จากใจ ‘ซิโก้’ ถึงทีมรัก ในวัน ‘หงส์แดง’ โคตรยิ่งใหญ่

สกู๊ปพิเศษ : จากใจ ‘ซิโก้’ ถึงทีมรัก ในวัน ‘หงส์แดง’ โคตรยิ่งใหญ่

“ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตนักเตะและกุนซือทีมชาติไทย ถือเป็นสาวกพันธุ์แท้ของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลล่าสุด ซึ่งตลอดชีวิตการค้าแข้ง และการเป็นกุนซือมีความใกล้ชิดกับทีมรักมาโดยตลอด จนถึงปีนี้ถึงเวลาแล้วที่ซิโก้ได้ยิ้มแกล้มปริ เมื่อทีมรักผงาดครองแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในรอบ 30 ปี…
“ซิโก้” ได้ให้สัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟกับ “แผนกข่าวกีฬามติชน” เปิดเผยถึงการเป็นสาวกหงส์แดงตั้งแต่จุดเริ่มต้น พร้อมเผยประสบการณ์สุดใกล้ชิดกับลิเวอร์พูล ตั้งแต่สมัยค้าแข้ง จนถึงการเป็นกุนซือที่ได้โอกาสคุมทีมดวลแข้งด้วย รวมทั้งวิเคราะห์ถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ในฤดูกาลนี้

– จุดเริ่มต้นการเชียร์ทีมลิเวอร์พูล
ตอนเด็กพี่โก้ชอบสไตล์การเล่นบราซิล แต่ฟุตบอลบราซิลไม่นิยมเหมือนพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เราก็เลยดูสโมสรไหนที่เล่นสไตล์คล้ายบราซิลคือ ต่อบอลสั้น ยุคนั้นลิเวอร์พูลมาแรงจนถูกเรียกว่า “เครื่องจักรสีแดง” ไม่หมด 90 นาทียังทำงานกันหนัก เล่นสนุกเล่นมัน ใช้การต่อบอลสั้น

– ทำไมยังเชียร์แม้ไร้แชมป์ลีก30ปี
วันนั้นเราไม่รู้หรอกว่า ลิเวอร์พูล จะได้แชมป์พรีเมียร์ลีก หรือสมัยก่อนเป็นดิวิชั่น 1 ต่อเนื่องได้ไหม เราไม่ได้คิดว่าจะถึง 30 ปี แต่อย่าลืมว่า ลิเวอร์พูล ยังเป็นท็อปทรีอยู่ ดังนั้นแฟนคลับจริงๆ ไม่ได้ดูผลแพ้ชนะอย่างเดียว แต่เมื่อรักไปแล้วก็จะเลิกยาก ถูกไหม? ทำให้เราติดตามมาตลอด ถึงแม้ไม่ได้แชมป์ลีก แต่ยังได้แชมป์เอฟเอคัพ และอย่าลืมว่า เราเป็นแชมป์ยุโรป

– สมัยค้าแข้งอังกฤษมีประสบการณ์กับลิเวอร์พูลอย่างไร
ตอนนั้นพี่โก้เล่นอยู่ในอังกฤษกับทีม ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ และทีมมีโอกาสได้เล่นถ้วยเอฟเอ คัพ เปิดบ้านพบ ลิเวอร์พูล เราก็ดีใจนะว่า อาจจะได้ลงเล่นเกมนั้น แต่สุดท้ายไม่ได้ลง เป็นเพียงตัวสำรอง แต่เราก็คิดว่า โอเคไม่เป็นไร เราได้ดูเกมตอนนั้นรู้สึกว่า อย่างน้อยแค่ได้เห็นทีมรักมาเจอกับทีมที่ตัวเองเล่นอยู่ถือว่าโอเคแล้ว แค่นั้นก็อิ่มเอมใจแล้วครับ

