็ใช้สีน้ำมันเขียนบนเซรามิกเลย เขาก็ถามว่าพี่ใช้สีน้ำมันเลยเหรอ …เอ้อ สีน้ำมันนี่แหละ ก็ไม่รู้ว่าเป็นยังไง”

สำหรับคนที่จะมาชมงานนั้น เขาบอกว่าไม่ต้องคิดมาก

“ไม่อยากอธิบายงานตัวเองมาก อยากให้คนดูแล้วรู้สึกเองว่าเป็นยังไง คนดูจะชอบ, ดูแล้วปวดหัว หรือดูแล้วหงุดหงิดก็แล้วแต่ แต่ถ้าดูแล้วเครียดขึ้นมาก็ต้องดูนานขึ้นไปอีก” อุดมตอบพร้อมรอยยิ้ม

สัมผัสจังหวะการปะทะและหยุดนิ่งพิจารณา ส่วนความหลากหลายทางอารมณ์อาจเป็นสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นตามแต่ประสบการณ์การรับรู้

นิทรรศการ PAUSE (a reflection on disarray) จัดแสดงที่หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน เวลา 10.00-19.00 น. ปิดวันจันทร์ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 26 กันยายนนี้

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image