ทีมเต็ง-ม้ามืด-แชมป์ ‘ซูซูกิคัพ’ ในสายตา ‘กูรู’ ลูกหนังอาเซียน

ทีมเต็ง-ม้ามืด-แชมป์ ‘ซูซูกิคัพ’ ในสายตา ‘กูรู’ ลูกหนังอาเซียน

การแข่งขันเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 ทุกทีมได้ฟาดแข้งกันไปแล้วหนึ่งนัด ทีมเต็งอย่างเวียดนาม และไทยต่างทำผลงานได้ตามเป้าในนัดแรก โดยนักข่าวโกลดอทคอมทั่วอาเซียน ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแข่งขันในครั้งนี้ว่าใครคือตัวเต็ง, ม้ามืด และใครจะไปถึงแชมป์

ธนะ วงษ์มณี (โกล ประเทศไทย)

คิดว่าปีนี้เวียดนามจะป้องกันแชมป์ได้ เพราะเป็นทีมเดียวที่สามารถรักษามาตรฐานการเล่นได้อย่างสม่ำเสมอ แม้โปรแกรมการแข่งขันวีลีกจะถูกตัดจบฤดูกาลไปก่อนหน้านี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ก็ยังมีเกมทีมชาติให้ลงแข่งขัน ในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย 12 ทีมสุดท้าย ถ้าเปรียบเทียบกับทีมอื่นๆ แล้ว พวกเขาดูจะมีความพร้อมมากที่สุด

ด้านช้างศึกไปไม่ถึงฝันในปี 2018 และฟอร์มการเล่นในปีนี้ที่ยังไม่ดีนัก ด้วยการไปพลาดท่าตกรอบศึกคัดฟุตบอลโลก 2022 โซนเอเชีย อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าช้างศึกชุดนี้มีศักยภาพดีกว่าหลายๆ ทีมในทัวร์นาเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นการดันดาวรุ่งหน้าใหม่อย่าง “และห์” กฤษดา กาแมน ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่เต็มตัวเป็นครั้งแรก ขณะที่สตาร์จากเจลีก อย่าง “เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน พวกเขาจะสร้างแรงกระตุ้นชั้นดีให้กับเพื่อนร่วมทีมอย่างแน่นอน ด้าน มาโน่ โพลกิ้ง โค้ชของทีมช้างศึกที่มีสไตล์การทำทีมเล่นเกมรุกเต็มตัว มีโอกาสจะพาทีมชาติไทยยิงจนทะลุเข้าสู่รอบชิงได้

สำหรับอินโดนีเซียไม่น่าจะเป็นม้ามืด เพราะคิดว่า “ทัพการูด้า” ไม่ได้เป็นทีมใหญ่เหมือนกับที่ผ่านๆ มา พวกเขาจะต้องแข่งฟุตบอลลีกในประเทศต่อ คงจะเป็นเรื่องที่แปลกมาก ถ้าเราได้เห็นทัพการูด้าผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ

PHOTO : www.affsuzukicup.com

อีริค บุย (โกล เวียดนาม)

แม้ว่าเวียดนามจะมีฟอร์มที่ย่ำแย่ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โดยไม่ชนะใครเลยแม้แต่นัดเดียวจากการลงเล่นทั้งหมด 6 นัด แต่คาดว่าเวียดนามน่าจะกลับมาฟอร์มดีอีกครั้งในเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ด้วยเคมีที่เข้าขากันของนักเตะ และความสม่ำเสมอของทีม นี่เป็นจุดแข็งของทีมชุดนี้ และเมื่อไรก็ตามที่ลงแข่งกับทีมในอาเซียน พวกเขาจะลงเล่นด้วยความมั่นใจเสมอ นั่นเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้พวกเขาเป็นทีมที่ดีที่สุดในอาเซียน

แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับการขาดความฟิต เนื่องจากวีลีกถูกตัดจบฤดูกาลก่อนกำหนด และขาดผู้เล่นตัวหลักบางคน เพราะอาการบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม สถิติไร้พ่ายของปาร์ค ฮัง ซอ เวลาลงแข่งกับทีมในอาเซียน มีโอกาสที่จะเก็บสถิติต่อไป หากผู้เล่นสามารถรักษาสมาธิ และไม่ประมาทคู่แข่ง

ส่วนทีมม้ามืดที่มีโอกาสมาสร้างเซอร์ไพร์สในทัวร์นาเมนต์นี้น่าจะเป็นกัมพูชา เพราะพัฒนาการของฟุตบอลเขมรนั้นดูดีขึ้นเรื่อยๆ จากการที่พวกเขาเดินหน้าผลิตนักเตะดาวรุ่งที่มีคุณภาพหลายคนออกมาประดับวงการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กัมพูชาได้พัฒนาทีมอย่างแข็งแกร่งด้วยผู้เล่นวัยหนุ่มผสมดาวรุ่ง โดยปัจจุบันอายุเฉลี่ยของทีมอยู่ที่ 24-25 ปีเท่านั้น

PHOTO : Sepakbola Indonesia Fansbook

เตการ์ ปารามาธาร์ (โกล อินโดนีเซีย)
จากการคาดการณ์ เวียดนามน่าจะรักษาแชมป์ไว้ได้อีกสมัย เพราะตอนนี้ฝีเท้าของพวกเขาอยู่เหนือทุกประเทศในอาเซียน ซึ่งได้เห็นกันแล้วในการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก รอบ 12 ทีมสุดท้าย แม้ว่าจะแพ้ทุกแมตช์ แต่พวกเขาก็ยังสู้ได้ดีในทุกๆ เกม

ส่วนอินโดนีเซียมีปัญหาเหมือนกับปี 2016 เพราะมีระเบียบให้เรียกนักเตะจากแต่ละสโมสรได้ไม่เกิน 2 คนเท่านั้น เนื่องจากลีกในประเทศยังคงฟาดแข้งกันอยู่ในช่วงที่้ซูซูกิ คัพ กำลังแข่งขัน ดังนั้นทัพการูด้าจะต้องทำงานหนัก เพื่อที่จะผ่านเวียดนาม และมาเลเซียในรอบแบ่งกลุ่ม แม้พวกเขามีทีมที่อายุน้อย และข้อจำกัดในการเลือกนักเตะ แต่ใครจะรู้ว่าโค้ช ชิน แตยอง อาจสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นได้ นั่นคือเหตุผลที่ทัพการูด้าอาจจะเป็นม้ามืดในการแข่งขันครั้งนี้

“หากพวกเขาสามารถทะลุเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ได้ การได้รองแชมป์อาจจะเป็นความสำเร็จที่ดีที่สุดของอินโดนีเซียในทัวร์นาเมนต์นี้ แต่ก็มีโอกาสที่จะพิสูจน์ว่าผมคิดผิด และอาจจะก้าวไปถึงแชมป์เลยก็ได้”

PHOTO : twitter AFF Suzuki Cup @affsuzukicap

ออย คิน ฟาย (โกล มาเลเซีย)

เป็นเรื่องยากที่จะมองข้ามเวียดนามในฐานะแชมป์เก่า และตัวเต็งสำหรับเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ สามปีหลังจากที่พวกเขาคว้าแชมป์ในปี 2018 ปาร์ค ฮัง ซอ ยังคงใช้ผู้เล่นชุดเดิม และพัฒนาทีมให้น่าเกรงขามมากขึ้น
ส่วนทีมที่จะมาเป็นคู่แข่งสำคัญสำหรับเวียดนาม คือมาเลเซีย แม้จะมีข้อกังวลในการใช้งานปราการหลังกัปตันทีมที่เป็นหัวใจในเกมรับอย่าง ไอดิล ซอฟวาน ที่อายุ 34 ปีแล้ว และซาฟาวี รอซิด ปีกตัวเก่งที่ไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดีเหมือนเก่า

“ถ้าหากมีเซอร์ไพรส์ในการแข่งขัน ผมคิดว่าน่าจะมาจากสิงคโปร์ ที่มีข้อได้เปรียบในการเป็นเจ้าภาพ พวกเขาเป็นทีมเดียวที่มีกองเชียร์คอยตามเชียร์ตลอดในทุกๆ เกม ซึ่งมันจะเป็นแรงกระตุ้นชั้นดีให้ทีมลอดช่องทำผลงานได้อย่างดีเยี่ยมตลอดทัวร์นาเมนต์”

PHOTO : twitter Việt Nam Football

เจ ปาร์มาร์ (โกล สิงคโปร์)

เวียดนามแชมป์เก่า 2 สมัย และเป็นทีมเดียวในอาเซียนที่ติด 100 อันดับแรกของฟีฟ่า เวิลด์ แรงกิ้ง เป็นทีมที่น่าจับตามองที่สุดว่าจะสามารถป้องกันแชมป์ได้อีกหรือไม่ ซึ่งถ้าทัพดาวทองทำสำเร็จ จะเป็นทีมที่แรกที่สามารถป้องกันแชมป์ได้ ต่อจากไทยที่ทำไว้เมื่อปี 2016

ถ้าพูดถึงม้ามืด มาเลเซียน่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะได้สร้างเซอร์ไพรส์เอาไว้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว จากการคว้าชัยชนะเหนือไทยในรอบรองชนะเลิศ แม้พวกเขาจะแพ้เวียดนามในรอบชิงชนะเลิศ แต่มาเลเซียก็ยังเป็นทีมที่น่าจับตามองที่สุดทีมหนึ่ง

ในส่วนโอกาสของสิงคโปร์ ถือว่าตอนนี้ยังไม่ใช่ทศวรรษที่ยอดเยี่ยมของทีมเจ้าภาพ ซึ่งเป็นอดีตแชมป์ 4 สมัย โดยแชมป์หนล่าสุดต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2012 แต่หลังจากนั้นสิงคโปร์ก็ล้มเหลวในการผ่านเข้าไปเล่นรอบรองฯ 3 ครั้งติดต่อกันในปี 2014, 2016 และ 2018 โดยทัพลอดช่องตั้งเป้าที่จะผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศให้ได้ โดยทัตสึมะ โยชิดะ โค้ชจากแดนซามูไร จะต้องเก็บชัยชนะเหนือ 3 ทีมที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน อย่างเมียนมา, ฟิลิปปินส์ และติมอร์-เลสเต เพื่อที่จะมีแต้มพอจะผ่านเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศ

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon