นักวิชาการ มองเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลร่วมพลังประชารัฐ อาจเกิดมิติใหม่ทางการเมือง

นักวิชาการ มองเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลร่วมพลังประชารัฐ อาจเกิดมิติใหม่ทางการเมือง

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ดร.โอฬาร์ ปัญญปิติพัฒน นักวิชาการอิสระ สอนการเมือง การปกครอง กล่าวถึงกรณีที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยจะจับมือกับพรรคพลังประชารัฐในการจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้า พร้อมทั้งชู พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณหรือบิ๊กป้อม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่เอา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาหรือบิ๊กตู่นั้น

ตนมองว่าอาจจะเป็นไปได้หรือไม่ได้ ลักษณะ 50-50 กรณีเป็นไปได้ก็จะเกิดมติใหม่ทางการเมือง อาจจะมีอะไรใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิม แบบมหัศจรรย์ หรืออาจจะแย่กว่าเดิมแบบเอาไม่อยู่ได้เหมือนกัน ถ้าพรรคเพื่อไทยร่วมกับพรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาล จุดดีทั้ง 2 ฝั่งถือว่ามีคนภายในพรรคมีสมองที่ดี และพลังอำนาจที่พร้อม มีศักยภาพในการทำงาน หากมีความตั้งใจที่จะพัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองจะดีมาก หรือหากมองอีกมุมหนึ่งไปในแง่ลบ ใครจะจัดการได้เพราะถือว่าทั้ง 2 พรรครวมตัว จะมีพลังอย่างมากมายแบบที่คาดไม่ถึง เหตุผลที่พรรคเพื่อไทยเลือกพรรคพลังประชารัฐ มองว่าพรรคเพื่อไทยจะไปแข่งขันกับพรรคพลังประชารัฐ หันมาจับมือกันไม่ดีกว่าหรือ เพราะมีแต่ได้ไม่มีเสีย จึงเลือกเป็นมิตรจะดีกว่าจะเป็นศัตรู

ส่วนกรณีชูบิ๊กป้อมไม่เอาบิ๊กตู่ ในแง่กฎหมายในส่วนบิ๊กตู่ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินมาแล้วว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ 2 ปี ซึ่งการบริหารงานในฐานะผู้นำรัฐบาลไม่ครบสมัย ถือว่าไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นจะต้องเลือกบิ๊กป้อม เพราะอยู่ได้ 4 ปี ทำให้การบริหารประเทศสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ถือว่าเป็นหลักการอยู่แล้ว จะต้องเลือกคนที่สมบูรณ์มากกว่า หาเสียงก็ง่าย ปัญหาก็น้อย

ถ้ามองการคาดหวังของพรรคเพื่อไทยต้องการ 250 เสียง หรือเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคที่ไม่เลือกแน่นอนคือพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนพรรคอื่นๆ จะคุยกันได้ทั้งหมด สาเหตุที่ไม่เลือกพรรคภูมิใจไทย เพราะว่าดูประวัติที่ผ่านมาพบว่ามีการแข่งขันกับสูงกับพรรคเพื่อไทย รวมทั้งมีการสร้างเงื่อนไขส่งผลให้การทำงานร่วมกันได้ยาก ที่สำคัญหากคิดจะทำงานร่วมกันคงไม่มีการดึง ส.ส.ไปสังกัดในพรรคของตนเอง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ตอนนี้อาจจะเป็นความโชคไม่ดี ทำอะไรไม่ถูกใจทั้งประชาชน รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาล คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์คงจะต้องออกแอคชั่นหรือปรับตัวให้มากกว่านี้ สาระสำคัญคือผลงานไม่ค่อยโดดเด่น

Advertisement

หากจะให้มองว่าพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ระยะแรกๆ อาจจะไปกันได้ แต่หากมองระยะยาวแล้ว คงไปด้วยกันไม่ได้ เนื่องจากพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคมืออาชีพ มีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่า ทำให้ความเห็นของมืออาชีพ หรือทัศนคติของผู้ใหญ่ ที่จะเข้ากับคนรุ่นใหม่คงลำบาก ประกอบกับประสบการณ์ทางการเมืองต่างกัน และทัศนคติต่างกันเยอะด้วยเหมือนกับเด็กกับผู้ใหญ่ หากเป็นพรรคร่วมรัฐบาลการทำงานเชื่อว่าความขัดแย้งจะมีสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน

การเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งหน้านั้น หากให้คาดการณ์จำนวน ส.ส.ที่จะได้รับเลือกตั้ง ถ้าใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ โดยไม่มีเงื่อนไขอะไรเป็นพิเศษจาก พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. คาดว่าจำนวน ส.ส.ในเขตเลือกตั้งประมาณ 200 คน รวมทั้งบัญชีรายชื่อคาดว่าอาจจะได้ประมาณ 230 คน มามองพรรคพลังประชารัฐเชื่อว่าการเลือกตั้ง ส.ส.เขตเลือกตั้ง อาจจะน้อยกว่าพรรคเพื่อไทยนิดหน่อย คาดว่าจะมี ส.ส.ในมือประมาณ 100 กว่าคน หากจับมือกันแล้วรวมกับพรรคเล็กพรรคน้อยก็จะได้ ส.ส.ในการจัดตั้งรัฐบาลประมาณ 300 กว่าคน จะทำให้รัฐบาลมีความมั่นคง

สูตรอาจจะออกมาเป็นกับพรรคพลังประชารัฐ รวมทั้งพรรคเล็กพรรคน้อย ยกเว้นพรรคภูมิใจไทย ส่วนพรรคก้าวไกล หากมีความจำเป็พรรคเพื่อไทย อาจจะเข้าร่วมรัฐบาล เรื่องนี้เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยคงคิดหนัก เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาลในอนาคต

หากกล่าวโดยสรุป หากพรรคเพื่อไทยรวมกับพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเล็ก ข้อดี หากตั้งใจทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง ประเทศจะเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว กล่าวได้ว่าพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ระบบเศรษฐกิจจะดีขึ้น ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจะได้รับการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วทันตาเห็น ถ้าออกมาทางลบหรือไม่ดี ยอมรับว่าเหนื่อยมาก ประชาชนจะลำบากมากว่าเก่า หากบริหารงานไปในทางที่ไม่ถูกต้อง ประเทศชาติจะเกิดความเสียหายแบบคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image