สรุปเหตุการณ์ เผาคุกปัตตานี ‘ตาย 3 เจ็บ 7’ ย้าย ‘333 นักโทษ’ ฝากขังสงขลา

นายวีรนันท์ เพ็งจันทร์ รองผู้ว่าปัตตานี พล.ต.ต.ทนงศักดิ์ วังสุภา ผบก.ภ.จ.ปัตตานี นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามปัตตานี และนายนพพร รัตนวัย ผบ.เรือนจำกลางปัตตานี ร่วมแถลงข่าวนักโทษเรือนจำปัตตานีก่อเหตุจลาจล เผาอาคารเสียหาย มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 7 ราย เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม

ญาติแห่เยี่ยมนักโทษ เหตุจลาจลเผาคุกปัตตานี ตาย 3 เจ็บ 7 เจ้าหน้าที่เจ็บ 3 สั่งย้ายไปเรือนจำอื่น 333 คน

กรณีเกิดเหตุจลาจลภายในเรือนจำกลางปัตตานี อ.เมือง จ.ปัตตานี ตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00 น วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 จนถึงช่วงเช้ามืดวันที่ 16 กรกฎาคม มีการวางเพลิงสำนักงานเจ้าหน้าที่เรือนจำได้รับความเสียหาย จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน บาดเจ็บหลายคน จากนั้นเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนได้สนธิกำลังเข้าไประงับเหตุและควบคุมตัวนักโทษแกนนำในการก่อเหตุจลาจลใส่รถควบคุมผู้ต้องหา กระจายไปแยกขังตามเรือนจำต่างๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่เรือนจำยังคงเฝ้าระวัง เพื่อป้องกันผู้ต้องขังก่อหวอดประท้วงขึ้นมาอีก ขณะบรรดาญาติๆ จำนวนมากเดินทางมาสอบถามข่าวคราวด้วยความเป็นห่วง

ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี นายวีรนันท์ เพ็งจันทร์ รองผู้ว่าปัตตานี เป็นประธาน และมี พล.ต.ต.ทนงศักดิ์ วังสุภา ผบก.ภ.จ.ปัตตานี นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามปัตตานี นายนพพร รัตนวัย ผบ.เรือนจำกลางปัตตานี ร่วมแถลงข่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

Advertisement

นายนพพรกล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุ มีผู้ต้องขัง 2 คน คดีพยายามฆ่าและลักขโมยจากสงขลามาฝากขังที่ปัตตานี เคยก่อเหตุจลาจลมาแล้ว เมื่อปี 2538 ที่เรือนจำสงขลา เมื่อมาอยู่ที่ปัตตานี ปรากฏมีการเข้มงวดทำให้ไม่พอใจได้เริ่มปลุกระดม ปรากฏว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุทั้งผู้ต้องขังนราธิวาสมาฝากขังที่ปัตตานีเช่นกัน ก่อนเตรียมส่งสงขลา และมีผู้ต้องขังปัตตานีบางส่วนเข้าร่วม มีการทะเลาะวิวาทกัน โดยเรียกร้องไม่ให้ย้ายตนเองไปที่อื่น พร้อมทั้งพยายามทำร้ายเจ้าหน้าที่เรือนจำที่อยู่ภายใน 5 คน แต่ผู้ต้องขังฝ่ายความมั่นคงได้เจรจาจนปล่อยไปแล้ว 5 คน หลังจากนั้นเริ่มก่อจลาจล เรียกร้องไม่ให้ย้ายไปที่อื่น และเริ่มเพิ่มข้อเรียกร้องรวม 13 ข้อ พร้อมทั้งเผาอาคารเสียหาย 1 หลัง เจ้าหน้าที่พยายามใช้วิธีสันติ มีการเจรจา 3 ครั้ง โดย 2 ครั้ง ได้ให้ประธานคณะกรรมการอิสลามปัตตานี ช่วยมาคุยเจรจาด้วย เนื่องจากส่วนใหญ่รู้จัก เพราะเข้ามาบรรยายที่เรือนจำบ่อยๆ แต่ผู้ต้องขังไม่ฟังและก่อเหตุเผาอาคารอีก 2 หลัง ทุบอาคารเสียหาย เจ้าหน้าที่พยายามเจรจาอีกหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ จึงได้นำชุดปราบจลาจลเข้าไปสลายจนสำเร็จในช่วงเวลาประมาณ 02.00 น.วันที่ 16 กรกฎาคม นำผู้บาดเจ็บที่เป็นผู้ต้องขังส่งโรงพยาบาลปัตตานี 6 คน เสียชีวิต 1 คน จากการถูกแทงตั้งแต่เริ่มก่อจลาจล ส่วนอีก 5 คน ถูกกระจกบาดที่เท้าและถูกทำร้ายร่างกาย และมีผู้เสียชีวิตที่ถูกผู้ต้องขังทำร้ายกันเองอีก 2 คน โดย 1 ใน 2 ถูกเผา ขณะนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว

