สกู๊ปพิเศษ : ชำแหละความผิดพลาด ‘ช้างศึก’ งาหักบุกพ่าย ‘มาเลเซีย’ 1-2

ความพ่ายแพ้ของทีมฟุตบอล “ช้างศึก” นัดบุกไปเยือน “เสือเหลือง” มาเลเซีย 1-2 ในศึกคัดเลือกฟุตบอลโลก 2022 โซนเอเชีย กลุ่มจี ที่บูกิตจาลิล กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อค่ำวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้แฟนบอลสายเลือดไทยไม่ถึงกับส่ายหน้ากันทั้งประเทศ…

เพราะขุนพลนักเตะ “ช้างศึก” ไม่ได้แสดงออกถึงการเป็นเบอร์ใหญ่ของอาเซียน ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการเป็นทีม “ขาใหญ่” ของอาเซียนออกมาให้เห็น “ช้างศึก” แพ้ “เสือเหลือง” แบบสู้ไม่ได้ แพ้แบบไม่มีทรงบอล แพ้แทคติค แพ้ทุกกระบวนท่า

นั่นคือ ความจริงอันแสนเจ็บปวดที่เราทุกคนต้องยอมรับมัน…!!!

 

 

 

3 นัดแรกในการคัดเลือกฟุตบอลโลก 2022 ภายใต้กุนซือใหม่เกรดเอ อากิระ นิชิโนะ ทำให้แฟนๆ ชาวไทย ตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจกับวิธีการเล่น กับรูปแบบการเล่นสไตล์ “ซามูไร บลูส์ เสิ่นเจิ้น” เล่นกันแบบมีชีวิตชีวา เก็บได้ 7 แต้มจากการลงสนาม 3 นัด นัดแรก เปิดบ้านเสมอ เวียดนาม 0-0 นัดที่สอง บุกไปทุบ อินโดนีเซีย 3-0 นัดที่สาม เปิดบ้านสร้างเซอร์ไพรส์เชือด สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) 2-1

แต่แล้วจู่ๆ เกมไปเยือน “เสือเหลือง” ในถ้ำกลับเกิดหายนะกับทีมฟุตบอลไทยขึ้นแบบไม่น่าเกิดขึ้นเพราะดันบุกไปพ่าย มาเลเซีย ทั้งที่ชื่อชั้นเหนือกว่าซะอย่างนั้น ในขณะที่คู่แข่งตัวฉกาจในกลุ่มเดียวกัน “ดาวทอง” เวียดนาม ยังคงรักษามาตรฐานทีมเบอร์ 1 ในอาเซียนด้วยการเปิดบ้านเชือด ยูเออี 1-0 ทำให้เวียดนาม มี 10 แต้ม จาก 4 เกม รั้งจ่าฝูงกลุ่มจี ตามด้วยไทย อันดับ 2 เตะ 4 นัด 7 แต้ม ส่วนอันดับ 3 ยูเออี 4 นัด 6 แต้ม อันดับ 4 มาเลเซีย 4 นัด 6 แต้ม และบ๊วยของกลุ่ม อินโดนีเซีย 4 นัด ไม่มีแต้ม

เมื่อชำแหละข้อผิดพลาดอันเป็นสาเหตุที่ทำให้ “ช้างศึก” โดนเสือเหลือง ตะปบจน “งาหัก” แบบสู้ไม่ได้จะเห็นว่ามีหลายประการ ดังนั้นจึงขออนุญาตแฟนๆ รวบรวมข้อผิดพลาดของทีมฟุตบอลไทยกันแบบตรงๆ ในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ใช่ว่า ไม่รักไม่ศัทธาในทีมชาติไทยแต่อยากเห็นทีมฟุตบอลไทยพัฒนาในโอกาสต่อไป

 

 

 

 

ไลน์อัพ 11 คนแรก “เกมรับ” ขัดใจแม่

 

