อันดับ 3 เวิลด์คัพ ศึกชิง “เหรียญทองแดง” ที่ไร้ความหมาย?

ฟุตบอลโลก 2018 ผ่านไปแล้ว 62 นัด เหลืออีกเพียง 2 นัดก็จะขมวดปมปิดฉากพร้อมๆ กับผู้ชนะซึ่งจะตัดสินกันคืนวันที่ 15 กรกฎาคมนี้

ก่อนจะไปถึงไคลแมกซ์ดังกล่าว ยังมีเกมเตะอีก 1 นัดให้แฟนบอลได้ติดตามกัน นั่นคือรอบชิงอันดับ 3 ระหว่าง อังกฤษ กับ เบลเยียม 1 วันก่อนหน้านั้น

หลายคนตั้งคำถามและสงสัยถึงความจำเป็นของเกมดังกล่าว บางคนถึงขั้นเรียกร้องให้ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ถอดโปรแกรมเตะนัดนี้ออกด้วยซ้ำ เพราะมองว่ามัน “ไร้ความหมาย” อย่างสิ้นเชิง

แมตช์ชิงอันดับ 3 คือการจับคู่ทีม “ผู้แพ้” จากรอบรองชนะเลิศ ในแง่ความรู้สึกแล้ว ทั้งตัวนักเตะ สต๊าฟโค้ช และแฟนบอล คงไม่มีกะจิตกะใจจะทุ่มเทให้กับเกมการแข่งขันสักเท่าไร เพราะเพิ่งผิดหวังกับการก้าวมข้ามด่านสำคัญสู่รอบชิงชนะเลิศมาหมาดๆ และคงไม่ใส่ใจกับอันดับที่อาจจะสูงขึ้นมา 1 อันดับนัก ดังที่เคยมีคำกล่าวในวงการกีฬาว่า “รองแชมป์ก็คือผู้แพ้ที่ดีที่สุด” เท่านั้นเอง

นักเตะสิงโตคำรามเบื่อไปตามๆ กัน

ยกตัวอย่างเกมชิงที่ 3 เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ซึ่งเจ้าภาพ บราซิล พ่ายให้ เนเธอร์แลนด์ 0-3 กลายเป็นความช้ำใจแบบซ้ำซ้อนของชาวแซมบ้าหลังจากต้องดูทีมรักของตัวเองโดน “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี ถล่มขาด 7-1 ในรอบตัดเชือกก่อนหน้านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้แต่ฝั่งแข้งดัตช์เองก็ใช่ว่าจะดีใจสักเท่าไร โดย หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือทีมกังหันลมในเวลานั้น กล่าวว่า ตนพูดมาเป็น 10 ปีแล้วว่าไม่ควรจะเตะแมตช์ชิงอันดับ 3 เพราะเป็นการไม่ยุติธรรมกับทั้ง 2 ทีม เนื่องจากมีโอกาสที่ทีมใดทีมหนึ่งต้องแพ้ติดๆ กันถึง 2 ครั้ง ทั้งที่ตลอดทัวร์นาเมนต์โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยม แต่สุดท้ายต้องกลับบ้านอย่างผู้แพ้ เพราะสำหรับทัวร์นาเมนต์อย่างเวิลด์คัพแล้ว รางวัลหนึ่งเดียวที่สำคัญก็คือตำแหน่งแชมป์โลก

หากเทียบกับฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป หรือศึก ยูโร ที่เป็นทัวร์นาเมนต์ลูกหนังในลำดับรองลงมาแล้ว รายการนั้นไม่มีการชิงอันดับ 3 ส่วนศึกฟุตบอลโลก มี “รางวัลปลอบใจ” เป็นข้อแตกต่างเล็กๆ ระหว่างผู้ชนะและผู้แพ้ในรอบชิงที่ 3 คือ ทีมที่จบอันดับ 3 จะได้เงินรางวัลมากกว่าอันดับ 4 อยู่ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (66 ล้านบาท) คือ 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (792 ล้านบาท) กับ 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (726 ล้านบาท) แถมพ่วงด้วย เหรียญทองแดง มาห้อยคอ เหมือนอย่างกีฬาหลายประเภท หรือในกีฬาระดับมหกรรมที่ต้องมอบเหรียญรางวัลให้กับนักกีฬาที่ติดท็อป 3

สำหรับเหตุผลที่ฟีฟ่าจัดให้มีการเตะรอบชิงอันดับ 3 ฟุตบอลโลก นอกเหนือจากธรรมเนียมปฏิบัติที่ยึดถือกันมาตั้งแต่ทัวร์นาเมนต์ถือกำเนิด (ยกเว้นครั้งที่ 1 และครั้งที่ 4 ซึ่งไม่ได้เตะนัดชิงที่ 3 แต่จัดอันดับ 3-4 จากผลงานโดยรวม) มีอยู่ 2 ประเด็นหลักๆ นั่นคือเรื่องการคิดคะแนนเพื่อจัดอันดับฟีฟ่า แรงกิ้ง ซึ่งจะมีผลต่อการจัดทีมวางในทัวร์นาเมนต์ต่างๆ และอีกเหตุผลที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือเรื่องรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดนั่นเอง

ถึงจะมองว่าเป็นเกมที่ไม่สำคัญ แต่เอาเข้าจริงๆ เมื่อทีมมาได้ไกลถึงขนาดนี้ แฟนบอลส่วนใหญ่ก็ยังนั่งดูกันอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าทีมนั้นเป็นหน้าใหม่หรือทีมรองบ่อนที่เข้าถึงรอบรองชนะเลิศแบบเซอร์ไพรส์ แฟนๆ ย่อมต้องอยากให้กำลังใจให้ทำผลงานดีที่สุด

