เกร็ดน่ารู้ ‘แดงเดือด’ ก่อน ‘แมนฯ ยู’ เปิดบ้านฟัด ‘หงส์แดง’ สามทุ่มคืนนี้

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำค่ำคืนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เป็นโปรแกรมศึกแห่งศักดิ์ศรี “แดงเดือด” นัดที่ 202 ที่แฟนบอลชาวไทยของทั้ง 2 สโมสรเฝ้ารอคอย “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 4 เปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ดวลกับ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ทีมอันดับ 2 ของตาราง คิกออฟในเวลา 21.05 น. ถ่ายทอดสดทาง พีพีทีวี เอชดี 36 และทรู บีอินสปอร์ต 1

นี่คือเกมแห่งศักดิ์ศรีอย่างแท้จริง “หงส์แดง” ต้องการชัยชนะเพื่อแซง “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับขึ้นไปรั้งตำแหน่งจ่าฝูงอีกครั้ง ส่วนเจ้าถิ่นอย่าง “ปีศาจแดง” ในยุคใหม่ภายใต้การคุมทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา หวังที่จะล้างแค้นให้ได้ หลังการเจอกันนัดแรกปีศาจแดงบุกไปแพ้ “หงส์แดง” ที่แอนฟิลด์ 1-3

ก่อนเกมเตะของทั้ง 2 ทีมจะระเบิดความมันในค่ำคืนวันนี้ ลองไปดูเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นข้อมูลให้แฟนบอลทั้ง 2 ทีมกัน

– แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ 7 จาก 9 นัดหลังสุด ยามเตะเกมลีกที่บ้านเจอกับ ลิเวอร์พูล โดย 2 เกมที่ไม่ชนะคือการแพ้ 0-3 เมื่อเดือนมีนาคม 2014 และเสมอ 1-1 เมื่อเดือนมกราคม 2017

– หาก ลิเวอร์พูล เก็บชัยชนะได้ ก็จะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2013-14 ที่พวกเขาสามารถเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ในลีกได้ทั้งเกมเหย้าและเยือนภายในฤดูกาลเดียว (เกมแรกชนะ 3-1 ที่ แอนฟิลด์ เมื่อเดือนธันวาคม) โดยที่ผ่านมา “หงส์แดง” เก็บ “ปีศาจแดง” แบบไป-กลับในยุค พรีเมียร์ลีก ไปแล้ว 4 ครั้ง ซึ่งถือว่ามากกว่าทุกๆ ทีม

– ในยุค พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล เคยบุกไปพิชิต แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด 5 ครั้ง โดยมีแค่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ เชลซี เท่านั้นที่ทำได้มากกว่าพวกเขา (สองทีมดังกล่าวทำได้ 6 ครั้ง)

– ตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่แพ้ใครในลีกมา 9 นัดติดแล้ว (ชนะ 8 เสมอ 1) ซึ่งถือเป็นสถิติที่ดีสุดนับตั้งแต่ที่เคยไม่แพ้ 10 นัดติดเมื่อเดือนตุลาคม 2017

– แมนฯ ยูไนเต็ด เพิ่งเก็บคลีนชีตได้แค่หนเดียว จาก 12 เกมลีกที่บ้านตัวเองในฤดูกาลนี้ (เกมเสมอ คริสตัล พาเลซ 0-0 เมื่อเดือนพฤศจิกายน) ขณะที่ ลิเวอร์พูล คือหนึ่งในสามทีม (ร่วมกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ แมนฯ ยูไนเต็ด) ที่ทำประตูเกมเยือนได้ทุกนัด

– ลิเวอร์พูล แพ้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น จากการลงเตะเกมเยือนในลีก 13 นัดหลังสุด (ชนะ 9 เสมอ 3) อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ชนะมา 7 เกมคิดแล้ว ยามออกไปเยือนทีมที่อยู่ในกลุ่ม 4 อันดับแรก หรือนับตั้งแต่ตอนบุกไปเชือด เชลซี 2-1 เมื่อเดือนกันยายน 2016

บทความก่อนหน้านี้‘อนุทิน’เห็นด้วย กกต.ไฟเขียว’บิ๊กตู่’ร่วมเวทีดีเบต ชี้ เป็นประโยชน์ ปชช.จะได้รู้ข้อมูล
บทความถัดไปแผนที่สู่ความสำเร็จ คอลัมน์ แท็งก์ความคิด