‘อังกฤษ vs เยอรมนี’ ที่ประวัติศาสตร์ฟุตบอลบันทึกไว้

‘อังกฤษ vs เยอรมนี’ ที่ประวัติศาสตร์ฟุตบอลบันทึกไว้

ฟุตบอลยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้ายมีหลายคู่ที่น่าสนใจ แต่คู่ที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือการเจอกันของอริของศตวรรษนี้อย่าง เยอรมนี กับ อังกฤษ ที่มีเรื่องราวมากมายในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา 

การเจอกันระหว่างทีมอินทรีเหล็กและสิงโตคำรามเป็นแมตช์ที่คลาสสิกเสมอ อังกฤษเป็นทีมที่คนเยอรมันมองว่าเป็นคู่อริเบอร์หนึ่งมาตลอด เพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่ว่าจะในเรื่องของสงคราม การค้า เทคโนโลยีเพราะหลังจากจบสงครามโลก ครั้งที่ 2 ทั้งสองประเทศต่างขับเคี่ยวกันพัฒนาตัวเองในทุกด้าน ฟุตบอลจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการยกขึ้นมาข่มคู่แข่งได้ ถ้าทีมของตัวเองดีกว่า

แม้แต่ชาวอังกฤษเองก็มองว่าเยอรมนีเป็นทีมคู่แข่งที่ต้องการชนะให้ได้มากกว่าสกอตแลนด์, อาร์เจนตินา, ออสเตรเลีย ที่มีข้อพิพาทในเรื่องการเมืองกันมาบ้างเสียอีก

เหตุผลเหล่านี้ต่างทำให้ทั้งสองทีมอยากเอาชนะกันในเรื่องของศักดิ์ศรีมากกว่าการเข้ารอบหรือการคว้าแชมป์ด้วยซ้ำ ยิ่งการที่แมตช์นี้จะเตะกันที่เวมบลีย์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ยิ่งทำให้ขุนพลอินทรีเหล็กต้องการเก็บชัยชนะให้ได้มากขึ้นไปอีก

มีเรื่องราวที่น่าจดจำระหว่างสองทีมคู่อริมากมาย แต่วันนี้ขอยกเหตุการณ์ที่แฟนบอลทั้งสองประเทศยังไม่ลืมและคงลืมไม่ลงมาให้ย้อนความจำกันก่อนที่สงครามลุกหนังครั้งใหม่จะเริ่ม

เกมน่ากังขาที่เปลี่ยนแปลงฟุตบอล

ฟุตบอลโลก 2010 รอบ 16 ทีม เป็นแมตช์ล่าสุดที่อังกฤษและเยอรมนีเจอกันในรอบสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์เมเจอร์ เกมวันนั้นที่บลอมฟอนเทน ประเทศแอฟริกาใต้ จบลงด้วยชัยชนะของเยอรมนี 4-1 แต่มีจังหวะดราม่าเกิดขึ้น ในช่วงที่เกมยังเสมอกัน 1-1 แฟรงก์ แลมพาร์ด มิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษ ยิงบอลผ่าน มานูเอล นอยเออร์ นายทวารเยอรมันไปแล้ว ลูกไปชนคานและเด้งลงพื้น ผ่านเส้นประตูเข้าไป แต่ผู้ตัดสินกลับไม่ให้เป็นประตูเพราะไม่เห็นว่ามันเข้าประตูไปหรือไม่

อังกฤษชวดขึ้นนำ 2-1 และมาโดนยิงอีก 3 ประตู แพ้ไป 1-4 เมื่อกลับมาดูภาพรีเพลย์กันหลังจบเกมแล้ว สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ถึงขั้นต้องออกมาขอโทษกับการตัดสินในครั้งนี้ เพราะบอลมันข้ามเส้นไปแล้วจริงๆ แฟนบอลอังกฤษไม่พอใจเอามากๆ เพราะถ้าได้ประตูนั้น สิงโตคำรามอาจจะไม่ยุติเส้นทางไว้แค่รอบ 16 ทีม

หลังจากเห็นว่ามีจังหวะปัญหา ฟีฟ่าจึงเอาเทคโนโลยี “โกลไลน์” เข้ามาใช้ในการพิจารณาลูกข้ามเส้นไปแล้วหรือยัง ซึ่งก็ใช้กันมาถึงทุกวันนี้ เรียกได้ว่าเป็นแมตช์ที่ทำให้ฟุตบอลมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

แลมพาร์ดบอกว่า การมีโกลไลน์ทำให้เกมฟุตบอลดูดีขึ้น และพอใจกับสิ่งนี้มากๆ

การยิงจุดโทษที่ไม่เคยเป็นใจให้อังกฤษ

อังกฤษเคยคว้าแชมป์ฟุตบอลรายการเมเจอร์ (ฟุตบอลโลก-ยูโร) ได้เพียงครั้งเดียวในฟุตบอลโลก 1966 ที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ รอบชิงชนะเลิศในครั้งนั้น ทีมผู้ดีเอาชนะทีมเมืองเบียร์ 4-2 แต่ก็มีลูกปัญหาเกิดขึ้นในกรณีที่คล้ายกับแลมพาร์ด

