‘ยูโร 2020’ สังเวียนสร้างชื่อของธุรกิจแดนมังกร

‘ยูโร 2020’ สังเวียนสร้างชื่อของธุรกิจแดนมังกร

ถึงแม้ฟุตบอลยูโรจะเป็นทัวร์นาเมนต์ของฝั่งทวีปยุโรป แต่ในยูโร 2020 สปอนเซอร์การแข่งขันเป็นแบรนด์จากประเทศจีนมากที่สุด

ไฮเซนส์(Hisense) แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า, อาลีเพย์(Alipay) แพลตฟอร์มธุรกรรมทางการเงิน, วีโว่(Vivo) โทรศัพท์มือถือที่ขยับตัวขึ้นมาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และ ติ๊กต็อก(TikTok) โซเชียลมีเดียชื่อดังที่สร้างความบันเทิงให้กับคนจำนวนมาก ขณะที่ผู้สนับสนุนหลักอีก 5 เจ้า เป็นแบรนด์ของฝั่งประเทศทางตะวันตก โคคา-โคลา(Coca-Cola), ไฮเนเก้น(Heineken), เฟดเอ็กซ์(FedEx), Booking.com, กาตาร์ แอร์เวย์ส(Qatar Airways), ก๊าซพรอม(GAZPROM), Takeaway.com และ โฟล์คสวาเกน(Volkswagen)

มีการวิเคราะห์ออกมาอย่างน่าสนใจว่าเพราะอะไรที่แบรนด์จากจีนถึงกระโดดเข้าไปทุ่มทุนในยูโร 2020 มากขนาดนี้ เพราะในยูโร 2016 มีเพียงไฮเซนส์เจ้าเดียวที่เป็นสปอนเซอร์ ส่วนแบรนด์ดังจากสหรัฐอเมริกาที่น่าจะมีชื่อกลับไม่มี

ฝ่ายจัดการแข่งขันของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป(ยูฟ่า) ชี้แจงว่า ยูฟ่าไม่ได้มีกลยุทธ์อะไรพิเศษในการดึงดูดแบรนด์จีนเข้ามาสนับสนุน แต่ก็เปิดกว้างกับทุกแบรนด์ที่สร้างความรับรู้กับคนทั่วโลกได้ 

ไม่ใช่แค่ยูฟ่าและวงการฟุตบอลที่ได้รับประโยชน์ แต่สปอนเซอร์จากจีนเหล่านี้ก็ประสบความสำเร็จจากการเทเงินให้กับยูโร 2020 ไม่น้อย

ซูซู เฉิน อาจารย์ด้านนโยบายและการจัดการกีฬา มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เปิดเผยว่า ไฮเซนส์รายงานว่ายอดขายเพิ่มสูงขึ้นหลังจากเป็นสปอนเซอร์ยูโร 2016 

ไฮเซนส์เองก็เคยออกมายืนยันว่า หลังจบยูโร 2016 ผลิตภัณฑ์ของไฮเซนส์ขายดีขึ้น 2 เท่า ในสหราชอาณาจักร, เยอรมนี, สเปน, ฝรั่งเศส, อิตาลี และรอยต่อของยูโร 2020, โอลิมปิกเกมส์ 2020, ฟุตบอลโลก 2022 ในช่วง 1 ปีกว่านั้นๆ เป็นโอกาสดีที่แบรนด์ต่างๆ จะเปิดตัวให้โลกรู้จักด้วยการเข้าไปสนับสนุนการแข่งขันเหล่านี้

ด้าน แม็ตต์ ไบลีย์ นักวิเคราะห์โฆษณาของออมเดีย(Omdia) แสดงความคิดเห็นว่า ยุโรปเป็นตลาดสำคัญของวงการธุรกิจจีนอย่างเห็นได้ชัด ถ้ามองจากติ๊กต็อกที่ได้รับความนิยมสูงมากจากคนยุโรป ในปี 2020 

ว่ากันว่าประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่เป็นคนที่คลั่งไคล้กีฬาฟุตบอลมาก ทำให้ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าใหญ่ของประเทศเข้าไปสนับสนุนทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับเมเจอร์ ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศและแบรนด์ของตัวเองอย่างชาญฉลาดทีเดียว

ถ้าย้อนไปในปี 2014 สี จิ้นผิง เพิ่มนโยบายให้เพิ่มหลักสูตรกีฬาเข้าไปในการศึกษามากขึ้น ในปี 2016 ก็บูม ไชนีส ซุปเปอร์ลีก ลีกฟุตบอลในประเทศให้น่าสนใจด้วยการสนับสนุนให้สโมสรต่างๆ ทุ่มเงินเซ็นนักเตะชื่อดังจากยุโรปและอเมริกาใต้ไปร่วมทีม จนแฟนบอลเริ่มมองเห็นลีกฟุตบอลของจีนในแผนที่วงการลูกหนังได้ชัดเจนขึ้น

