หน้าแรก ภูมิภาค วิกฤตแม่น้ำปร...

วิกฤตแม่น้ำปราจีนฯ! ม็อบปลากระชังบุกศูนย์ราชการ จี้สอบสารเคมีโรงงาน โอดต้นทุนจม-พังในคืนเดียว

15.10.26 | 23:02 น.

วิกฤตแม่น้ำปราจีนฯ! ม็อบปลากระชังบุกศูนย์ราชการ จี้สอบสารเคมีโรงงาน โอดต้นทุนจม-พังในคืนเดียว

 


เมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 15 ตุลาคม  ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี ความคืบหน้าสถานการณ์วิกฤตแม่น้ำปราจีนบุรีเน่าเสียหลังน้ำท่วมลดระดับ ส่งผลให้สัตว์น้ำน็อกน้ำตายเกลี้ยงลุ่มน้ำ กำลังลุกลามอย่างหนักหน่วง กลายเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่ซัดเอาความหวังของเกษตรกรพังทลายลงในพริบตา

เมื่อกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังและประมงพื้นบ้านกว่า 50 ชีวิต นำโดย นายมนตรี หรือ “เฮียมน” อายุ 52 ปี และ นายสมบูรณ์ อายุ 66 ปี รวมตัวยื่นหนังสือเรียกร้องที่ศูนย์ราชการจังหวัดปราจีนบุรี วานนี้ (14 ต.ค.) เพื่อจี้ให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังพบปลาและสัตว์น้ำลอยคอตายยกกระชัง สร้างความเสียหายรวมหลายสิบล้านบาท

เกษตรกรระบุว่า เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติตั้งแต่วันที่ 9–10 ตุลาคมที่ผ่านมา น้ำในแม่น้ำส่งกลิ่นเหม็น มีคราบมันเมือก และคราบน้ำมันสีรุ้งลอยเด่น ก่อนมวลน้ำเน่าเสียจะไหลผ่าน อำเภอกบินทร์บุรี ศรีมหาโพธิ บ้านทาม และอำเภอเมืองปราจีนบุรี จนส่งผลให้สัตว์น้ำทั้งน้ำตื้นและน้ำลึก เช่น ปลากระโห้ยักษ์น้ำหนักกว่า 70 กิโลกรัม ปลาลิ้นหมา ปลาทับทิม และกุ้ง น็อกน้ำตายเกลี้ยงระหว่างวันที่ 10–12 ตุลาคม

Advertisement

นายมนตรี  กล่าวว่า ตนเลี้ยงปลากระชัง 23 กระชัง มีกำหนดจับปลาทับทิมขายในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ แต่กลับสูญเสียผลผลิตทั้งหมดก่อนกำหนดเพียงไม่กี่วัน เช่นเดียวกับกลุ่มหาดสะแก ต.บางบริบูรณ์ ของนายสมบูรณ์ ที่ต้นทุนจมไปกว่า 600,000 บาท และรายได้ที่คาดว่าจะได้กว่า 2 ล้านบาท พังทลายในคืนเดียว

จากการสัมภาษณ์เพิ่มเติม เกษตรกรระบุว่า มวลน้ำเสียดังกล่าวไหลมาจากทิศทางบ่อขยะและโรงงานอุตสาหกรรม ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้เลี้ยงปลากระชังซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่ต้องแบกรับภาระหนี้สินค่าอาหารและพันธุ์ปลา โดยหลังปลตายหมดเกลี้ยงเกษตรกรผู้เลี้ยงได้หน่วยทหารจากกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล ร.2 รอ.มาช่วยเก็บซากนำไปฝังกลบ และ กลุ่มเกษตรกรได้ยื่น 3 ข้อเรียกร้องหลัก ได้แก่

1. การตรวจสอบหาสารปนเปื้อนอย่างโปร่งใส
2. มาตรการเยียวยาความเสียหายอย่างเร่งด่วน
3. ความชัดเจนในการฟื้นฟูระบบนิเวศและความปลอดภัยของน้ำประปา

ด้าน นายสัญญา นามี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้เดินทางมารับหนังสือข้อร้องเรียนด้วยตนเอง พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรสะท้อนปัญหาอย่างใกล้ชิด โดยรับปากว่าจะเร่งประสานประมงจังหวัด สิ่งแวดล้อม และฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ตรวจพิสูจน์สารปนเปื้อนและหาแนวทางช่วยเหลือตามระเบียบราชการโดยเร็วที่สุด

