88 ปี ‘ลาว คำหอม’ 60 ปี ‘ฟ้าบ่กั้น’ วรรณกรรมแห่งฤดูกาลอันยาวนาน

คำสิงห์ ศรีนอก-ส.ศิวรักษ์

“ลาว คำหอม” เคยนิยามหนังสือรวมเรื่องสั้น “ฟ้าบ่กั้น” ว่าเป็น “วรรณกรรมแห่งฤดูกาล” ฤดูแห่งความยากไร้และคับแค้น ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ยาวนานมากของประเทศไทย บ่งนัยของผู้เขียนว่าวรรณกรรมเล่มนี้ไม่ใช่วรรณกรรมอมตะ มีหน้าที่เฉพาะต่อสังคมในช่วงเวลาหนึ่ง ในฤดูกาลหนึ่ง

ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ นักวิจารณ์วรรณกรรม เคยให้ความเห็นต่อการนิยามตนเองเช่นนี้ของผู้เขียนว่า วรรณกรรรมแห่งฤดูกาลไม่เพียงจะมีความหมายแค่เฉพาะกิจเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่ “ทำลายตัวเอง”

เมื่อ “ฟ้าบ่กั้น” เป็นรวมเรื่องสั้นที่พูดถึงความทุกข์ยากของชาวบ้าน หากหนังสือช่วยให้ความยากไร้นี้หายไปจากสังคมแล้ว วรรณกรรมนี้ก็ต้องหมดสถานะไปด้วย

มองต่อไปถึงความเป็นอมตะของวรรณกรรม ชูศักดิ์เห็นว่า อยู่ที่ความเป็น “วรรณกรรมแห่งฤดูกาล” นี้เอง เมื่อคนต่างยุคต่างสมัยในต่างบริบทมาอ่านวรรณกรรมชิ้นเดียวกันแล้วสามารถเห็นคุณค่าบางอย่าง และนำไปเทียบกับยุคของตนแล้วเข้าใจว่างานเขียนนี้กำลังพูดถึงยุคสมัยของเขาเอง

ไม่แปลกที่คนอ่าน “ฟ้าบ่กั้น” ในแต่ละยุคสมัยจะมีมุมมองสะท้อนออกมาต่างกันไป เมื่อตัวละครในบ้านเมืองทำให้ผู้คนเห็นโครงสร้างสังคมเปลี่ยนแปลงไป นับแต่ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภาทมิฬ จนถึงในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาที่มีการปะทะทางการเมืองระหว่างชนชั้นอย่างรุนแรง

ในวาระครบ 60 ปี “ฟ้าบ่กั้น” ญาติมิตรจึงร่วมกันจัดงานมุทิตาจิต “คำสิงห์ ศรีนอก” เจ้าของนามปากกา “ลาว คำหอม” ที่ไร่ธารเกษม ปากช่อง สวนแห่งไมตรีของนักเขียนอาวุโสซึ่งเป็นที่พบปะของนักคิดนักเขียนหลายยุค

ฟ้าบ่กั้น ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2501 โดย สำนักพิมพ์เกวียนทอง อันก่อตั้งโดยคำสิงห์และเพื่อนฝรั่ง “ดำเนิน การเด่น” รวมมาจากเรื่องสั้นที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสารปิยมิตร โดยมี ศรีบูรพา เป็นผู้ผลักดัน

ตอนนั้น “จูเลียต” หรือ “ป้าชนิด” ภรรยา กุหลาบ สายประดิษฐ์ สอนภาษาไทยให้ดำเนินจนสอบเนติบัณฑิตได้ จูเลียตร่วมมือกับดำเนินรวมเรื่องสั้นให้คำสิงห์ ในนามสำนักพิมพ์เกวียนทอง จนปรากฏเป็นฟ้าบ่กั้น ฉบับพิมพ์ครั้งแรกปี 2501

เป็นปีเดียวกับที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐประหารกระชับอำนาจ และหนังสือเล่มนี้ถูกจับตาว่ามีเนื้อหาขัดต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองจนต้องเก็บออกจากแผง

กาลผ่านจนถึงปี 2512 ฟ้าบ่กั้นถูกเก็บเงียบ จน สุลักษณ์ ศิวรักษ์ มาเยี่ยมบ้านคำสิงห์พร้อม เทพศิริ สุขโสภา ค้นพบหนังสือเล่มนี้จึงนำมาตีพิมพ์ครั้งที่ 2 โดยสำนักพิมพ์ศึกษิตสยาม จนเป็นที่รู้จักของนักอ่าน และถูกแปลในหลายภาษา

คำสิงห์ ศรีนอก เจ้าของนามปากกา “ลาว คำหอม”
ฟ้าบ่กั้นฉบับพิมพ์ครั้งแรกแล้วต้องเก็บออกจากแผง

“88 ปี คำสิงห์ ศรีนอก พูดอย่างไม่เกรงใจ คำสิงห์คงอยู่กับเราอีกไม่นาน ผมเองก็ 85 ปีแล้ว เรามีความแก่ความป่วยความตายเป็นธรรมดา แต่สิ่งที่คำสิงห์ทำ ในการสร้างนามปากกา ‘ลาว คำหอม’ จะไม่ตายไปด้วย”

ส.ศิวรักษ์ กล่าวปาฐกถานำในงานมุทิตาจิต ท่ามกลางอากาศร้อนจากแดดเดือนเมษายน แต่ไม่ได้ทำให้ความรื่นเริงในการพบปะระหว่างนักคิดนักเขียนและผู้ที่เคารพใน ลาว คำหอม ถูกบั่นทอนลง

ส.ศิวรักษ์ เล่าว่า ฟ้าบ่กั้นพิมพ์ครั้งแรกแล้วหนังสือถูกยึด ทำให้คุณคำสิงห์และดำเนินต้องหนี แต่สิ่งที่เป็นอมตะไม่มีวันตาย

“ฟ้าบ่กั้นถูกเก็บเงียบอยู่ ผมมาที่นี่เมื่อ 50 ปีก่อนพร้อม เทพศิริ สุขโสภา เขาหยิบฟ้าบ่กั้นมาอ่าน บอก ‘อาจารย์ หนังสือนี้วิเศษมาก’ จนเทพศิริเขียนรูปอย่างงามให้หนังสือเล่มนี้และตีพิมพ์ออกมา ตอนนั้นสำนักพิมพ์ออกซ์ฟอร์ดที่กัวลาลัมเปอร์อยากหาหนังสือภาษาไทยดีๆ ตีพิมพ์ ผมบอกเล่มนี้ดีสุด ผมขอให้คุณดำเนินแปลเป็นภาษาอังกฤษ จากผลงานนี้ทำให้หนังสือนี้แปลออกมาในหลายภาษา คนทั่วโลกรู้จักฟ้าบ่กั้น รู้จัก ลาว คำหอม แต่ถ้าคนไทยไม่รู้จักฟ้าบ่กั้นหรือลาว คำหอม ผมว่าเสียชาติเกิด

“คุณคำสิงห์เขียนหนังสือน้อย แต่ทุกชิ้นมีความเพริดพริ้ง มีความคม มีคุณวิเศษ และเป็นนักเขียนจำนวนน้อยที่เขียนจากแง่มุมของคนข้างล่างที่ถูกกดขี่ข่มเหงมาตลอด คำสิงห์เข้าใจคนข้างล่าง เราต้องการนักเขียนอย่างนี้ เอาความทุกข์ของเขามาแสดงออกด้วยความงาม ความไพเราะ จะเป็นสัจจะที่มีอานุภาพอย่างยิ่ง” ส.ศิวรักษ์กล่าว

ขจรฤทธิ์ รักษา, จรัญ หอมเทียนทอง, ชมัยภร แสงกระจ่าง
จาตุรนต์ ฉายแสง, ภูมิธรรม เวชยชัย

จากพิธีสงฆ์ในช่วงเช้า โดย พระสุเทพ ลัคนาวิเชียร อดีตผู้นำนักศึกษา แขกของไร่ธารเกษมทยอยมาสมทบเรื่อยๆ