นายนพพรกล่าวว่า ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่ง และเหตุการณ์ครั้งนี้ นักโทษเรือนจำนราธิวาสมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุจลาจล เหมือนกับเหตุจลาจลที่ปัตตานีเมื่อปี 54 สำหรับผู้ต้องขังที่เสียชีวิตจากการถูกทำร้ายคือ นช.เกียรติศักดิ์ จันทร์ดวง และ นช.เสริม จันทร์สุนทร ส่วน นช.สุอนันนต์ ป้องเช้า ถูกแทงที่ท้อง เสียชีวิตที่โรงพยาบาลปัตตานี ส่วนผู้ต้องขังที่บาดเจ็บรวม 7 คน มีบาดแผลถูกกระจกบาดที่เท้า และมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บรวม 3 คน นายกาจก้อง รัตนะ ผอ.ส่วนควบคุมผู้ต้องขัง นายสะทพ เพชรเกลี้ยง จนท.ประจำฝ่ายควบคุม และมีเจ้าหน้าที่ อส.จังหวัดปัตตานี ถูกก้อนหินบริเวณศีรษะ บาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนอาคารที่เสียหายถูกเผาเสียหายหมดคือ อาคารที่ทำการฝ่ายควบคุมผู้ต้องขัง อาคารโรงเรียนการศึกษาและที่ฝึกอาชีพ ส่วนอาคารอเนกประสงค์ฝ่ายการศึกษา ถูกทุบทำลายได้รับความเสียหาย เบื้องต้นมูลค่าความเสียหายประมาณ 4 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ได้ย้ายผู้ต้องขังจำนวน 333 คน ออกจากเรือนจำปัตตานีไปฝากที่เรือนจำกลางสงขลา เรือนจำนาทวี และทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลา เพื่อให้จำนวนผู้ต้องขังลดลง เจ้าหน้าที่จะได้เข้าไประงับสถานการณ์และเคลียร์พื้นที่ได้ง่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดาญาติของผู้ต้องขังจากหลายจังหวัดประมาณเกือบ 800 คน ได้ทยอยมาสอบถามและจะมาเยี่ยมผู้ต้องขัง เนื่องจากเป็นห่วงว่าผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจะเป็นญาติพี่น้องหรือไม่ แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่อนุญาตให้เยี่ยม เนื่องจากภายในเรือนจำยังไม่ได้เคลียรพื้นที่ อยู่ระหว่างการควบคุมสถานการณ์ ทำให้บรรดาญาติพี่น้องเริ่มทยอยเข้ามามากขึ้น ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานและกำลังอีกส่วนหนึ่งได้เข้าไปพิสูจน์หลักฐานภายในเรือนจำ ขณะเดียวกัน มีกำลังเรือนจำจากจังหวัดใกล้เคียงได้ทยอยมาช่วยสมทบกับกำลังเรือนจำปัตตานี เพื่อมาดูแลผู้ต้องขังในเรือนจำปัตตานีอีกประมาณเกือบ 1,400 คน

ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า กรณีมีนักโทษก่อความวุ่นวายที่เรือนจำกลางปัตตานีนั้นเป็นเรื่องของนักโทษ จะต้องมีมาตรการเข้มงวดเพิ่มขึ้น ขณะนี้ทาง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำลังดูแลอยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมราชทัณฑ์ออกแถลงการณ์ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ ผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงยุติธรรม กรณีเกิดเหตุผู้ต้องขังก่อจลาจลในเรือนจำกลางปัตตานีเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา เนื้อหาระบุว่า กรณีการก่อจลาจลในเรือนจำกลางปัตตานีเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 59 เวลาประมาณ 16.30 น. กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ขอชี้แจงรายละเอียดข้อเท็จจริงดังนี้ สาเหตุเกิดจากการเข้มงวดกวดขันในการตรวจค้นโทรศัพท์มือถือและยาเสพติดในเรือนจำ รวมถึงการจัดระเบียบเรือนจำเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและง่ายต่อการตรวจค้น จนเป็นเหตุให้ผู้ต้องขัง 2 รายไม่พอใจผู้บัญชาการเรือนจำกลางปัตตานี จึงได้ขออนุญาตย้ายผู้ต้องขังดังกล่าวเป็นกรณีเร่งด่วน ทำให้ผู้ต้องขังทั้ง 2 รายเป็นแกนนำในการก่อการจลาจลในครั้งนี้ รวบรวมผู้ต้องขังคนอื่นๆ รวม 200 รายก่อการจลาจลในเวลาประมาณ 16.02 น. และเหตุการณ์ได้ลุกลามจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐได้สนธิกำลังเข้าควบคุมพื้นที่ได้ในที่สุด

กรมราชทัณฑ์ขอเรียนชี้แจงว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดและเร่งด่วน เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดในกรณีนี้ โดยได้จัดตั้งหน่วยบัญชาการทั้งในส่วนกลางกรมราชทัณฑ์ เพื่อรับรายงาน ประเมินสถานการณ์และสั่งการแก้ไขปัญหาไปยังหน่วยบัญชาการในพื้นที่ นอกจากนี้ยังได้ประสานหน่วยงานอื่นๆ ในพื้นที่ ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด ทหาร ตำรวจ และพนักงานดับเพลิง รวมถึงเรือนจำกลางประธานเขตเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากนั้นได้ทำการเจรจาต่อรองกับผู้ก่อการจลาจล ขณะนั้นได้ก่อความรุนแรงโดยเผาอาคารที่ทำการฝ่ายควบคุม ทำร้ายเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์และผู้ต้องขังอื่น รวมถึงได้ยื่นข้อเสนอ 11 ข้อ โดยผู้บัญชาการเหตุการณ์ยังไม่อนุญาตให้มีการใช้กำลัง แต่ให้แยกผู้ต้องขังที่ไม่มีความเกี่ยวข้องออกมาจากกลุ่มก่อการจลาจลเมื่อการเจรจาไม่ประสบผล จนกระทั่งเวลาประมาณ 21.20 น. ผู้ต้องขังกลุ่มดังกล่าวได้ร่วมกันเผาประตูเรือนจำ เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแหกหักหลบหนีออกนอกเรือนจำ เมื่อได้รายงานสถานการณ์ดังกล่าวให้แก่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงแล้ว จึงได้มอบพื้นที่ให้แก่ทหารและตำรวจในพื้นที่ดำเนินการ ใช้กำลังในการควบคุมสถานการณ์ได้ในเวลา 23.00 น.

“เนื่องจากผู้ต้องขังกลุ่มก่อการจลาจลไม่ยอมรับข้อเสนอต่างๆ แม้ว่าเรือนจำจะยอมทำตามข้อเรียกร้องของผู้ต้องขังกลุ่มดังกล่าวแล้วก็ตาม หากแต่ยังคงกระทำการรุนแรงโดยการเผาสถานที่ราชการเพิ่ม จนเป็นเหตุให้ต้องใช้กำลังในการควบคุมสถานการณ์ การตัดสินใจดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎระเบียบข้อบังคับที่กำหนดไว้ และยังได้คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้น้อยที่สุดต่อผู้ต้องขังส่วนใหญ่และประโยชน์ของทางราชการ ทั้งนี้ เรือนจำกลางปัตตานีได้ทำการย้ายกลุ่มผู้ต้องขังก่อการจลาจลไปยังเรือนจำต่างๆ โดยจะจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารสำหรับญาติผู้ต้องขัง หากต้องการรับทราบข้อมูลของลูกหลานในกรณีดังกล่าวสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เรือนจำกลางปัตตานี เบอร์ 0-7341-4254 หรือศูนย์ดำรงธรรมในพื้นที่ ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนทั่วไป ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงญาติของผู้ต้องขังทุกฝ่ายจะเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และหากมีข้อสงสัยประการใด กรมราชทัณฑ์ยินดีให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง” กรมราชทัณ์แจง

แถลงการณ์ยังสรุปความเสียหายว่า เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์บาดเจ็บจำนวน 3 นาย ผู้ต้องขังได้รับบาดเจ็บจำนวน 7 ราย นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลปัตตานีจำนวน 1 คน ผู้ต้องขังเสียชีวิต 3 ราย อาคารที่ทำการฝ่ายควบคุม อาคารอเนกประสงค์ อาคารฝ่ายการศึกษา รวมจำนวน 3 หลัง

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image