เข้าใจว่า “นิชิโนะ” อยู่ในช่วงมั่นใจที่พาทีมเก็บ 7 แต้มจาก 3 นัดแรก มั่นใจในศักยภาพนักเตะไทยมากเกินไป ในทางกลับกัน “นิชิโนะ” ประเมินฝีเท้านักเตะมาเลเซีย ต่ำเกินไป จึงจัดทีม 11 คนแรกแบบติดประมาท เกมนี้เราไม่มีแบ๊คซ้ายตัวเก่งอย่าง “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน เพราะติดโทษแบน กุนซือชาวญี่ปุ่นตัดสินใจถูกแล้วที่เลือก กรกช วิริยอุดมศิริ เป็นตัวเลือกแรกก่อน ศศลักษณ์ ไหประโคน เพื่อนร่วมทีมบุรีรัมย์ฯ เพราะกรกช เป็นแบ๊คซ้ายอาชีพ ส่วนศศลักษณ์ มีความสามารถเฉพาะตัวดี เลี้ยงกินตัวได้ ตำแหน่งของเขาจึงเป็นตัวรุก หรือปีก มากกว่าจะมาเล่นเกมรับ ส่วนแบ๊คขวา ไม่เข้าใจเหมือนที่แฟนบอลทั้งประเทศไม่เข้าใจเช่นกันว่า ทำไมจึงเป็น ทริสตอง โด ออกสตาร์ทตัวจริงก่อน นิติพงษ์ เสลานนท์ ที่โชว์ฟอร์มสวยหรูทั้งรุก – ทั้งรับ มาก่อนหน้านี้ ทริสตอง โด เป็นแบ๊คสไตล์ขัดใจแฟนบอลพอสมควรเพราะเขาเป็นบอลโบราณ เน้นความแข็งแรง เล่นบอลทื่อ ที่สำคัญเป็นแบ๊คที่เปิดบอลขนาบข้างริมเส้นเป็นอย่างเดียว ไม่ใช่แบ๊คสไตล์มองข้างใน แทงบอลฝากแดนกลาง หรือลากกินตัวฝากแดนกลาง เมื่อเลือก โด ลงฝั่งขวา ต้องทำใจว่า บอล “ช้างศึก” จะขึ้นฝั่งขวาแบบโบราณที่คอบอลสมัยก่อนดูกันคือ โยนขนาบข้างให้กองหน้า หรือกลางฝั่งขวา ถ่างมาเก็บริมเส้น นัดเจอมาเลเซีย มิติเกมรุกจากฝั่งขวาจึงบอดสนิท แถมเกมรับของ โด ยังทำได้ไม่มีเหมือนที่ผ่านๆ มา เพราะเขามักจะหลุดพื้นที่ด้วยการเสียบอลในแดนบนแบบง่ายๆ แล้วโดนคู่แข่งสวนกลับในพื้นที่ของเขา ทำให้แนวรับคนอื่นต้องทำงานหนัก ลูกที่เสียประตูโดนมาเลย์ตีเสมอก็เกิดจากความผิดพลาดของ โด ที่ปล่อยพื้นที่ว่างจนโดนแทงบอลแบบง่ายๆ ให้คู่แข่งไปคัทแบ๊คกลับมาให้เพื่อนยิงในกรอบเขตโทษ

มาที่คู่เซนเตอร์ 2 คนของเรา ตัวยืนที่ต้องลงแน่ๆ คือ มานูเอล ทอมเบียร์ แต่คู่หูของ ทอมเบียร์ ทำไมต้องเป็น เอเลียต ดอเลาะ ทำไมไม่เป็น “ตั้ม” ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ที่ครบเครื่องต้มยำ แถมไม่มีอาการบาดเจ็บ ธนบูรณ์ เป็นเซนเตอร์เล่นด้วยมันสมอง อ่านเกมดี จ่ายบอลดี ตัดบอลดี แต่มีจุดด้อยเล็กน้อยที่การป้องกันลูกกลางอากาศ โค้ชส่วนใหญ่ตอนเลือกคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟ มักจะเลือก 1 บ้าบิ่น 1 เชิงสูง ยืนคู่กัน แต่นัดแพ้มาเลเซีย “นิชิโนะ” คิดเยอะไป กลัวมาเลย์มาโยนใส่ไทย จึงเอาคู่เซนเตอร์ตัวใหญ่ลงไปคู่กับทอม เบียร์ จึงเลือก เอเลียต ดอเลาะ และสุดท้าย เมื่อความโฉ่งฉ่างของคู่เซนเตอร์มาเจอกัน แนวรับของไทยมันก็เลยสะเปะสะปะอย่างที่เห็น ตั้งเกมจากแดนหลังไม่ได้ เกมป้องกันมั่วตำแหน่งกันจนไม่มีทรง บอลตัว-ตัวเมื่อต้องวัดกับตัวรุกของมาเลเซีย มีแค่ ทอมเบียร์ ที่พอจะพึ่งพาได้ แต่เอเลียต ดอเลาะ บอกตามตรงคลาสบอลยังไม่ถึง

 

 

 

เกมรุก “ช้างศึก” ขาดมิติหาช่องเข้าทำ

 

