ส.ส.เสรีรวมไทย รุดเคารพศพสาว 19 แขวนคอ พร้อมทิ้งข้อความตัดพ้อรบ.ช่วยไม่ทั่วถึง
วันนี้ 29 เม.ย.63 ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ปราจีนบุรี รายงานความคืบหน้ากรณีมีการแชร์ผ่านโลกโซเชี่ยล มีข่าวรปภ.สาววาดภาพนายกฯ ตัดพ้อรัฐบาลใจร้าย ไม่มีเงินซื้อนมให้ลูก ก่อนแขวนคอเสียชีวิต
โดยศพของเด็กสาววัย 19 ปี ได้ส่งมาถึงวัดใกล้บ้านเกิดแล้ว ขณะผู้เป็นตาเคยเลี้ยงดูมาแต่เด็ก นำมาตั้งบำเพ็ญกุศลศพตามพิธีทางศาสนา ที่วัดแสนภูดาษ พื้นที่ ม.2 ต.แสนภูดาษ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ตามที่เสนอก่อนหน้านี้ นั้น
ความคืบหน้าล่าสุด ดร.นภาพร เพ็ชร์จินดา รองเลขาธิการพรรคเสรีรวมไทย และเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรค ได้เดินทางนำของฝากเป็นนมกล่องรวม 3-4 แพค สำหรับใช้เลี้ยงเด็ก พร้อมด้วยหน้ากากผ้าติดตราหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และเงินสดอีกจำนวนหนึ่ง มาช่วยเหลืองานศพ ของ น.ส.ปลายฝน อ่ำสาริกา อายุ 19 ปี รปภ.สาว โดยได้เข้าพบและพูดคุยซักถามเรื่องราวกับนายพร อ่ำสาริกา อายุ 69 ปี ผู้เป็นตา โดยมีผู้เป็นมารดาของหญิงสาว นั่งอยู่เคียงข้างคอยช่วยตอบคำถาม
จากนั้น ดร.นภาพร กล่าวว่า พอได้อ่านข่าวที่เกิดขึ้นแล้วรู้สึกสะเทือนใจจึงได้รีบเดินทางมายังที่วัดแห่งนี้เลยในทันที เพราะคิดว่าหญิงสาวไม่มีหนทางไปแล้วจึงได้คิดทำอย่างนี้ และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก สงสารน้องเขามาก รวมทั้งลูกของเขาด้วยที่ยังเล็ก หากไม่มีผู้เป็นมารดาคอยดูแลแล้วจะเป็นอย่างไร คนที่ตัดสินใจทำแบบนี้ได้จะต้องไตร่ตรองแล้ว จะต้องอัดอั้นไม่มีหนทางแล้วจริงๆ จึงได้เลือกวิธีนี้ หลังจากวันนี้แล้วไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกไม่อยากให้ใครที่สิ้นหนทางแล้วจะต้องมาทำแบบนี้
ส่วนข้อแนะนำต่อรัฐบาลนั้น อยากให้ใช้เงินที่จะทำการกู้มาจำนวนมหาศาล มีการวางแผนการใช้เงินให้เป็นประโยชน์ที่สุด ไม่ว่าจะกระจายให้ประชาชนด้วยวิธีใดก็ตามขอให้ทั่วถึงที่สุด เนื่องจากโครงการที่รัฐบาลทำเงินเยียวยา 5 พันบาทต่อเดือนนั้น ขณะนี้ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ ในหลายอาชีพก็ไม่ได้ ในขณะที่ประชาชนเสียภาษีในระหว่างการจับจ่ายที่ผ่านมา ก็ได้มีความรับผิดชอบต่อมาตรการเก็บภาษีของรัฐ
แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นกลับเลือกจ่ายแค่เฉพาะบางอาชีพ แต่ความเดือดร้อนเกิดขึ้นต่อทุกอาชีพ ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกอบการล้วนไม่มีรายได้ด้วยกันทั้งนั้น แต่ยังคงต้องดูแลลูกน้องอีก คนกลุ่มนี้จะดูแลเขาได้อย่างไร ดังนั้นรัฐจึงควรกระจายการดูแลให้ทั่วถึง เช่น ที่สิงคโปร์ เขาจ่ายให้ในทุกครอบครัวเรือนที่มีทะเบียนบ้าน และบัตรประชาชน จึงอยากให้กระจายเงินให้ดีที่สุด ไม่ใช่จะเอาไปอุ้มกองทุนหรือนายทุนจึงคิดว่าไม่ถูกต้อง
ในตอนนี้จึงมองว่า การช่วยเหลือยังไม่เพียงพอ ช่องทางการติดต่อยังไม่เข้าถึง หากมองย้อนไปที่การลงทะเบียนขอเงินช่วยเหลือ 5 พันบาทที่ผ่านมา คนที่จนจริงๆ และไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่จะใช้ลงทะเบียนได้ จะทำอย่างไร ดังนั้นทุกหน่วยงานของรัฐต้องทำงานแบบบูรณาการต้องช่วยกัน ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ที่ต้องมาดูความเดือดร้อนของประชาชน เช่น ราคาสินค้า การไฟฟ้า ลดราคาจริงหรือไม่ เพราะประชาชนจะไปติดต่อใครหรือจะไปทางไหนยังไปไม่ถูก จึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งรีบทำ ดร.นภาพร กล่าว
ขณะเดียวกัน นายพร ผู้เป็นตาของหญิงสาววัย 19 ปี ผู้เสียชีวิต กล่าวระหว่างการถูกซักถามว่า ปกติหลานสาวชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก หลังจากเรียนจบ ม.3 จากโรงเรียนมัธยมใกล้บ้าน ในตำบลลาดขวาง อ.บ้านโพธิ์ แล้ว ได้ไปเรียนต่อยังที่วิทยาลัยอาชีวะศึกษาฉะเชิงเทรา สาขาช่างออกแบบ แต่เมื่อเรียนผ่านไปได้เพียง 1 ปี มีคนมาทักท้วงว่า เหตุใดจึงไม่เรียนสาขาศิลปะ
เนื่องจากเห็นผลงานการวาดภาพแล้ว ภาพที่วาดออกมาดูดี จึงได้กลับมาบอกกับตนว่า จะขอดร็อปการเรียนไป 1 ปี เพื่อที่จะไปสอบเข้าเรียนสาขาใหม่ โดยจะไปเรียนสาขาด้านศิลปะแทน จนมาเกิดเหตุสลดนี้ขึ้นเสียก่อนที่จะกลับมาเรียนต่อ นายพร กล่าว