ขณะที่นายธงชัย บุตรวงษ์ นายอำเภอเมืองปราจีนบุรี เปิดเผยความคืบหน้าการช่วยเหลือว่า จากการสำรวจพบเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องในเขตอำเภอเมืองปราจีนบุรี มีทั้งสิ้น 44 ราย ครอบคลุม 4 ตำบล (หน้าเมือง, รอบเมือง, บางบริบูรณ์, ท่างาม) ทางอำเภอได้เร่งให้เกษตรกรยื่นเอกสารเพื่อเสนอที่ประชุมคณะกรรมการช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (กชพอ.) และส่งต่อไปยังระดับจังหวัด (กชพจ.) เพื่ออนุมัติเงินทดรองราชการของอำเภอ วงเงินไม่เกินรายละ 30,000 บาท รวมงบประมาณราว 1,400,000 บาท เพื่อความรวดเร็ว หากรอขั้นตอนปกติอาจต้องใช้เวลานาน

นายอำเภอเมืองปราจีนบุรี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบและจัดทำเอกสารลงพื้นที่ร่วมกับประมงอำเภออย่างเร่งด่วน สำหรับการเอาผิดโรงงานอุตสาหกรรม หากผลตรวจพิสูจน์น้ำและสารเคมีชี้ชัดว่าเกิดจากการปล่อยน้ำเสีย จะประสานอุตสาหกรรมจังหวัดและประมงจังหวัดดำเนินการตามกฎหมาย และเป็นตัวกลางเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งคืนให้แก่เกษตรกร ส่วนกรณีความเสียหายที่เกินวงเงินช่วยเหลือเบื้องต้น จะเร่งสรุปเรื่องเสนอผ่านจังหวัดไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อพิจารณาเงินช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษต่อไป พร้อมกันนี้ อำเภอเมืองฯ ยังได้เร่งจัดเก็บขยะตกค้างจากอุทกภัยเพื่อสุขอนามัยของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมขัง

ทางด้าน น.ส.จุฑามาศ บัวเผื่อน นายอำเภอศรีมหาโพธิ ประธาน กชอ. อำเภอศรีมหาโพธิ ได้จัดประชุมอนุมัติเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ครั้งที่ 2 จำนวน 1,717 ครัวเรือน ครอบคลุม 7 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมจ่ายเงินทดรองราชการให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง จำนวน 25 ราย รายละ 31,200 บาท รวมเป็นเงิน 780,000 บาท

นอกจากนี้ สำนักงานประมงอำเภอศรีมหาโพธิ์ได้สรุปตัวเลขความเสียหายของปลาทับทิมน็อกตายยกกระชัง รวมกว่า 352.78 ตัน (352,780 กิโลกรัม) มูลค่าความเสียหายสูงถึง 32,472,316 บาท ครอบคลุมเกษตรกร 24 ราย ใน 4 ตำบล รวม 518 กระชัง โดยพื้นที่ ต.บ้านทาม ได้รับความเสียหายหนักที่สุด (เกษตรกร 9 ราย 233 กระชัง ปลาตาย 173,360 กิโลกรัม มูลค่า 16,386,516 บาท)

ขณะที่นายวิชัย ทองประไพ ประมงจังหวัดปราจีนบุรี และ นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้เปิดเผยถึงมาตรการตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) และสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจวิเคราะห์หาสารปนเปื้อนอย่างละเอียด

ขณะเดียวกัน ในส่วนของโรงงานอุตสาหกรรมที่ถูกร้องเรียนเรื่องคราบน้ำมันและสารเคมีรั่วไหล คณะทำงานได้เข้าตรวจสอบและ มีคำสั่งให้โรงงานที่เข้าข่ายกระทำผิดหยุดประกอบกิจการชั่วคราวแล้ว 3–4 แห่ง พร้อมดำเนินการล็อกและอายัดเครื่องจักร เพื่อบังคับให้ปรับปรุงแก้ไขระบบตามกฎหมายโรงงาน หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจะใช้อำนาจตามมาตรา 39 วรรคสาม บังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดต่อไป

ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในภาพรวม ระดับน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีเริ่มมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบางจุด ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังเร่งให้การช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง

นอกจากนี้ ยังได้ลงสำรวจคลองลำผักชี ในพื้นที่ตำบลคู้ลำพัน และตำบลโคกปีบ เนื่องจากได้รับแจ้งจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ว่าน้ำในลำคลองมีลักษณะเป็นสีดำและพบคราบน้ำมันลอยมาตามน้ำ ซึ่งจุดที่ลงสำรวจอยู่ใกล้กับ โรงงานฝังกลบและโรงงานรีไซเคิลทำน้ำมันเชื้อเพลิงผสม ของบริษัทในพื้นที่ ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี พร้อมสั่งการให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรี ประสานสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำตรวจวิเคราะห์ในจุดดังกล่าวและตามแนวลำคลองเพิ่มเติม และให้ชลประทานจังหวัดปราจีนบุรีวางแผนการบริหารจัดการน้ำเพื่อจำกัดวงกว้าง และเตรียมแผนการฟื้นฟูสภาพแหล่งน้ำอย่างเร่งด่วน