‘คริสเตียน อีริกเซ่น’ ความหวังสูงสุดของทัพโคนม

‘คริสเตียน อีริกเซ่น’ ความหวังสูงสุดของทัพโคนม

ทีมฟุตบอลทีมชาติเดนมาร์กในยุคนี้ มีนักเตะอย่าง คริสเตียน อีริกเซ่น เป็นความหวังสูงสุด เพราะมิดฟิลด์วัย 29 ปี เต็มไปด้วยพรสวรรค์ เทคนิค และมีความสำเร็จในการค้าแข้งมากมาย

อีริกเซ่นเริ่มต้นเล่นฟุตบอลกับมิดเดิลฟาร์ท ทีมในบ้านเกิด ที่พ่อของตัวเองเป็นโค้ชให้กับทีมเยาวชน ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ และเติบโตมากับทีมจนถึงอายุ 13 ปี ไอ้หนูคนนี้โชว์ทักษะออกมาจนได้รับความสนใจจากหลายทีมในเดนมาร์ก แต่ก็เลือกจะย้ายไป โอเดนเซ่ โบลด์คลุบ หลังจากไปอยู่ได้ปีเดียว อีริกเซ่นช่วยให้ทีมเยาวชนของโอเดนเซ่คว้าแชมป์รายการเยาวชนของเดนมาร์กในทันที จนมีข่าวว่าทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปทั้ง รีล มาดริด, บาร์เซโลน่า, เชลซี ต่างรุมแย่งตัว

จอมทัพพรสวรรค์สูงไปทดสอบฝีเท้ากับทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เอซี มิลาน, รีล มาดริด แต่สุดท้ายก็เลือกไปอยู่กับ อาแจ็กซ์ ทีมที่มีชื่อเสียงในเรื่องการปั้นนักเตะชื่อดังส่งออกไปให้ทีมใหญ่ในยุโรป ในปี 2008

อีริกเซ่นเก็เลเวลกับอคาเดมีของอาแจ็กซ์เพียง 2 ปี ก็ขยับสู่ทีมชุดใหญ่ ด้วยอายุ 18 ปี ถูกเรียกติดทีมชาติเดนมาร์กในปีเดียวกัน ถูกยกไปเปรียบเทียบกับ ไบรอัน เลาดรู๊ป ตำนานนักเตะทีมชาติเดนมาร์กในวันที่ยังเป็นเพียงดาวรุ่ง

ฤดูกาล 2011-2012 อีริกเซ่นกลายเป็นกำลังสำคัญของสโมสร ลงเล่นไป 33 นัด ยิง 7 ประตู หลังจากนั้นก็ปวารณาตัวเป็นจอมทัพที่อาแจ็กซ์ขาดไม่ได้ อยู่กับทีม 5 ฤดูกาล ลงเล่น 162 นัด ยิง 32 ประตู คว้าแชมป์เอริดิวิซี่ลีก 3 สมัย และฟุตบอลถ้วย 1 สมัย ก่อนเลือกย้ายไปอยู่กับ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

การไปเล่นในอังกฤษ ทำให้โลกฟุตบอลได้เห็นฝีเท้าของนักเตะที่เขาเล่าว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดเท่าที่เดนมาร์กเคยมีมามากขึ้น แม้ว่าจะฟอร์มดีขนาดไหน แต่ช่วงเวลาที่อยู่กับสเปอร์ส 7 ฤดูกาล กลับไม่เคยมีแชมป์ติดมือ มีรองแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกและลีกคัพเท่านั้น

จอมทัพเดนส์ยืนยันไม่ต่อสัญญากับสเปอร์ส และย้ายแบบไม่มีค่าตัวไปอยู่กับ อินเตอร์ มิลาน ในกัลโช่ เซเรียอา อิตาลี ในปี 2019 ถึงแม้จะพิสูจน์แล้วว่าเต็มไปด้วยศักยภาพและความกระหาย แต่โอกาสกับอินเตอร์ มิลาน ก็จำกัด จนมีกระแสข่าวว่าจะถูกขายออกจากทีม

อีริกเซ่นฮึดสู้ในฤดูกาลที่เพิ่งจบไป กลับมาได้ลงเล่นสม่ำเสมออีกครั้ง มีส่วนร่วมกับอินเตอร์ 34 แมตช์ ยิง 4 ประตู คว้าแชมป์กัลโช่ เซเรียอา มาครองได้แบบชื่นมื่น ก่อนนำทัพเดนมาร์กลุยศึกยูโร 2020 

เรียกได้ว่าจอมทัพคนนี้เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่เดนมาร์กอยากจะเขียนเทพนิยายรอบ 2 ในการคว้าแชมป์ยูโร อย่างที่รุ่นน้าเคยทำไว้ในปี 1992 แบบหักปากกาเซียน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สัญญาณดี! ‘อีริกเซ่น’ ได้สติแล้วหลังฟุบในสนาม ศึกยูโร 2020
บทความถัดไปเตะต่อ! ‘เดนมาร์ก-ฟินแลนด์’ ตกลงร่วมกันแข่งขันต่อเวลา 01.30 น.