แต่เมื่อเห็นว่าการทำแบบนั้นไม่ได้ทำให้ฟุตบอลทีมชาติจีนแข็งแกร่งขึ้น และสโมสรต่างๆ ก็ประสบปัญหาทางการเงินจนยุบทีมไปพอสมควร ไชนีส ซุปเปอร์ลีก จึงคลอดนโยบายกำหนดเพดานค่าเหนื่อยของนักเตะขึ้นมา 

จากการที่จีนมีประชากรกว่า 1.4 พันล้านคนในปัจจุบัน ทำให้เป็นตลาดที่ใหญ่มากสำหรับวงการฟุตบอล ว่ากันว่าในจีนมีแฟนบอลอาร์เซน่อลถึง 200 ล้านคน มากกว่าจำนวนประชากรทั้งหมดของอังกฤษถึง 3 เท่า

เคอร์รี่ อัลเลน นักวิเคราะห์สื่อของบีบีซี บอกว่า ชาวจีนให้ความสนใจยูโร 2020 อย่างมหาศาล มีการโพสต์ถึงแฮชแท็ก #Euro2020 กว่า 5 ล้านครั้ง ในเว่ยป๋อ(Weibo) โซเชียลมีเดียยอดนิยมของแดนมังกร สื่อในจีนเองก็รายงานถึงสถานการณ์ของแบรนด์จีนที่ไปสนับสนุนยูโรกันอย่างแพร่หลาย คนจีนก็ยินดีกับการที่แบรนด์ประเทศตัวเองไปอยู่ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ และติดตามการแข่งขันกันแบบเกาะติด ถึงแม้ว่าฟุตบอลทีมชาติจีนจะไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยก็ตาม

มีการตั้งคำถามไปอีกว่า การไปสนับสนุนฟุตบอลระดับโลกแบบนี้ จะส่งผลดีอะไรต่อทีมชาติจีนในการไปลุยฟุตบอลโลกในอนาคตบ้าง เพราะจีนไม่ได้ไปฟุตบอลโลกมา 20 ปีแล้ว หลังจากเคยทำได้ครั้งแรกและครั้งเดียว ในฟุตบอลโลก 2002

โจ เดอ ควอนต์ ผู้อำนวยการจัดการของบิ๊ก ออเรนจ์ มีเดีย ในอังกฤษวิเคราะห์ว่า เรื่องนี้ก็อาจจะมีผลบ้าง แต่สิ่งที่แบรนด์ต่างๆ ต้องการจากยูโรครั้งนี้คือการสร้างการรับรู้ในแบรนด์ของตัวเอง เพราะตลอดการแข่งขันแทบไม่ได้เห็นการโปรโมทผลิตภัณฑ์หรือการบริการใดๆ เลย มันเป็นการเอ่ยชื่อแบรนด์บ่อยๆ จนคนดูฟุตบอลติดหู เมื่อบริษัทนั้นๆ สนับสนุนระยะยาว 8 ปี คนดูฟุตบอลก็จะได้ยินชื่อแบรนด์ตลอด 8 ปี เพราะจะมีชื่อสปอนเซอร์หรือโฆษณาตอนแข่งหรือระหว่างพักอยู่เสมอ

“ยูโรสร้างโอกาสที่ดีมากในการทำให้คนดูรู้จักแบรนด์ต่างๆ เพราะยูโรเป็นการแข่งขันที่คนสนใจมาก และมันไม่มีทัวร์นาเมนต์ใหญ่ระดับนี้มาปีกว่าๆ แล้ว” โจ เดอ ควอนต์กล่าว

ซินดี้ แกลล็อป ผู้ก่อตั้ง MakeLoveNotPorn แพลทฟอร์มโซเชียลสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นลูกครึ่งจีน-อังกฤษ มองว่า ปรากฏการณ์ใหม่จากแบรนด์ดังของจีน ถือเป็นโอกาสที่ดีในการโปรโมทการเหยียดชาวเอเชียที่ยังมีอยู่ในหลายพื้นที่ของโลก ด้วยการใช้ภาษาฟุตบอลในการสื่อสาร 

ฟุตบอลไม่ได้มีมิติแค่การส่งลูกเข้าประตูให้ได้เท่านั้น แต่มันเหมือนเหมืองทองคำที่สร้างรายได้ให้ทั้งคนที่อยู่ในสนามและโลกของธุรกิจอย่างมหาศาล

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon