‘วาร์ดี้+ร็อดเจอร์ส’ ที่เลสเตอร์ ตัวละครหลักใน(ว่าที่)เทพนิยายฉบับใหม่

‘วาร์ดี้+ร็อดเจอร์ส’ ที่เลสเตอร์ ตัวละครหลักใน(ว่าที่)เทพนิยายฉบับใหม่

“จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ กลายเป็นทีมที่เกาะหัวตารางของพรีเมียร์ลีกได้ตลอดใน 2 ซีซั่นหลัง ถึงแม้ฤดูกาลที่แล้วจะแผ่วปลาย โดนเบียดจนจบอันดับ 5 ของตาราง แต่ก่อนหน้านั้นก็มีลุ้นคั่วรองแชมป์เลยด้วยซ้ำ
ล่าสุด จิ้งจอกสยามของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส บุกถล่ม ลีดส์ ยูไนเต็ด 4-1 ทะยานขึ้นไปรั้งอันดับ 2 ของตารางพรีเมียร์ลีก ตามหลัง “จ่าฝูง” ลิเวอร์พูล แต้มเดียวเท่านั้น ทำให้มองกันว่าไม่แน่เลสเตอร์จะร่วมชิงบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้อีกครั้ง

การเก็บ 15 แต้ม จาก 7 นัดแรกของฤดูกาล ทำให้ทีมจิ้งจอกสยามทำผลงานช่วงออกสตาร์ตได้ดีที่สุดเทียบเท่ากับที่เคยทำไว้เมื่อซีซั่น 2000-2001 และดีกว่าในฤดูกาลที่เป็นแชมป์ที่ได้ 12 แต้มเสียอีก

คริส ซัตตัน อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษที่เคยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส มาก่อน บอกว่า มีคนตั้งคำถามว่าเลสเตอร์จะคว้าแชมป์ลีกได้อีกหนมั้ย ส่วนตัวมองว่าทำได้ ในทางกลับกันผู้จัดการทีมอย่างร็อดเจอร์สไม่ได้มองแบบนั้น ยอมรับว่ามันยังเร็วเกินไปที่จะไปคิดถึงแชมป์

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จิ้งจอกบินสูง คือ เจมี่ วาร์ดี้ กองหน้าจอมเก๋าที่ถึงแม้จะอายุอานาม 33 ปีเข้าให้แล้ว แต่ก็ยังยิงกระจายมาตลอด

ถ้านับย้อนไป 12 เกมหลังสุดของพรีเมียร์ลีก วาร์ดี้มีส่วนร่วมกับ 13 ประตูของเลสเตอร์(รวมทั้งยิงและแอสซิสต์) แต่ถ้านับเฉพาะฤดูกาลนี้ วาร์ดี้ลงเล่นไป 6 เกม ยิง 7 ประตู เฉลี่ย 1.34 ประตูต่อแมตช์ นับเป็นค่าเฉลี่ยที่ดีที่สุดของนักเตะพรีเมียร์ลีกในช่วง 7 นัดแรกของฤดูกาล

ซัตตันชมรุ่นน้องในพรีเมียร์ลีกว่า เป็นนักเตะที่มีการเคลื่อนที่แบบที่กองหลังสุดจะคาดเดา มีสัญชาติญาณกองหน้าที่เหลือเชื่อ ส่วน ไมก้าห์ ริชาร์ด อดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษก็ยอมรับว่า วาร์ดี้เป็นกองหน้าที่เป็นฝันร้ายของผู้เล่นแนวรับทุกคน และเลสเตอร์คงหาตัวแทนของเขายากมากจริงๆ

ถ้าดูจากผลงานในฤดูกาลนี้ เลสเตอร์ถล่ม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาแบบมันเท้า 5-2 และเชือด อาร์เซน่อล 1-0 ซึ่งเป็นเกมนอกบ้านล้วนๆ การเล่นเป็นทีมเยือนในฤดูกาลนี้ สถิติของพวกเขาดุดันมาก ชนะ 4 นัดรวด ยิงได้ 13 ประตู แต่ถ้าดูผลงานในบ้านก็น่าห่วงเหมือนกัน 3 นัดที่ผ่านมา แพ้ 2 นัด ชนะ 1 นัด และ 2 แมตช์ที่แพ้ แพ้ให้ แอสตัน วิลล่า และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทั้งที่เป็นทีมที่น่าจะชนะได้ด้วยซ้ำ

เลสเตอร์มาถึงจุดนี้ได้ ไม่ใช่แค่ผลงานในสนามที่ดี แต่ในแง่ธุรกิจพวกเขาก็ทำได้เยี่ยมเช่นกัน การขายนักเตะแบบได้กำไรมหาศาลใน 3-4 ปีหลัง แฮร์รี่ แม็กไกวร์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, แดนนี่ ดริ๊งวอเตอร์, เบน ชิลเวลล์ ที่ได้รวมเกือบ 200 ล้านปอนด์ ไม่ได้ทำให้ศักยภาพทีมดร็อปลงไปอย่างน่าใจหาย เพราะร็อดเจอร์สมีเงินทุนมากพอในการหาตัวแทนได้ และตัวแทนเหล่านั้นก็ย้ายมาแบบคุ้มค่าเช่นกัน

เจมส์ แมดดิสัน, ยูรี่ ติเลอมองส์, เวสลีย์ โฟฟาน่า, ชากลาร์ โซยุนซู, ริคาร์โด้ เปเรร่า และ เจมส์ จัสติน อุดรูรั่วของสตาร์ที่ออกไปได้เนียนสนิท

การมีร็อดเจอร์สอยู่กับทีม และให้เวลาเขาทำงานแบบไม่มีอะไรต้องกังวล ทำให้สามารถดึงศักยภาพของทุกคนในทีมออกมาได้อย่างเต็มที่ อย่าลืมว่าโค้ชคนนี้คุมมาแล้วทั้ง เซลติก และ ลิเวอร์พูล และประสบความสำเร็จมาไม่น้อยทีเดียว

ร็อดเจอร์สรู้จักลิเวอร์พูลเป็นอย่างดี และกำลังสร้างเลสเตอร์ไปสู่จุดนั้น จุดที่เขาเคยเกือบจะเป็นแชมป์ลีกในหลายปีก่อน หรือไม่แน่อาจจะไปถึงจุดที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เคยทำได้กับจิ้งจอกสยาม

นั่นคือเทพนิยายที่เราได้เห็นกันมาแล้ว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ไอเอสอ้างอยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีกรุงเวียนนา
บทความถัดไปตร.ตรังปิดข่าวเงียบ ร้อยเวรนั่งเผลอ พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ เดินหนีหายทั้งกุญแจมือ