‘ฟ้าวันใหม่’ เข้าให้ปากคำ กกท. กรณีโดน ‘อุดม จารย์ลี’ จ้าง 5 แสนล้มมวย!

‘ฟ้าวันใหม่’ เข้าให้ปากคำ กกท. กรณีโดน ‘อุดม จารย์ลี’ จ้าง 5 แสนล้มมวย!

 

 

 

หลังจากที่ ฟ้าวันใหม่ ช.ไทยเศรษฐ์ พลิกแพ้น็อกให้กับ หลานย่าโม ว.วัฒนะ ในยกที่ 4 ศึกมวยไทย “มวยมันส์วันศุกร์” ที่เวทีมวยโรงยิมอเนกประสงค์ สนามกีฬากลาง จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันศุกร์ที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งหลังชกเสร็จ “เสี่ยโบ๊ท” นายณัฐเดช วชิรรัตนวงศ์ โปรโมเตอร์ศึกเพชรยินดี ได้ออกมาโพสต์ข้อความว่า “สัตว์เดรัจฉานถึงมันจะดุร้ายแค่ไหน ยังเลี้ยงให้ซื่อสัตย์และเชื่องได้แต่มนุษย์ หากไม่คิดจะรู้คุณต่อให้เลี้ยงดีแค่ไหน ก็เนรคุณ”

ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา ฟ้าวันใหม่ ได้ออกมายอมรับสารภาพว่า ล้มมวยจริง พร้อมทั้งเข้าให้ปากคำ และลงบันทึกประจำวันต่อเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรเขาบางแกรก จ.อุทัยธานี

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โดยนายพลัฏฐ์ สุวรรณเมธากร ผอ.สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย กกท. ในฐานะนายทะเบียนทำหนังสือเรียก ฟ้าวันใหม่ ช.ไทยเศรษฐ์ มาให้ปากคำถึงกรณีดังกล่าว โดยมี อำนาจ รื่นเริง อดีตนักมวยไทย อดีตนักมวยสากลสมัครเล่นและอาชีพของไทย ถือเอกสารมาพร้อมกับฟ้าวันใหม่

ฟ้าวันใหม่เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจภูธรเขาบางแกรก จ.อุทัยธานี ซึ่งที่มาวันนี้เพราะสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย กกท. เรียกตัวมาสอบถามเพิ่มเติมว่าที่มาที่ไปของการที่ออกมายอมรับว่า ล้มมวยเป็นอย่างไร เกิดอะไรขึ้น มีอะไร ใครเป็นคนจ้าง ประมาณนี้ ซึ่งตอนไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธรเขาบางแกรก จ.อุทัยธานี มีกำนันหนอม และพี่ อำนาจ รื่นเริง ไปด้วยเพื่อเอาผิดคนที่ว่าจ้างคือ นายอุดม จารย์ลี เจ้าของฟาร์มควาย จ.นครนายก อดีตหัวหน้าคณะนักมวยเกียรติพานทอง ตอนที่ติดต่อให้ล้มมวยนั้น นายอุดม จารย์ลี ติดต่อมาขอซื้อน้ำพริกที่ตนเองทำขาย 2 ครั้ง ครั้งแรก เขาซื้อน้ำพริกไป 5 กก. เป็นเงินประมาณ 2,400 บาท ซึ่งเขาโอนมาให้ตนเลย 5,000 บาท พร้อมกับบอกว่า เขาชอบสไตล์การชกของตน แล้วนายอุดม เขาก็คุยสอบถามว่า ซ้อมอะไร ยังไง ความเป็นอยู่ยังไง พอครั้งที่ 2 เขามาขอซื้อน้ำพริก แต่คราวนี้บอกว่าไม่ต้องส่งไปรษณีย์มา เดี๋ยวจะขับรถผ่านมาที่ จ.อุทัยธานี พอดี และจะแวะมารับน้ำพริกเอง ซึ่งตนก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะตอนคุยโทรศัพท์นั้น นายอุดมไม่ได้พูดถึงเรื่องล้มมวย พอมาถึงเขาก็เรียกตนขึ้นรถกระบะของเขา แล้วนายอุดมก็พูดว่า เอ็งฟังเฮียนะ เอ็งต่อยกับ หลายย่าโม เอ็งสู้ไม่ได้หรอก เอางี้ดีกว่าเดี๋ยวเฮียจ้างเอ็ง 500,000 บาท ล้มมวยให้เฮียนะ ถ้าเกิดเอ็งไม่เอาด้วยไม่เป็นไร แต่เอ็งห้ามบอกใคร ถ้าเกิดไปบอกใคร จะมากระทืบเพราะแถวนี้รู้จักหมด ซึ่งความผิดของผมคือ อยากได้เงินที่เขาจะให้ 500,000 บาท ซึ่งได้ยอมรับผิดตรงนี้ที่อยากได้เงินเขาเพื่อเอาไปลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงไก่ โดยวันก่อนชกกับหลานย่าโม เขาให้มาก่อน 30,000 บาท ซึ่งช่วงที่ขึ้นเวทีชกก็ทำตามที่เขาบอกแผนคือในการชกยก 1 ถึง ยก 3 ให้โชว์ฝีมือเต็มที่ แต่ยก 4 ให้แกล้งโดนอาวุธอะไรก็ได้ แล้วทิ้งตัวยอมแพ้น็อกไป