อุ่นหนาฝาคั่ง แวดวงวรรณกรรม สุชาติ สวัสดิ์ศรี มาทั้งครอบครัวคือ ศรีดาวเรือง และ โมน สวัสดิ์ศรี พร้อมด้วย รัศมี เผ่าเหลืองทอง, สนานจิตต์ บางสพาน, สิเหร่, ทองธัช เทพารักษ์, ใบตองแห้ง

โต๊ะสมาคมนักเขียนรวมตัวกันเหนียวแน่น นำโดย ชมัยภร แสงกระจ่าง, กนกวลี พจนปกรณ์, ขจรฤทธิ์ รักษา, เสรี ทัศนศิลป์, เจริญ กุลสุวรรณ

ที่ดูจะวิ่งวุ่นคือ ยงค์ ยโสธร ที่มาช่วยประชาสัมพันธ์งานและต้อนรับแขกเหรื่อ พร้อมพรั่งด้วยอาหารที่หิ้วกันมาคนละไม้ละมือ รวมถึงร้านครกไม้ไทยลาว ของพี่น้อง สุรสีห์-สุรชาติ ผาธรรม

ด้าน จรัญ หอมเทียนทอง อดีตนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ จากสำนักพิมพ์แสงดาว พิมพ์เรื่องสั้น “เขียดขาคำ” ของ ลาว คำหอม เวอร์ชั่น 3 ภาษา แปลอังกฤษโดย ดำเนิน การเด่น และแปลบาลี โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก มาแจกเป็นที่ระลึก

ฝ่ายการเมืองอดีตคนเดือนตุลา มี ธิดา ถาวรเศรษฐ, นพ.เหวง โตจิราการ, จาตุรนต์ ฉายแสง, ภูมิธรรม เวชยชัย, อดิศร เพียงเกษ

ฟากนักวิชาการ นำโดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, โคทม อารียา, ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ, ไชยันต์ รัชชกูล สมทบโดย สมชาย หอมลออ ที่ตามมาบ่ายแก่ๆ

โคทม อารียา, ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, สุชาติ สวัสดิ์ศรี, รัศมี เผ่าเหลืองทอง

เวทีไม่ปล่อยทิ้งช่วง สุชาติ สวัสดิ์ศรี รำลึกความเล่าประวัติศาสตร์สำนักพิมพ์เกวียนทองที่คำสิงห์ก่อตั้งกับ ดำเนิน การเด่น ว่ามีความสำคัญต่อวงการวรรณกรรมที่ทำให้รู้จักคน 3 คน 1.กุหลาบ สายประดิษฐ์ 2.เสนีย์ เสาวพงศ์ 3.ปรีดี พนมยงค์

สุชาติบอกว่า ลาว คำหอมผูกพันกับกุหลาบ สายประดิษฐ์ และขอให้ตั้งชื่อภาษาไทยให้ Robert Golden จึงได้ชื่อว่า “ดำเนิน ฝ่าพายุ” แต่พอไปว่าความ คนไทยได้ยินชื่อก็หัวเราะ คุณจูเลียตเลยเปลี่ยนให้เป็น “ดำเนิน การเด่น” จากนามสกุล Golden และเป็นกัลยาณมิตรทำสำนักพิมพ์เกวียนทองด้วยกัน เล่มแรกเอา ข้าพเจ้าได้เห็นมา งานเก่าของสำนักพิมพ์สุภาพบุรุษมาพิมพ์ใหม่ เข้าใจว่าอยากช่วยเหลือครอบครัวสายประดิษฐ์ที่กุหลาบเพิ่งออกจากคุกในคดีกบฏสันติภาพ ทำให้นักเขียนรุ่นหลังได้ยินชื่อ “กุหลาบ สายประดิษฐ์” จากที่เคยได้ยินแต่ชื่อ “ศรีบูรพา”

เล่มต่อมาเกวียนทองขอให้ ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ เจ้าของนามปากกา เสนีย์ เสาวพงศ์ เอานวนิยายเรื่อง ปีศาจ ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารสยามสมัยมารวมพิมพ์เป็นเล่ม ในปี 2501 จากนั้นจึงพิมพ์ ความเป็นอนิจจังของสังคม ของปรีดี พนมยงค์

“สำหรับผม ยังมีคนที่ 4 ที่เกวียนทองทำให้ได้รู้จัก คือ “ลาว คำหอม” ที่พิมพ์ฟ้าบ่กั้น แต่หลังสฤษดิ์กระชับอำนาจ เกวียนทองก็ค่อยๆ หายไปจากสังคม เพราะคนที่พิมพ์กับเกวียนทองเป็นนักเขียนฝ่ายก้าวหน้าทั้งสิ้นจึงโดนหมายตา คำสิงห์ต้องหายไปจากแวดวง 11 ปี แล้ว สุลักษณ์กับเทพศิริมาเจอฟ้าบ่กั้น คนจึงได้รู้จักหนังสือเล่มนี้” สุชาติกล่าว

ธิดา ถาวรเศรษฐ, นพ.เหวง โตจิราการ, ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

สิงห์สนามหลวงส่งคำถามถึงเจ้าของ สนพ.เกวียนทองว่า ระหว่างคำสิงห์กับดำเนิน ใครเป็นคนเลือกงานของนักเขียนฝ่ายก้าวหน้าตอนนั้นมาพิมพ์

คำสิงห์ที่นั่งอยู่ใกล้ ไม่รอช้ารีบคว้าไมค์ตอบ “ความจริงดำเนินเขาเป็นนายทุน ผมยืมเงินเขา (หัวเราะ)”

เขาเล่าต่อว่า ดำเนินหนีสงครามเกาหลีมาจากอเมริกา มีโทษร้ายแรงมาก ดำเนินเป็นคนแรกๆ ที่หนีมาไทย

“ตอนนั้นศรีบูรพาติดคุก ผมไปทำธุระแล้วดำเนินไปด้วย เห็นคุณชนิด สายประดิษฐ์ คุยกับศรีบูรพาอยู่ จึงแนะนำให้ดำเนินรู้จักเพราะเขาอ่านหนังสือศรีบูรพาอยู่ ดำเนินเข้าไปคำนับศรีบูรพา ขอให้แนะนำว่าควรอ่านเล่มไหนอีก ศรีบูรพาหันกลับไปหาคุณชนิดว่า ‘นิด ช่วยจัดหนังสือให้มิตรของเราด้วย’ วันรุ่งขึ้นคุณชนิดเอาหนังสือมาให้ผมกับดำเนินเป็นเข่ง นับแต่นั้นดำเนินก็สนใจประวัติศรีบูรพา พอศรีบูรพาออกจากคุก เราสองคนไปรับ ศรีบูรพาถามว่าว่างไหม อยากไปกราบพระพุทธบาทสระบุรี เราสองคนรับปากพาไป จึงคุ้นเคยกับศรีบูรพาตั้งแต่นั้น” คำสิงห์กล่าว

เจริญ กุลสุวรรณ, กนกวลี พจนปกรณ์, ชมัยภร แสงกระจ่าง

ด้าน อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เล่าความทรงจำว่า เมื่อครั้ง คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี มารับหน้าที่ บก.สังคมศาสตร์ปริทัศน์ แล้วเขียนจดหมายพูดคุยกับนักเรียนนอก อย่าง อ.บุญสนอง บุณโยทยาน อ.ปราโมทย์ นาครทรรพ และ อ.ชาญวิทย์ จนรู้จักกันดีก็ชวนมาเขียนหนังสือ