– สมัยที่ลิเวอร์พูลมาเตะที่ไทยมีประสบการณ์อย่างไรบ้าง
ช่วงเป็นนักเตะทีมชาติมีหลายทีมในยุโรปมาเตะแมตช์พิเศษที่เมืองไทย ตัวเองมีโอกาสได้เล่นกับลิเวอร์พูล และได้เจอกับนักเตะดังหลายคน รวมทั้งยังได้แลกเสื้อกับ ซามี่ ฮูเปีย อดีตกองหลังลิเวอร์พูล แต่จริงแล้วเราอยากแลกเสื้อกับศูนย์หน้า แต่ด้วยตำแหน่งหลังจบเกม เราเล่นกองหน้าอยู่ใกล้กับกองหลังคู่แข่ง แต่เราไม่ได้ยึดติดกับบุคคล เสื้อใครก็ได้ที่เป็นของทีมลิเวอร์พูล

– สมัยเป็นโค้ชคุมทีมเตะกับลิเวอร์พูลมีความรู้สึกอย่างไร
โห…ตอนเป็นผู้เล่นเนี่ยเราได้เจอลิเวอร์พูลก็ถือว่า เจ๋งแล้วนะ สุดยอดแล้ว แต่พอมีโอกาสได้คุมทีม และได้เจอกับทีมโปรดอีก จำได้ว่าวันนั้นผู้จัดการทีมเป็น แบรนแดน ร็อดเจอร์ส และได้สัมผัสมือก่อนลงสนาม โห…รู้สึกแบบว่า แพ้ชนะไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย แน่นอนชนะเขายากอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้ทีมเราเล่นกับทีมรักให้เต็มที่ และให้เด็กไทยได้ประโยชน์มากที่สุด ถ้าชนะได้ก็ดีสำหรับตัวเราเอง และตัวเด็ก ถ้าเสมอก็ไม่เลว แต่ถ้าแพ้เราก็ได้เห็นการยิงประตูของทีมโปรด ก็เป็นความสุขหลากหลายรูปแบบ

– เกมไปดูที่สนามแอนฟิลด์แมตช์ไหนประทับใจสุด
โอ้โห..จริงๆ มีโอกาสได้ไปดูเกมที่แอนฟิลด์หลายเกม แต่ต้องยอมรับว่า ตอนที่พี่โก้ไปเนี่ยรักษาสถิติได้ดีคือ ส่วนใหญ่ลิเวอร์พูลจะถล่มคู่แข่งเกิน 3 ลูก (หัวเราะ) ไปทีไรสกอร์ไหลตลอดเลย ยิง 4 เม็ด 5 เม็ด 6 เม็ด โดยส่วนตัวก็ชอบทุกเกมละกันที่ได้ไปดูที่สนามแอนฟิลด์

“แต่แฟนลิเวอร์พูลไม่ได้ดีใจตอนที่ทีมชนะ หรือเสียใจตอนที่ทีมแพ้นะ แต่บรรยากาศก่อนลงสนามจะเป็นสโมสรเดียวที่มีเพลงปลุกใจ You will never walk alone นี่คือหัวใจของแฟนลิเวอร์พูล เชื่อว่า แฟนลิเวอร์พูลอยากจะไปเหยียบถิ่นแอนฟิลด์สักครั้ง เพราะอยากฟังเพลงนี้มาก”

“เวลาเราไปแอนฟิลด์จะได้กลิ่นอายของเพลงที่เปิดให้กำลังใจ แฟนบอลร้องด้วยกันทั้งสนาม ทำให้นักเตะมีขวัญกำลังใจ ถ้าเป็นสโมสรอื่นมันไม่มีแรงกระตุ้นแบบนี้ มันไม่ได้อารมณ์ แต่พอถ้าเราเข้าไปแอนฟิลด์เมื่อไหร่ และได้ยินเพลงนี้ ทุกคนจะขนลุก!”

