หนุ่มแบงก์แฉแหลก แลกคนละหมัด ซัดเพื่อนรีดดอกมหาโหด เผยแชตไลน์ขูดดอก 50%

หนุ่มแบงก์แฉแหลก แลกกันคนละหมัดซัดเพื่อนหญิงรีดดอกมหาโหด พร้อมเผยแชตไลน์ขูดดอกเบี้ยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาเพียง 10 วัน

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า คดีนายจิรวัฒน์ รัตนกุลวิโรจน์ นามสกุลเดิมช่างถม ชื่อเล่นบิ๊ก อายุ 30 ปี อดีตพนักงานฝ่ายสินเชื่อของธนาคารแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลเมืองนครพนม ฉ้อโกงเงินจำนวน 7 ล้านบาท โดยผู้เสียหายชื่อนางมะลิ (นามสมมุติ) อายุ 65 ปี มอบอำนาจให้นายณพล ใบเงิน ทนายความเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ ร.ต.อ.(หญิง) จุฬารัตน์ อาจภิรมย์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองนครพนม ให้ดำเนินคดีอาญากับอดีตพนักงานสินเชื่อรายนี้ พร้อมกับพวกรวม 4 คน ในข้อหาฉ้อโกงเป็นเงินจำนวน 7 ล้านบาท หรือข้อหาอื่นใดที่เกี่ยวข้อง ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว

หลังรับแจ้งเป็นคดีเบื้องต้น นายบิ๊กปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่ภายหลังเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ได้เปลี่ยนเป็นให้การรับสารภาพ พร้อมซัดทอดผู้ร่วมขบวนการอีก 3 คน คือนางกัญญาพัชญ์ ว่องไว ชื่อสกุลเดิม น.ส.สิริสุดา สุขเกษม ชื่อเล่นโจโจ้ ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นบิว อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนโรงเรียนเดียวกัน และสามีคือ นายวีระชัย ว่องไว หรือท่อม อายุ 47 ปี เป็นลูกชายนักธุรกิจเจ้าของรีสอร์ตแห่งหนึ่ง ปัจจุบันกำลังทำธุรกิจบ้านจัดสรรในเขตอำเภอเมืองนครพนม และห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญญรินทร์ที่นายท่อมเป็นผู้ถือหุ้นหลัก

นายบิ๊กเสมือนโจรกลับใจได้เผยว่า หลังได้เงินเหยื่อแล้วก็โอนไปเข้าบัญชีธนาคารของนางบิว และภายในระยะเวลาไม่กี่นาทีนางบิวก็โอนต่อเข้าไปในบัญชีของนายท่อมผู้เป็นสามีทันที ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบสเตทเมนต์ (Statement) การเดินบัญชีของนายบิ๊กมาตรวจสอบ ก็พบว่าเส้นทางการเงินโอนไปที่บัญชีที่ผู้ต้องหากล่าวอ้างจริง จึงดำเนินการอายัดบัญชีของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 ราย พร้อมเชิญตัวนางบิวและนายท่อม สองสามีภรรยามาสอบสวนปากคำ โดยสองผัวเมียได้เดินทางมาพร้อมกับทนายความ และให้การปฏิเสธ พร้อมอ้างว่าก็เป็นผู้ถูกนายบิ๊กหลอกเช่นเดียวกัน แต่ขอเวลา 1 สัปดาห์เพื่อรวบรวมหลักฐานมายืนยันต่อเจ้าหน้าที่ว่าพวกตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ต่อมา พ.ต.อ.ณัฏฐวิชฌ์ ราชแก้ว ผกก.สภ.เมืองนครพนม ได้เชิญบุคคลทั้ง 3 มาเผชิญหน้ากัน เพื่อจะสอบถามข้อเท็จจริง โดยมีทนายความผู้รับมอบอำนาจและตัวแทนผู้เสียหายเข้ารับฟัง ขณะที่นางบิวกับสามีก็นำทนายมาด้วย เมื่อทั้งสามมาเจอกันต่างฝ่ายต่างโยนกันไปมา สรุปแล้วไม่มีอะไรคืบหน้านอกจากชี้หน้าถกเถียงกัน

