‘มูนิเย่ร์-อาซาร์’ผลัดกันยิง! ‘เบลเยียม’ หักเขี้ยว ‘สิงโต’ 2-0 ผงาดอันดับ3ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

การแข่งขันฟุตบอลโลก 20118 รอบชิงอันดับ 3 ระหว่าง “ปีศาจแดงดำแห่งยุโรป” เบลเยียม ลงสนามพบกับ “สิงโตคำราม” อังกฤษ อดีตแชมป์โลก 1 สมัย เมื่อปี 1966 ที่เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก สเตเดียม เมืองเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่่ 14 กรกฎาคม โดยคู่นี้เคยเจอกันในรอบแรกมาแล้วผลปรากฏว่า เบลเยียม เฉือนชนะ อังกฤษ 1-0

สำหรับเกมนี้ โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือทีมเบลเยียมจัดทัพในแนวรุกนำโดย เอเด็น อาซาร์, เควิน เดอ บรอยน์, โรเมลู ลูกากู ยืนศูนย์หน้าตัวเป้า, แดนกลางปรับทัพส่ง ยูรี่ ทีเลมันส์ ลงมาทำเกมร่วมกับ อักเซล วิตเซล , ริมเส้น นาเซอร์ ชาดลี่, โธมัส มูนิเย่ร์, แดนหลัง 3 คนมี โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์, โธมัส แฟร์มาเลน, แว็งซอง ก็อมปานี และผู้รักษาประตู ธิโบต์ กูร์ตัวส์

ขณะที่ แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือทีมอังกฤษปรับทัพจากนัดก่อน 5 ตำแหน่งด้วยการส่ง ฟิล โจนส์ ยืนกองหลัง, แดนนี่ โรส วิงแบ๊กซ้าย, เอริค ดายเออร์, รูเบน ลอฟตัส-ชีก, ฟาเบียน เดลฟ์ ทำเกมแดนกลาง ส่วนคนอื่นยังยึดตัวหลักประกอบด้วย ผู้รักษาประตู จอร์แดน พิคฟอร์ด, กองหลัง จอห์น สโตนส์, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, วิงแบ๊กขวา คีแรน ทริปเปียร์ ส่วนคู่แดนหน้า แฮร์รี่ เคน และราฮีม สเตอร์ลิ่ง

เกมครึ่งแรกเริ่มต้นได้เพียง 4 นาที เบลเยียมพังประตูขึ้นนำก่อนอย่างรวดเร็ว 1-0 จากจังหวะที่ โรเมลู ลูกากู แทงบอลทะลุช่องให้ นาเซอร์ ชาดลี่ กระชากบอลทางฝั่งซ้ายแล้วปาดเข้ากลางให้ โธมัส มูนิเย่ร์ พุ่งเข้าชาร์จบอลเข้าไปตุงตาข่าย

นาทีที่ 12 เบลเยียมเกือบได้ประตูหนีห่างจากจังหวะที่ โรเมลู ลูกากู จ่ายบอลเข้าเขตโทษหลุดไปถึง เควิน เดอ บรอยน์ ง้างเท้าซัดด้วยซ้ายบอลไปแฉลบ คีแรน ทริปเปียร์ แต่ จอร์แดน พิคฟอร์ด ยังใช้มือปัดทิ้งเอาไว้ได้ทัน

นาทีที่ 15 อังกฤษครองบอลบุกขึ้นมาได้ลุ้น คีแรน ทริปเปียร์ เปิดบอลให้ รูเบน ลอฟตัส-ชีก ได้โหนโขก แต่บอลไปตรงตัว ธิโบต์ กูร์ตัวส์ และนาทีที่ 19 อังกฤษได้ลูกเตะมุม คีแรน ทริปเปียร์ เปิดบอลเข้าไปให้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เติมเกมรุกขึ้นมาโหม่งบอลไปเข้ามือ ธิโบต์ กูร์ตัวส์

นาทีที่ 23 แข้งสิงโตมีโอกาสหวาดเสียวจาก ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ไหลบอลต่อให้ แฮร์รี่ เคน วางเท้าหลักไม่ดี ทำให้ยิงบอลหลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย

นาทีที่ 36 นาเซอร์ ชาดลี่ เร่งสปีดวิ่งไปเอาบอลเปิดให้เพื่อนร่วมทีมเบลเยียม แต่มีอาการกล้ามเนื้อกระตุกเล่นต่อไม่ไหวต้องเปลี่ยนตัวออก และส่ง โธมัส แฟร์มาเลน ลงมาเล่นแทนทำให้เบลเยียมเปลี่ยนมาเล่นกองหลัง 4 คน

จากนั้นอังกฤษพยายามเปิดเกมบุก แต่ยังเจาะเกมรับของเบลเยียมในพื้นที่สุดท้ายไม่ได้ จบครึ่งแรก เบลเยียม ขึ้นนำ อังกฤษ 1-0

ครึ่งหลังอังกฤษปรับแก้เกมรุกด้วยการส่ง 2 ผู้เล่นสำรองลงสนามมาคือ เจสซี่ ลินการ์ด และมาร์คัส แรชฟอร์ด ลงมาเล่นแทน แดนนี่ โรส และราฮีม สเตอร์ริ่ง จากนั้นนาทีที่ 54 ทัพสิงโตคำรามได้ลุ้นจากจังหวะที่ เจสซี่ ลินการ์ด สับไกยิง แต่บอลหลุดกรอบออกไป

นาทีที่ 56 เบลเยียมครองบอลบุกทำเกมขึ้นมาได้หวาดเสียวจากจังหวะที่ เควิน เดอ บรอยน์ แทงบอลทะลุแนวรับให้ โรเมลู ลูกากู หลุดเดี่ยวเข้าไปในเขตโทษ แต่จับบอลแรกไม่ดี ทำให้บอลทะลักไปเข้ามือ จอร์แดน พิคฟอร์ด

นาทีที่ 70 อังกฤษได้โอกาสทองฝังเพชรจากจังหวะที่ เอริค ดายเออร์ ทำชิ่งหนึ่งสองกับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ก่อนได้บอลหลุดเดี่ยวเข้าไปชิพบอลข้ามตัว ธิโบต์ กูร์ตัวส์ แต่ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ วิ่งตามาสกัดบอลเคลียร์ออกจากเส้นประตูได้ทัน

นาทีที่ 75 เบลเยียมอาศัยเกมโต้กลับบุกขึ้นมาได้อย่างน่ากลัว เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายบอลจ่ายบอลต่อให้ ดรีส เมอร์เทนส์ ลากบอลตัดเข้ากลางแล้วซัดบอลหลุดกรอบไปไกลอย่างน่าเสียดาย

นาทีที่ 82 เบลเยียมอาศัยจังหวะโต้กลับขึ้นมาพังประตูที่ 2 เควิน เดอ บรอยน์ แทงบอลให้ เอเด็น อาซาร์ ลากบอลหนี ฟิล โจนส์ แล้วยิงบอลยัดเสาแรกเข้าไปตุงตาข่าย

จบเกม เบลเยียม ชนะ อังกฤษ 2-0 ทำให้เบลเยียมคว้าอันดับ 3 ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่อังกฤษได้อันดับ 4 ดีที่สุดในรอบ 28 ปี หลังจากก่อนหน้านี้เคยได้อันดับ 4 เมื่อปี 1990

บทความก่อนหน้านี้สุจิตต์ไขปม “ลูกทุ่งมาจากไหน?” ชี้เคยถูกด่าขรม ก่อนกลับมาฮิตหลัง 2507
บทความถัดไป2 อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ เสียงแตก! ปม “ไป-ไม่ไป” รอรับ ‘บิ๊กตู่’ นำครม.สัญจรอุบลฯ