นัดที่เจอ ยูเออี ทีมช้างศึกเล่นเกมรุกแบบดุดัน วูบวาบ สลับขึ้นเกม 2 ฝั่งซ้าย-ขวา ตัวกลางเลี้ยงกินตัวได้ หน้าเป้าอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา เก็บบอล พักบอล จ่ายบอล จบประตูได้ เรียกว่าครบเครื่องสมบูรณ์แบบ แต่พอมาเกมที่บุกไปแพ้ มาเลเซีย เกมรุกของไทยที่มี 4 จตุรเทพ ชนาธิป สรงกระสินธ์ (กลางรุก), เอกนิษฐ์ ปัญญา (ปีกขวา), สุภโชค สารชาติ (ปีกซ้าย) และ ธีรศิลป์ แดงดา (หอกเป้า) เหมือนไม่ค่อยเข้าขา เข้าใจ รู้ใจกันเท่าที่ควร เราจ่ายบอลแดนบนผิดพลาดให้เห็นบ่อยมาก ผิดช่อง แรงไป สั้นไป คนเดียวที่พอจะเห็นว่ารักษามาตรฐานได้บ้างคือ เอกนิษฐ์ ปัญญา ส่วนคนอื่นแม้กระทั่งเมสซี่เจ เล่นไม่ออกแต่พอเข้าใจได้ว่า เป็นเพราะผู้เล่นมาเลเซีย วางแทคติคมารับมือไทยได้เป็นอย่างดี เล่นหนัก ประกบติด ชิดตัวแนวรุกของไทยตลอดเวลา ทำให้บอลไดเร็กของไทยผิดพลาดกันตลอดเวลา

แต่ที่ไม่เข้าใจทำไมนักเตะไทยเมื่อโดนผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามเล่นแบบนี้ประกบติดมักจะเล่นกันไม่ออก นักเตะไทยชอบเล่นแบบมีพื้นที่ให้เคาะให้ลากเลื้อยพอมาเจอสถานการณ์ต้องเล่นบอลเร็ว และชัวร์ เป็นปัญหาตลอดในช่วงหลายปีหลัง แต่ที่แฟนบอลเขางงกันหนักเข้าไปกว่านั้นอีกคือ ทำไมบอลจากแดนหลังไปแดนกลางแล้วออกข้าง ทั้งเอเลียต ดอเลาะ และทอม เบียร์ โยนทำไม นี่ “ช้างศึก” นะไม่ใช่ “สิงโตคำราม” จะมุ่งมั่นกับการโยนยาวทำไม เราเล่นกับมาเลเซียจะไปโยนใส่เขาทำไม แถมตัวที่เลือกโยนให้บอลไปนั้น ดันโยนไปให้ ชนาธิป ซั่งตัวเล็กสุดในสนามอีก อันนี้คนดูทางบ้านไม่เข้าใจ

 

 

 

“ช้างศึก” ติดประมาท

จริงๆ แล้วความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะไทยเหนือกว่ามาเลเซีย แต่มาเลเซีย เล่นกันเป็นทีมดีกว่า “ช้างศึก” ก่อนไปแข่งนัดนี้ เราต้องการ 3 แต้มเพื่อเกมหน้าไปเยือน เวียดนาม จะได้เล่นง่ายขึ้น นักเตะเราเอง ทีมงานเรา โค้ชของเราพูดและย้ำอยู่เสมอ รู้ทั้งรู้ว่าการเล่นที่บูกิต จาลิล ไม่ง่าย เราต้องไม่ประมาทเพราะพวกเขาเล่นในบ้านได้ดี มีเสียงเชียร์จากแฟนๆ คอยหนุนหลัง เราเริ่มต้นเกมได้ดีพอสมควร ได้ประตูออกนำรวดเร็วจาก ชนาธิป แล้วเราก็ผ่อนคันเร่ง ไม่เล่นเกมบุกดันไปเอาความมั่นใจมาจากไหนก็ไม่รู้ว่าจะรักษาสกอร์นำ 1-0 จนจบเกม

ทำไมเราไม่เล่น ไม่กดมาเลเซีย ให้โงหัวไม่ขึ้น เล่นเอาประตูที่ 2 เอาประตูที่ 3 โค้ชหลายคนระดับโลกมักตกม้าตายเพราะวิธีการเดียวกัน ได้ประตูนำ 1-0 แล้วเน้นเกมรับ ถอยลงมาจะตั้งโซน จะคุมพื้นที่ จะมาร์คตัวแบบ “แมนทูแมน” อะไรก็แล้วแต่ ในเมื่อมาตรฐานฟุตบอลเหนือกว่าเขา ทำไมไม่ “เดินหน้าฆ่ามัน” ยิงไปเรื่อยๆ แล้วที่เราประเมินพลาดคือ เรามั่นใจว่าเราจะรักษาสกอร์บุกไปนำ 1-0 โดยที่เรามีแผงหลังหน้าใหม่ 3 คน ทริสตอง โด, เอเลียต ดอเลาะ, กรกช วิริยอุดมศิริ ซึ่งเล่นไม่เข้าขากัน เกมรับกำลังรวนอยู่ สุดท้ายเราก็เลือกทางเดินผิดจนนำไปสู่ความปราชัย