 

 

 

 

ฟ้าวันใหม่กล่าวต่อไปว่า เมื่อให้ปากคำเสร็จทางสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย ก็ได้แจ้งดำเนินคดีกับตนเอง โดยที่เรารับสารภาพหมดทุกอย่างว่ามีคนมาว่าจ้าง หลังจากนี้คงรอให้ปากคำทุกครั้งที่้้เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียก โดยเขาจะกันตัวเองไว้เป็นพยานเพราะตนเป็นผู้ถูกจ้างวาน สาเหตุที่ตนไม่ได้บอกผู้ดูแลอย่างพี่อำนาจ รื่นเริง หรือ “เสี่ยโบ๊ท” นายณัฐเดช วชิรรัตนวงศ์ โปรโมเตอร์ศึกเพชรยินดีในฐานะผู้จัด เพราะเขาขู่ว่าจะมาอุ้มไปกระทืบ พอเขาเสนอเงินมาก็เลยอยากได้เงินตามข้อเสนอ ก่อนหน้านี้ไม่เคยไปขอเงินนายอุดม จารย์ลี เลย มีแต่เขามาซื้อน้ำพริก ตอนที่คิดจะล้มมวยไม่คิดว่าจะมาเจอเรื่องแบบนี้ ตนมาจากครอบครัวที่ยากจนไม่ได้คิดเลยว่าทำไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ชีวิตนักมวยก็ต้องจบ ต้องมาติดคุก ติดตะราง อยากบอกกับน้องๆ ที่เป็นนักมวยอยู่ว่า ถ้าไปล้มมวยก็จะเจอแบบตนเอง ไม่ว่าผู้ว่าจ้างจะให้เท่าไหร่ ต้องบอกหัวหน้าค่าย และต้องอย่าไปเอาเงินตรงนั้น ตนทำผิดไปแล้ว ก็ต้องยอมติดคุก แต่อยากให้จับตัวคนที่จ้างวานให้ได้ เพราะถ้าไม่มีคนพวกนี้นักมวยก็ไม่มีทางล้มมวย

ด้าน อำนาจ รื่นเริง กล่าวเสริมให้กับฟ้าวันใหม่ ว่า ฟ้าวันใหม่โดนจ้างมาต่อเนื่องเพราะมีการคุยกันตั้งแต่ 3-4 เดือนก่อนหน้านี้จนตามไปถึงอุทัยธานี มีการว่าจ้าง นัดแนะ จะชกยังไง จะล้มยังไง 3 ยกแรกให้ต่อยจริง ยก 4 ให้นอนเลย ถ้าฟ้าวันใหม่ ทำสำเร็จจะให้ 500,000 บาท โดยนายอุดม จารย์ลี ได้กระทำลักษณะนี้มาหลายครั้งแล้ว ได้จ้างนักมวยมาหลายคนแล้วแต่ยังไม่เคยโดนจับได้ เงินพวกนี้ที่มาจ้างเด็กๆ นักมวยเป็นเงินที่สปรกมาก เป็นเงินที่ไม่โปร่งใส สามารถทำลายอนาคตเด็กได้ คิดว่าคนแบบนี้ไม่น่าจะเอาไว้ในวงการมวยแล้ว ความจริงแล้วตนบุกไปหานายอุดม จารย์ลี ที่ฟาร์มควาย จ.นครนายก เพราะอยากถามว่า ทำแบบนี้ ทำเพื่ออะไร ต้องการอะไร แต่โชคดีไปที่ไม่ได้เจอตัวเขา อย่างตัวเองนั้น เคยติดคุกมาแล้ว แต่เมื่อได้รับโอกาสดีๆ ก็รักษามาตลอด อย่างฟ้าวันใหม่ เขาได้รับโอกาสดีๆ มาแล้ว คุณไปดึงเขาลงนรกอีกทำไม อยากไปลงนรกก็ไปลงคนเดียว คนแบบนี้ไม่สมควรที่จะอยู่ในวงการมวย จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เดี่ยวจะแยกฟ้องคดีด้วย คดีข่มขู่ฟ้าวันใหม่อีก 1 คดีด้วย คดีจ้างล้มมวยอีกคดีหนึ่ง ตนจะบอกน้องๆ เด็กทุกๆ คนว่า ใครหน้าไหนก็แล้วแต่ที่มาจ้างล้มมวยให้มาบอกตน แล้วให้เอาเงินพวกนี้ไปใช้ได้เลย ไม่ต้องไปทำตามคนพวกนี้ ตนรับหน้าเสื่อเอง อย่าไปกลัวคนพวกนี้

 

 

 

 

ขณะที่ “เสี่ยโบ้ท” นายณัฐเดช วชิรรัตนวงศ์ โปรโมเตอร์ศึกเพชรยินดี กล่าวว่า หลังจากฟ้าวันใหม่ล้มมวยก็ได้ทำการตรวจสอบหลักฐานพบว่า บัญชีธนาคารเงินผิดปกติถูกโอนเข้าบัญชี 10,000 บาทแล้วเงิน 10,000 บาทก็ถูกถอนนำไปแทงพนันมวยตรงข้ามตัวเองชก 10,000 บาท และภายหลังรับสารภาพว่า นายอุดม จารย์ลี เจ้าของฟาร์มควาย อยู่ จ.นครนายก อดีตหัวหน้าค่ายมวยเกียรติพานทอง เป็นคนว่าจ้าง ฝากไปถึงคนจ้าง งานนี้อาชาดา (ส.ส.ชาดา ไทยเศรษฐ์) ผู้สนับสนุนจัดหนักจัดเต็มผู้เกี่ยวข้องทุกคน ต้องติดคุก เพราะมีพระราชบัญญัติกีฬามวยอยู่แล้ว ส่วน ฟ้าวันใหม่ ตนให้โอกาสกลับมาชกมวยให้ชีวิตใหม่ กล้าหักหลังเพียงเพื่อหวังอยากได้เงินค่าจ้าง 5 แสนบาท แล้วทรยศต่อวิชาชีพตัวเอง ตนพร้อมที่จะพิจารณากันเป็นพยานเพื่อเอาคนว่าจ้างมาถูกดำเนินคดีติดคุกตามกฎหมาย

“คนวงการมวยต้องเดินเป็นแถวเอาคนพวกนี้ออกจากวงการมวยให้ได้ เพราะทำแบบนี้วงการมวยเสียหาย ออกไปไม่พอต้องเอาติดคุกด้วย วงการมวยต้องกำจัด เหลือบ เห็บ จำกัดออกไปไม่ให้วงการมวยตกต่ำ ผมพร้อมเป็นศัตรูกับขบวนการคนจ้างล้มมวย คนจ้างมวยล้มต้องติดคุก ตามกฎหมายที่มีไว้” เสี่ยโบ๊ทกล่าว
นายพลัฏฐ์ สุวรรณเมธากร ผอ.สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย กกท. เปิดเผยว่า กรณีนี้มีพระราชบัญญัติส่งเสริมกีฬาอาชีพ พ.ศ.2556 ว่าด้วยเรื่องบทลงโทษกำหนดไว้ชัดเจน เรื่องนี้ขอยืนยันว่า เราไม่ใช่เสือกระดาษแน่นอน เราจะเดินหน้าตามกระบวนการขั้นตอนเพราะเรื่องนี้มีหลักฐานชัดเจน หลังจากนี้คงเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการติดตามตัวผู้ว่าจ้างมาแจ้งข้อกล่าวหา และเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องต่อไป

สำหรับบทลงโทษที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมกีฬาอาชีพ พ.ศ.2556 ระบุกรณีดังกล่าวไว้ชัดเจนใน

มาตรา 64 ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่นักกีฬาอาชีพหรือผู้อื่น เพื่อจูงใจให้นักกีฬาอาชีพกระทำการล้มกีฬา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 65 ผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อให้มีการกระทำการล้มกีฬา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

 

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เหล่าเสนาฯคืนถิ่น รวมตัวครั้งพิเศษ เพื่อรำลึกถึงเสนาโค้ก
บทความถัดไปหน้า 1 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2564