ภายหลังการพูดคุยทั้งสามฝ่าย นายณพล ใบเงิน ทนายของผู้เสียหาย เปิดเผยว่า จากการพูดคุยนางกัญญาพัชญ์ หรือบิว และสามี ปฏิเสธว่าไม่ได้ร่วมมือกับนายบิ๊กฉ้อโกงผู้เสียหาย พร้อมกล่าวอ้างว่าตนเองก็ถูกนายบิ๊กหลอกเอาเงินไปหลายสิบล้านเหมือนกัน โดยจะขอเวลารวบรวมพยานหลักฐานเพื่อแจ้งความเอาผิดนายบิ๊กต่อไปด้วย ส่วนการที่ปรากฏหลักฐานเส้นทางการเงินถูกโอนมาที่บัญชีของตนในวันเกิดเหตุนั้น เป็นเงินที่นายบิ๊กโอนมาใช้หนี้พวกตน และเพื่อเป็นการยุติปัญหา จะนำเอาโฉนดที่ดินที่นายบิ๊กอ้างว่าได้มาจากการร่วมกันกับนางบิว นำเงินไปทำธุรกิจซื้อขายที่ดินมาชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายคือนางมะลิ เพื่อเป็นการชดใช้คืนเงินที่นายบิ๊กได้หลอกมาแล้วโอนให้พวกตน ซึ่งทางตัวแทนผู้เสียหายก็รับในเงื่อนไขแต่จะขอตรวจสอบโฉนดที่ดินที่จะนำมาใช้หนี้แทนนั้นมีมูลค่าราคาเท่าไหร่ และได้มาโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่เสียก่อน เนื่องเพราะโฉนดบางแปลงชื่อเจ้าของหลังโฉนดยังเป็นชื่อของบุคคลอื่นอยู่

ล่าสุดนายจิระวัฒน์ หรือบิ๊ก ได้เปิดเผยพร้อมแสดงแชตไลน์หลักฐานการคุยกันทางไลน์ระหว่างตนเองกับนางกัญญพัชญ์ หรือบิว ถึงการโอนเงินให้กันในช่วงเดือนมีนาคม 2564 พบว่ามีการโอนเงินไปมานับร้อยล้านบาท โดยในแชตไลน์ได้ระบุชัดเจนในวันที่ 16 มีนาคม 2564 ว่ายอด 6,100,000 ดอก 3,000,000 รวม 9,100,000 ต้องคืนภายในวันที่ 25 มีนาคม หรือยอด 14 ล้าน ดอก 4 ล้าน คืนวันที่ 22 มีนาคม 2564 เป็นต้น

ซึ่งนายบิ๊กเปิดเผยเกี่ยวกับแชตไลน์ดังกล่าวว่าเป็นการติดต่อกันระหว่างตนกับนางบิว ในช่วงที่มีการทำธุรกิจค้าที่ดินด้วยกัน โดยนางบิวจะทำหน้าที่ติดต่อกับนายทุนที่จะปล่อยเงินมาแล้วให้ตนไปดำเนินการซื้อขายที่ดินเพื่อเก็งกำไร โดยนางบิวจะให้ระยะเวลาเพียง 10 วันจะต้องนำเงินมาคืนพร้อมดอกเบี้ย อย่างเช่นเอาเงินมา 6.1 ล้าน จะต้องเสียดอกเบี้ย 3 ล้าน ภายในเวลา 10 วัน เมื่อครบกำหนด 10 วันจะต้องนำเงินมาคืนให้นางบิว 9.1 ล้านบาท

“แต่ร้ายยิ่งกว่านั้นนางบิวจะคิดค่าดำเนินการในการวิ่งหาทุนมาอีกล้านละสองแสนบาท ดังนั้นเงิน 6.1 ล้านบาทที่เอามาตนจะได้รับเพียง 4.9 ล้านบาทเท่านั้น แต่ภายใน 10 วันจะต้องหาเงินมาคืน 9.1 ล้าน จะเห็นได้ว่ามีเงินส่วนต่างถึง 4.2 ล้านบาทที่อยู่กับนางบิว ในการทำธุรกรรมครั้งนี้ครั้งเดียว ซึ่งที่ผ่านมาจะมีการทำธุรกรรมแบบนี้ สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เมื่อตนหาเงินคืนให้ไม่ทันจึงได้ไปหยิบยืมคนอื่นมาคืนให้กับนางบิว

ก่อนหลังจากนั้นนางบิวก็จะปล่อยเงินออกมาให้อีกในเงื่อนไขเดิม ตนก็จะนำเงินมาคืนให้แก่เจ้าหนี้ที่ถึงกำหนดพร้อมดอกเบี้ยค่าตอบแทนตามที่ได้ตกลงกันไว้ แต่ครั้งสุดท้ายนางบิวไม่ยอมปล่อยเงินมาให้อีก ตนจึงไม่มีเงินไปคืนเจ้าหนี้ที่ได้ไปยืมมาเลยไปต่ออีกไม่ได้” นายจิระวัฒน์กล่าวในที่สุด

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ฮาร์ท อัดคลิปถึงแรมโบ้ ชี้เจ้านายพี่ เขาอาสามา ปชช.ติติง แล้วมาฟ้อง มันสมควรหรือ?
บทความถัดไปคอฟฟี่เบรก : คิวทอง