ผลการเก็บสถิติเรตติ้งโทรทัศน์โดยฟีฟ่าในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ แมตช์ชิงที่ 3 ระหว่าง อุรุกวัย กับ เยอรมนี มียอดผู้ชมทั้งถ่ายทอดสดและเทปบันทึกภาพรวมแล้วสูงเป็นอันดับ 14 จากทั้งหมด 64 นัด คิดเป็น 245 ล้านคนทั่วโลก สูงกว่าเกมรอบก่อนรองชนะเลิศ 4 คู่ ถึง 2 นัด

เยอรมนีคว้าอันดับ 3 ปี 2010

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนจะมองเกมชิงอันดับ 3 ว่าไร้สาระหรือไม่มีความหมายไปเสียหมด เพราะหากมองในแง่บวก แมตช์นี้ก็ก็เป็นแมตช์ที่หลายทีมเปิดโอกาสให้แข้งเด็กหรือตัวสำรองที่ไม่ได้ลงในรอบก่อนๆ ได้ไปสัมผัสกับบรรยากาศของเวิลด์คัพ ส่วนแฟนบอลก็สามารถเชียร์กันได้อย่างสบายใจ ไม่ค่อยกดดันอะไรเมื่อเทียบกับรอบอื่นๆ

และไม่ใช่ทุกทีมที่มองเรื่องนี้เป็นแมตช์ขำๆ หรือรางวัลปลอบใจ เพราะในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกก็มีแมตช์ชิงที่ 3 ซึ่งเตะกันดุเดือดและขับเคี่ยวกันแบบสนุกตื่นเต้นอยู่หลายนัด อาจจะเพราะต่างฝ่ายต่างไม่ต้องระวังความพ่ายแพ้ จึงไม่ได้เน้นตั้งรับหรืออุดประตูมากเกินไป

แต่พร้อมจะเปิดเกมบุกใส่กันเพื่อยิงประตูฝ่ายตรงข้ามให้มากที่สุด ตัวนักเตะที่นานๆ ได้รับโอกาสทีก็อยากแสดงฝีเท้าให้ถูกใจโค้ชหรือสโมสรต่างๆ ซึ่งจะมีผลกับอนาคตการค้าแข้งของตัวเองด้วยเช่นกัน

เช่นใน ฟุตบอลโลก 1982 ซึ่งโปแลนด์ชนะฝรั่งเศสไปตื่นเต้น 3-2 หรือเมื่อ 8 ปีที่แล้วซึ่งอินทรีเหล็กเฉือนชนะ “จอมโหด” อุรุกวัย 3-2 หลังจากเกมพลิกไปพลิกมาผลัดกันนำผลัดกันตาม และเยอรมนีมาได้ประตูชัยช่วงท้ายเกม

อีกนัดที่ยิงกันถล่มทลายคือ ฟุตบอลโลก 1958 ที่ทีมแดนน้ำหอมในยุคของตำนานดาวยิง ฌูสต์ ฟงแตน ถล่มอินทรีเหล็กสมัยยังเป็นเยอรมนีตะวันตกไปถึง 6-3 โดยฟงแตนยิงคนเดียวถึง 4 ประตู ทำให้เขาคว้าตำแหน่งดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ด้วยผลงาน 13 ประตู ซึ่งเป็นสถิติยิงประตูสูงสุดตลอดกาลในศึกเวิลด์คัพหนเดียวซึ่งยังยืนยงมาจนถึงปัจจุบัน

ฌูสต์ ฟงแตน ส่องไป 4 ประตูในรอบชิงที่ 3 ปี 1958

ฝรั่งเศสยังมีส่วนร่วมในเกมชิงอันดับ 3 สุดคลาสสิกอีก 1 นัด นั่นคือ เกมเตะกับเบลเยียมใน ฟุตบอลโลก 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก โดยทั้ง 2 ทีมต่างมีเกมรุกเป็นจุดเด่น มีสตาร์ดังอย่าง ฌอง ติกาน่า, ฌอง ปิแอร์ ปาแปง, เอ็นโซ่ ชีโฟ่ และ แยน คูเลมันส์ นำทัพ

ปรากฏว่านัดนี้เบลเยียมซึ่งตลอดทัวร์นาเมนต์ไม่เสียประตูให้ใครในเวลาปกติเลย โดนส่องถึง 2 ประตู จนเสมอในเวลา 90 นาที 2-2 ต้องต่อเวลาพิเศษเพื่อหาผู้ชนะ และ แบร์นาร์ เก็งกินี่ กับ มานูเอล อาโมรอส ทำประตูในนาที 104 และ 111 ให้ทีมตราไก่ชนะ 4-2 ได้ขึ้นโพเดียมเป็นรางวัลปลอบใจ
ส่วนปีศาจแดงแห่งยุโรปต้องกลับบ้านแบบช้ำๆ ไปตามระเบียบ

บทความก่อนหน้านี้เหตุผลที่ไม่ควรให้ทหารนำ : กองทัพในสายตาของปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์ : โดย เสรี วชิรวิทยาชาญ
บทความถัดไปอินเลิฟไม่หยุดหย่อน ‘น้ำฝน ทวีพร’ หวานออกสื่อเรียก’หนุ่ม ศรราม’ ที่รัก