“หลัง 14 ตุลา คุณสุชาติรวมเรื่องสั้น 4 เล่ม (แล้งเข็ญ-ถนนสายที่นำไปสู่ความตาย-เหมือนอย่างไม่เคย-คำขานรับ) ประทับใจ อ.เบน แอนเดอร์สัน มาก ต่อมา อ.เบน แปลหนังสือ In the Mirror (ในกระจก) ให้คุณสุชาติช่วยเลือกว่าจะแปลเรื่องอะไร โดยเลือกมาจากนักเขียนเด็ก ไม่ว่าจะเป็น สุจิตต์ วงษ์เทศ, วิทยากร เชียงกูล รวมทั้งเรื่อง ‘อีกไม่นานเธอจะรู้’ ของพี่คำสิงห์ เป็นเรื่องสุดท้ายในเล่ม เขียนล้อ ‘เหมือนยังไม่เคย’ ของ วิทยากร เชียงกูล ผมประทับใจมาก

“พี่คำสิงห์เป็นส่วนหนึ่งของความบันดาลใจคนรุ่นนั้น น่าดีใจที่ฟ้าบ่กั้นพิมพ์ 22 ครั้ง ต้องบอกว่า 88 ปี ของพี่คำสิงห์แกไม่ได้ทำให้ตัวเองอย่างเดียว แต่ทำสำหรับคนอื่นด้วย” อ.ชาญวิทย์กล่าว

สิเหร่, ทองธัช เทพารักษ์

ส่วน อ.โคทม อารียา บอกว่า เดินทางมาด้วยความเคารพคุณคำสิงห์ที่สามารถชูประทีปในความคิดก้าวหน้าและรวมหมู่คนที่มีความคิดอุทิศชีวิตเพื่อสังคมได้ จึงสมควรจะเรียกว่าผู้นำทางจิตวิญญาณของฝ่ายก้าวหน้าทั้งหลาย

“เรามาด้วยความคิดแตกต่างหลากหลาย แต่เชื่อว่าทุกคนมีความห่วงใยในสังคม อยากเห็นความเป็นธรรม และเห็นแบบอย่างการต่อสู้ที่พร้อมใช้เป็นเครื่องนำทางความรู้สึกไม่ให้จิตใจหรือความมุ่งมั่นตกหล่น เมื่อใดมีปัญหาหลายครั้งเราเลือกไร่ธารเกษมที่คุณคำสิงห์สร้างเป็นอาศรมแห่งนี้เป็นที่มาพบกัน ทะเลาะบ้าง เห็นด้วยเห็นต่างบ้าง” อ.โคทมกล่าว

จบเวทีดนตรีอีสานขับกล่อมช่วงบ่ายโดยลูกหลานจาก วงหมาเก้าหาง ที่ ปรีดา ข้าวบ่อ แห่งนิตยสารทางอีศาน นำมา

ช่วงเย็น ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล สองผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่มาร่วมวงพูดคุยให้ผู้สูงวัยได้กระชุ่มกระชวย

ก่อนบรรเลงดนตรียาวส่งแขกเหรื่อเข้านอนมีละครเงา “ก่องข้าวน้อย” กำกับโดยรัศมี เผ่าเหลืองทอง และฉายภาพยนตร์ “ทองปาน” ที่คำสิงห์เป็นผู้เขียนบท

อิ่มท้อง อิ่มอารมณ์ เชื่อว่านอกจากเป็นการรวมตัวของคนหลายแวดวงหลากวัยเพื่อรำลึกครบรอบ “ฟ้าบ่กั้น” ที่สร้างพลังให้คนทำงานขับเคลื่อนสังคมมายาวนาน ยังเป็นการพบปะหาหลักยึดทางใจ เพื่อกลับไปทำหน้าที่ของตน ด้วยหวังให้ “วรรณกรรมแห่งฤดูกาล” หมดหน้าที่ลงในวันหนึ่ง

ออกลีลากันตั้งแต่บ่าย
ประพีร์ ศรีนอก ภรรยาคำสิงห์-ปิยบุตร แสงกนกกุล

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘นิพิฏฐ์’แขวะแนวคิด ดูด ส.ส. เปรียบเหมือนตกปลาในบ่อเพื่อน ลั่นรังเกียจวิธีแบบนี้
บทความถัดไปบิ๊กตู่ ถก ผู้นำเมียนมา เชื่อจริงใจแก้ปัญหารัฐยะไข่ หนุนปรองดอง