‘จาย อังค์สุธาสาวิทย์’ ความหวังสองล้อไทยไปสู่ ‘โอลิมปิก’

นาทีนี้คงไม่มีนักกีฬาคนใดที่มาแรงไปกว่า “ทีเจ” จาย อังค์สุธาสาวิทย์ หนุ่มนักปั่น 2 ล้อวัย 23 ปี หลังจากที่เพิ่งเรียกเสียงฮือฮา ยกล้อเข้าเส้นชัย ซิวเหรียญทองในกีฬา เอเชี่ยนเกมส์ ที่ประเทศอินโดนีเซีย มาแบบประทับใจคนดูแล้วนั้น

ล่าสุดเจ้าตัวยังคงฟอร์มแรงต่อเนื่องด้วยการไปคว้าแชมป์จักรยานประเภทลู่ “แทร็ก อินเตอร์เนชั่นแนล อีเวนต์ 1 และ 2 คลาสบี 2018” ที่เมืองไท่หยวน ประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในรายการที่สะสมคะแนนเพื่อควอลิฟายไป โอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่น ในอีก 2 ปีข้างหน้า

หากย้อนดูประวัติของหนุ่มลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย รายนี้ ถือว่ามีดีกรีไม่ธรรมดา เพราะว่าเจ้าตัวเคยเป็นถึงรองแชมป์เยาวชนโลก เมื่อปี 2013 มาก่อน ก่อนที่เจ้าตัวจะมาเล่นให้กับทีมชาติไทย และเป็นตัวแทนลงเล่นเอเชี่ยนเกมส์ เป็นหนแรก

“เสธ.หมึก” พล.อ.เดชา เหมกระศรี นายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ เล่าให้ฟังถึงประวัติของ “ทีเจ” ว่า ก่อนหน้านี้หลังจากที่ทีเจสามารถคว้ารองแชมป์เยาวชนโลกมาได้ แต่กจาย อังค์สุธาสาวิทย์ารจะสอดแทรกขึ้นไปติดทีมชาติออสเตรเลีย ซึ่งมีนักกีฬาจักรยานเป็นจำนวนมากนั้นเป็นเรื่องยาก การจะสอดแทรกขึ้นมานั้นต้องใช้เวลาอีกนาน

บางครั้งเรื่องบางเรื่องก็ต้องถือว่าเป็นโชคชะตา เพราะถ้าหาก วิวิธ อังค์สุธาสาวิทย์ พ่อของทีเจ ไม่ได้รู้จักกับ จอห์น เมอร์รีย์ อดีตโค้ชสองล้อทีมชาติไทย ปัจจุบันอยู่ในเมืองอาดิเลด ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งสนิทกับสมาคมกีฬาจักรยานฯ เช่นกันเนื่องจากเคยส่งนักกีฬาไทยไปฝึกซ้อมที่นั่นก็อาจจะไม่มีคนชวนจายมาเล่นให้กับทีมชาติไทย

“เมอร์รีย์ เป็นคนส่งจดหมายมาทางสมาคมฯ ถามว่าจะมาเล่นให้กับทีมชาติไทยจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง ก็จัดการดำเนินการโอนสัญชาติ ทำบัตรประชาชน ก่อนที่จะเข้ามาเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย และเดินทางมาเก็บตัวเพื่อเตรียมเล่นเอเชี่ยนเกมส์ ในแคมป์ของทีมชาติที่จังหวัดเชียงใหม่” ประมุขสองล้อไทยกล่าว

นับได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของครอบครัวรวมถึงสมาคมฯ เพราะจากกีฬาที่ไม่ได้ตั้งความหวังเหรียญทองใดๆ ก่อนจะเดินทางไปแข่งขัน กลับคว้าเหรียญทองมาได้แบบพลิกความคาดหมาย และยังกลายเป็นเหรียญประวัติศาสตร์ให้กับทัพนักกีฬาไทยอีกด้วย


อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญหลังจากนี้คือการมองเป้าหมายที่สูงขึ้นไป เมื่อก้าวข้ามบันไดที่เรียกว่าเอเชี่ยนเกมส์ไปได้แล้ว บันไดขั้นต่อไปสำหรับนักปั่นวัย 23 รายนี้ก็คือโอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่โตเกียวในอีก 2 ปีข้างหน้า

พล.อ.เดชา กล่าวถึงแผนงานของจายว่า แผนงานต้องไปกันเป็นสเต็ป ตอนนี้กำลังเช็คเรื่องของคะแนนสะสมเพื่อจะให้ได้สิทธิ์เข้าร่วมรายการใหญ่ในปีหน้าอย่าง ประเภทลู่ เวิลด์ คัพ ซีรีส์ และประเภทลู่ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ ในปี 2019 ทั้งสองรายการถือว่าเป็นรายการสำคัญที่เป็นรายการหลักเพื่อเก็บคะแนนสะสมไปโอลิมปิกเกมส์

“ตอนนี้ยังไปพูดถึงเรื่องเหรียญรางวัลในโอลิมปิกเกมส์ไมได้ ต้องเอาให้ผ่านควอลิฟายไปเล่นโอลิมปิกเกมส์ให้ได้ก่อน เก็บคะแนนให้ได้ เพราะถ้าหากทำไม่ได้ก็จะไม่สามารถทำอะไรได้”

เสธ.หมึก เล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมาเป้าหมายของสมาคมฯ คือการทำผลงานในระดับโอลิมปิกเกมส์ เอเชี่ยนเกมส์ หรือว่าชิงแชมป์โลก เป็นจุดที่ตั้งกันไว้นานแล้ว แต่ที่ผ่านมายังไม่มีนักกีฬาที่มาทำให้ความฝันของสมาคมเป็นจริงเสียที ซึ่งการมาของจายนั้นก็ทำให้สมาคมมีความหวังมากขึ้น

“จายเป็นนักกีฬาที่เก่งอยู่แล้ว การมาเมืองไทยเหมือนการต่อยอด ได้โค้ชทั้งที่เป็นคนไทยอย่าง อดิศักดิ์ วรรณศรี หรือโค้ชต่างชาติอย่างโจเซี้ยะ อั้ง เข้ามาช่วย ทำให้ดียิ่งขึ้น”

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เราได้เห็น “บีช” จุฑาทิพย์ มณีพันธุ์ กับ อะแมนด้า คาร์ 2 นักปั่้นคว้าเหรียญทองในเอเชี่ยนเกมส์ ซึ่งเป็นการวัดมาตรฐานในระดับสูงสุดของเอเชีย ก่อนที่จะต่อยอดคว้าโควต้าไปโอลิมปิกเกมส์สำเร็จ

ดังนั้นในปีนี้เมื่อเห็น จาย อังค์สุธาสาวิทย์ คว้าเหรียญทองเอเชี่ยนเกมส์มาครองไปแล้ว คนไทยก็น่าจะหวังได้เห็นหนุ่มรายนี้เป็นตัวแทนไปโอลิมปิกเกมส์เหมือนรุ่นพี่้เช่นกัน

บทความก่อนหน้านี้กตส.หนุนเยาวชนใช้บัญชีพัฒนาคุณภาพชีวิต ผ่านระบบสหกรณ์โรงเรียน
บทความถัดไปจับ 3 แนวร่วมโจรใต้ ขณะขนระเบิดแสวงเครื่อง หนัก 15 กก.