 

 

 

ไม่มีความกระหาย + กระตือรือร้น

น่าแปลกใจที่นัดนี้มีความหมาย มีความสำคัญกับทีมชาติไทยเพราะการคว้า 3 แต้มจะยิ่งสร้างความได้เปรียบไปบี้กับเวียดนาม ในนัดต่อไปเพราะนัดต่อไปวันที่ 19 พฤศจิกายน เป็นเกมที่หนักอยู่แล้วเพราะเราไปเยือนที่มีดิ่ง สเตเดียม ดังนั้นเกมนัดเยือน มาเลเซีย เราต้องเล่นแบบมุ่งมั่น กระหายในชัยชนะ วิ่งสู้ฟัด บีบพื้นที่ เพรสซิ่งแดนบนเหมือนนัดที่เราใช้แทคติคนี้จนเชือด ยูเออี ได้ แต่นักเตะไทยกลับเล่นกันแบบเนือยๆ เรื่อยๆ ไม่บีบ ไม่เร่ง พอเข้าใจได้อยู่ว่าก่อนเกมเตะมีฝนเทลงมาที่บูกิต จาลิล สังเวียนแข่งขันจนสนามเปียกยากต่อการคอนโทรล และเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บเมื่อต้องเจอสถานการณ์จังหวะ 50-50

เรารู้อยู่แล้วว่าเรามีเวลาพัก 5 วันก่อนนัดต่อไปกับ เวียดนาม ถ้าเราใส่เต็มร้อย มันก็ยังมีเวลาฟื้นฟูสภาพร่างกายทันเวลา ส่วนหากมีใครบาดเจ็บก็ต้องไปแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เราเล่นกันไม่มีความกระตือรือร้น ปล่อยให้มาเลเซีย เล่นกันง่าย พวกเสือเหลืองยิ่งเล่นยิ่้งตัวใหญ่ขึ้น ฮึกเหิมขึ้น ส่วนช้างศึกยิ่งเล่นยิ่งตัวเล็กลงๆ จริงๆ เราแพ้แค่ 1-2 ยังน้อยไป เพราะมาเลเซีย มีจังหวะยิงลูกที่ 3 ลูกที่ 4 อีกหลายครั้งหลายคราแต่เขาไม่มีความเด็ดขาดแค่นั้น เราคงต้องไปปลุกขวัญกำลังใจกันใหม่หลังจบเกมนี้เลยหล่ะ

 

 

 

นัดหน้า “ช้างศึก” บุกไปเยือน เวียดนาม ที่มีดิ่ง สเตเดียม กรุงฮานอย เวลา 20.00 น. รับรองได้เลยว่า จะยิ่งเจอความคลั่งของแฟนบอลเวียดนามมากกว่าที่บูกิต จาลิล ดังนั้น อากิระ นิชิโนะ คงต้องทำงานกันหนักขึ้น วางแทคติคให้รอบคอบมากขึ้น เรียกขวัญกำลังใจนักเตะกลับคืนมา ที่สำคัญแผงหลัง นัดหน้าเราจะกลับมาส่ง “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน ลงประจำการฝั่งซ้ายได้ แต่ตัวเลือกในคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟ และแบ๊คขวา คงต้องยกเครื่องกันใหม่

กุนซือระดับ นิชิโนะ เห็นจุดบอดของทีม “ช้างศึก” ในแผงแบ๊คโฟร์แน่นอน นี่เป็นการแพ้ภายใต้การคุมทีมของนิชิโนะ คงเร็วเกินไปที่จะไปต่อต้านแนวทางของ นิชิโนะ คงต้องให้เวลากันต่อไป

พวกเราแฟนบอลไทยยังคงให้กำลังใจและส่งแรงใจแรงเชียร์ทีม “ช้างศึก” กันเสมอ เมื่อพวกคุณล้มขอให้ลุกขึ้นมาสู้ใหม่ สู้เพื่อแฟนบอล กอบกู้ศักดิ์ศรีฟุตบอลไทยกลับคืนมา…

 

 

 

 

บทความก่อนหน้านี้“ดำรงค์” ชี้ใครมี ภบท.5 จับส่งพนักงานสอบสวนได้เลย ระบุคดีบุกรุกป่าใครช่วยลำบากแน่
บทความถัดไปเตือนอย่าหลงเชื่อแอบอ้างชื่อ ‘แบงก์ชาติ’ หลอกให้ลงทุน/ทำธุรกรรมการเงิน