– ปัจจัยที่ทำให้ลิเวอร์พูลได้แชมป์
ปัจจัยแรกคือ ปีที่แล้วผิดหวังเฉียดฉิวด้วยการแพ้ แมนฯซิตี้ แค่ 1 แต้มเท่านั้น ทำให้ฤดูกาลนี้ต้องเล่นละเอียดทุกเกม ปัจจัยที่สองคือ ความสมบูรณ์แบบ อย่างฤดูกาลก่อนไม่ได้แชมป์ลีก แต่เป็นแชมป์ยุโรป ทำให้นักเตะลิเวอร์พูลทุกคนเกิดความฮึกเหิม มีความหวังว่าในฤดูกาลนี้มีโอกาส ปัจจัยที่สามคือ ความลงตัวในทุกตำแหน่ง
ฤดูกาลนี้ ผู้รักษาประตู และกองหลัง มีส่วนช่วยให้ลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ในปีนี้มากกว่าแนวรุก ถามว่าแนวรุกสม่ำเสมอไหม? สม่ำเสมอ แต่ทุกทีมที่เจอกับลิเวอร์พูลถ้าป้องกันแนวรุก 3 ประสาน ไม่ว่าจะเป็น โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ ถ้า 3 คนไม่ทำงาน เรายังมีตัวช่วยคือกองหลังอย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดค์
วันนี้เราจะเห็นว่า เวอร์จิล ฟาน ไดค์ จะเป็นคนเดียวที่สามารถยืนระยะได้ตลอดฤดูกาลเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ วันนี้ลิเวอร์พูลมีตำแหน่งที่ขาดไม่ได้คือ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ รวมทั้ง ผู้รักษาประตูอย่าง อลิซอน เบ็คเกอร์ นั่นคือจุดที่มีความลงตัวมาก

– มุมมองถึงกุนซือ เยอร์เก้น คล็อปป์
ผู้จัดการทีมเป็นหัวใจ และรูปลักษณ์ทรงฟุตบอล ซึ่ง เยอร์เก้น คล็อปป์ เป็นคนที่กล้าตัดสินใจ มีแผนการเล่นในรูปแบบเขา จะเห็นได้ว่าในแต่ละเกมรู้เลยว่า เขาจะเปลี่ยนใคร เพราะเปลี่ยนไม่กี่คน แค่ 1-2 ตำแหน่ง เยอร์เก้น คล็อปป์ วางนักเตะหลักเพื่อมุ่งมั่นที่จะเอาถ้วยพรีเมียร์ลีก อังกฤษ กับถ้วยยุโรปต้อง 100 เปอร์เซ็นต์
แต่ถ้าเป็นถ้วยอื่น เอฟเอคัพ ลีกคัพ เขากล้าเป็นโอกาสให้เยาวชน และตั้งมือซ้ายมือขวาขึ้นมาคุมทีมแทนเลย ถ้าเป็นผู้จัดการทีมคนอื่นตัวเองต้องทำตั้งแต่สากเบือยันเรือรบ ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นได้มาแสดงฝีมือ แต่เขากล้าทำโดยที่เขามีเป้าชัดเจนว่า อันดับแรกคือ ถ้วยยุโรป อันดับสองคือ ถ้วยพรีเมียร์ลีก อันดับสามสี่ห้าก็ว่ากันไป

– อนาคตถ้าไม่มี เยอร์เก้น คล็อปป์
พี่โก้ว่าวันนี้เพิ่งได้ความสำเร็จคิดว่า เยอร์เก้น คล็อปป์ คงอยู่อีกนานอีกหลายปี อย่างน้อยต้องปี 3-5 ปี ฉะนั้นการที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ จะมาอยู่กับลิเวอร์พูลยาว 8-10 ปีอยู่แล้วตั้งแต่เริ่มต้น ฉะนั้นการทำทีมช่วงแรกต้องใช้เวลา 2-3 ปีไม่ว่าใครก็ตาม ทั้ง โชเซ่ มูรินโญ่ หรือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า
ฉะนั้นผู้จัดการทีมเขาต้องเผื่อว่าจะต้องใช้เวลาเข้ามาปรับจูนทีม ซื้อตัวผู้เล่น สร้างแท็กติค สร้างคาเร็คเตอร์ของทีมใหม่หมด พอได้รับความสำเร็จก็ต่อยอดให้ได้นานที่สุด พอถึงช่วงลงก็มีการปรับเปลี่ยน พอหมดความท้าทายแล้วค่อยหาโอกาสใหม่…

นี่คือ บทสัมภาษณ์จากปากของ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่ผ่านประสบการณ์ใกล้ชิดกับทีมลิเวอร์พูลทั้งในการเป็นนักเตะ และโค้ช

นี่คือ “ซิโก้” ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์โดยตรงของตัวเองให้กับแฟนบอลลิเวอร์พูล ในวันที่ “เครื่องจักรสีแดง” กำลังประกาศศักดาอย่างยิ่งใหญ่…

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้น.1 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2563
บทความถัดไปถ้ำหลวง-เขาสก มรดกแห่งอาเซียน