เจฟฟ์ เฮิร์สท์ ยิงบอลไปชนใต้คานแล้วลงไปที่เส้นประตูโดยที่บอลยังไม่ข้ามเส้นเข้าไปในประตู แต่อังกฤษกลับได้ประตูนี้ และขึ้นนำ 3-2 ก่อนจะชนะเยอรมันตะวันตกไป 4-2 คว้าแชมป์โลกไปแบบคาใจแฟนบอลอินทรีเหล็กยุคนั้นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม เหมือนมีคำสาป เมื่ออังกฤษต้องมาเจอกับเยอรมนีในรายการเมเจอร์หลังจากนั้น ก็ไม่เคยเอาชนะได้อีกเลย 

ฟุตบอลโลก 1990 ที่อิตาลี อังกฤษและเยอรมันตะวันตกฝ่าด่านเข้าไปเจอกันในรอบตัดเชือก อันเดรียส เบรห์เม่ ยิงให้อินทรีเหล็กนำก่อน 1-0 แต่ แกรี่ ลินิเกอร์ ยิงตีเสมอก่อนหมดเวลาแค่ 10 นาที สุดท้ายก็ต้องมาตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ 4 คนของเยอรมันตะวันตกยิงเข้าทั้งหมด 3 คนแรกของอังกฤษไม่พลาด ก่อนที่ สจ๊วร์ต เพียร์ซ และ คริส วัดเดิ้ล มาพลาด 2 คนติดต่อกัน ส่งให้เยอรมันตะวันตกเข้ารอบชิงชนะเลิศ และไปชนะอาร์เจนตินา 1-0 ครองแชมป์โลกอย่างยิ่งใหญ่

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้งในยูโร 1996 ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพเอง ยุคนั้นมีเพลง Football is coming home ที่จะสื่อว่าฟุตบอลได้กลับมาบ้านของตัวเองแล้ว และแชมป์จะต้องอยู่ในบ้านซึ่งหมายถึงอังกฤษจะเป็นแชมป์

อังกฤษเจอกับเยอรมนีในรอบรองชนะเลิศ อลัน เชียเรอร์ ยิงให้เจ้าภาพขึ้นนำ 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 3 ก่อนที่ สเตฟาน คุนซ์ จะมาตีเสมอในนาทีที่ 16 เกมนี้ตัดสินด้วยจุดโทษ 6 คนของเยอรมนีไม่มีใครพลาด และคนเดียวของอังกฤษที่พลาด คือ แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือคนปัจจุบัน

เยอรมนีเข้าไปคว้าแชมป์ด้วยการชนะเช็ก 2-1 ในการยิงประตูโกลเด้นโกลของ โอลิเวอร์ เบียโฮฟฟ์ เป็นการชนะจุดโทษอังกฤษและไปถึงแชมป์ได้ 2 ทัวร์นาเมนต์อย่างยิ่งใหญ่ 

สถิติการยิงจุดโทษตัดสินเกมของอังกฤษในฟุตบอลโลกและยูโรรวมกัน 8 ครั้ง ชนะ 2 แพ้ 6 แต่ถึงชนะก็ยังไม่เคยได้แชมป์

ความคลาสสิกของเวมบลีย์

แฟนบอลจะเข้าชมเกมในวันที่ 29 มิถุนายน ได้ 40,000 คน ซึ่งเป็นเพียงครึ่งเดียวของความจุของสนามเวมบลีย์ เพราะป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 

เวมบลีย์เป็นสังเวียนที่มีมนต์เสน่ห์ ยิ่งถ้าเป็นแมตช์ระหว่างอังกฤษกับเยอรมนีแล้ว ก็ยิ่งทวีความอลังการเข้าไปอีก สถิติของคู่นี้ในการเจอกันที่เวมบลีย์ 12 เกม เยอรมนีชนะ 6 เกม อังกฤษชนะ 4 เกม เสมอ 2 เกม และมีสถิติน่าสนใจว่า 7 เกมหลังสุด อังกฤษแพ้ถึง 6 และเสมอ 1 

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน มิดฟิลด์ทีมสิงโตคำราม กล่าวว่า ไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานัก เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ ศักยภาพที่จะแสดงออกมาให้เห็นที่เวมบลีย์ ในวันแข่งขัน

ส่วน โยอาคิม เลิฟ กุนซือทีมอินทรีเหล็กบอกว่า เวมบลีย์คือสนามสุดโปรดของเยอรมนี เต็มไปด้วยความคลาสสิก แต่ทุกคนก็ต้องเล่นให้ดีกว่า 3 นัดในรอบแรกถ้าอยากจะชนะให้ได้ 

ผู้ชนะในเกมนี้อาจจะได้กลับมาเตะรอบรองชนะเลิศและชิงชนะเลิศ ที่สนามแห่งนี้อีก ถ้าไม่พลาดท่าในรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปก่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon