สิ้นสุด 90 นาที อนาคตหลังจากนี้ ของ ‘เวลส์’ และ ‘ยูเครน’

สิ้นสุด 90 นาที อนาคตหลังจากนี้ ของ ‘เวลส์’ และ ‘ยูเครน’

หลังสิ้นสุดเสียงนกหวีดสุดท้ายในสนามคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ สเตเดียม ยูเครน พลาดตั๋วใบสุดท้ายไปแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์อย่างน่าเสียดาย หลังพ่ายแพ้ให้กับ เวลส์ 1-0 ในศึกคัดฟุตบอลโลก รอบเพลย์ออฟ โซนยุโรป นัดชิงชนะเลิศ

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ทีมฟ้า-เหลืองไม่สามารถมอบของขวัญชิ้นสำคัญให้กับชาวยูเครนที่กำลังประสบกับภาวะสงครามที่บ้านเกิดได้ ทีมชาติยูเครนผ่านการคัดเลือกเข้าแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดคือปี 2006 ที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นเวลากว่า 16 ปีมาแล้ว

อย่างไรก็ดี ทีมชาติเวลส์เองก็รอเวลานี้มาอย่างยาวนานเช่นกัน มังกรแดงได้ไปผงาดในสนามฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 1958 หรือ 64 ปีที่แล้ว ทำให้การแข่งขันชิงชัยของพวกเขาในครั้งนี้มีความกดดันและเดิมพันที่สูงเป็นอย่างมากจากแฟนๆ ของทั้งสองฝ่าย

ก่อนการแข่งขันไม่ถึง 24 ชั่วโมง โอเล็กซานเดอร์ คาราวาเยฟ ตัวรับของยูเครนได้เรียกการแข่งขันครั้งนี้ว่า “การแข่งขันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเขา” มันเป็นโอกาสที่พวกเขาจะมอบกำลังใจและความหวังให้กับเพื่อนร่วมชาติในยามที่ทุกคนกำลังต้องการมัน สถานการณ์สงครามนั้นส่งผลต่อพวกเขาเป็นอย่างมาก นักเตะหลายคนรวมถึงทีมโค้ชมีบ้านอยู่ที่กรุงเคียฟ พวกเขาเป็นห่วงเพื่อน ครอบครัว และบ้านเกิดของพวกเขาตลอดเวลา

ทาราส สเตนปาเนนโก้ มิดฟิลด์ยูเครน กล่าวว่า เขาและเพื่อนร่วมทีมได้รับข้อความจากเพื่อน ครอบครัว และเพื่อนร่วมชาติอยู่เสมอ พวกเขามีคำขอเพียงแค่ข้อเดียว คือ การทำทุกวิถีทางให้ทีมชาติยูเครนได้ตั๋วใบสุดท้ายนี้ ทหารกลุ่มหนึ่งในยูเครนได้ส่งสัญลักษณ์แทนกำลังใจมาด้วยเช่นกัน นั่นคือธงชาติพร้อมลายเซ็นของพวกเขา ซึ่งทีมชาติยูเครนได้นำมันไปแขวนไว้ในห้องแต่งตัวของทีม

แกเร็ธ เบล กัปตันของทีมชาติเวลส์ ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนการแข่งขันว่า “พวกเรารับรู้ถึงความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในยูเครน พวกเราส่งกำลังใจไปให้ประชาชนชาวยูเครนทุกคน แต่สำหรับการแข่งขันในวันพรุ่งนี้ เราอยากที่จะชนะ”

รัฐมนตรีว่าการของเวลส์ ไซมอน ฮาร์ต กล่าวว่า การที่ทีมชาติเวลส์จะได้ผ่านการคัดเลือกฟุตบอลโลกครั้งแรกในรอบ 64 ปีนั้น เป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของวงการกีฬาเวลส์

บรรยากาศที่สนามคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ สเตเดียม แน่นไปด้วยแฟนคลับชาวเวลส์กว่า 30,000 คน ที่ส่งเสียงเชียร์ไปยังความฝันที่พวกเขามีร่วมกัน การไปฟุตบอลโลก อย่างไรก็ดี แฟนคลับมังกรแดงก็ได้ทำการต้อนรับชาวยูเครนที่เข้าชมการแข่งขันครั้งนี้เป็นอย่างดี

ท่ามกลางบรรยากาศฝนตก ทีมชาติยูเครนเสียประตูจากการเตะลูกฟรีคิกของกัปตันมังกรแดงในนาทีที่ 34 ซึ่ง อังเดร ยาโมเลนโก้ กองกลาง พยายามที่จะเข้าโหม่งสกัดแต่ลูกแฉลบเข้าประตูกลายเป็นโอนโกลด์ไปอย่างน่าเสียดาย

หลังจบการแข่งขัน อันโตนิโอ มาเตอู ลาออซ กรรมการชาวสเปน ได้เข้าปลอบกัปตันทีมชาติยูเครน โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ ที่นั่งอยู่คนเดียวกลางสายฝน หลังจากนั้นไม่นานซินเชนโก้และทีมได้ไปคารวะแฟนๆ ที่เข้ามาเชียร์พวกเขาที่บริเวณขอบสนาม ก่อนที่ทีมชาติเวลส์จะเข้าไปทำแบบเดียวกันหลังจากที่แข้งยูเครนเดินออกไป ส่วนแฟนคลับของทั้งสองทีมได้แลกเสื้อกันเพื่อแสดงถึงความเคารพและมิตรภาพระหว่างพวกเขา

แฟนชาวยูเครนผู้หนึ่งที่เข้าชมการแข่งขันกล่าวว่า “พี่ชายของภรรยาผมกำลังต่อสู้อยู่ที่บ้านเกิดของเรา มันยากมาก พวกเขาอาจได้มีเวลาซัก 2 ชั่วโมงคุยกันเรื่องการแข่งขันในวันนี้ แต่พรุ่งนี้พวกเขาก็ต้องกลับไปรบเพื่อปกป้องประเทศต่อ”

“ผมขอขอบคุณทุกๆ อย่างที่พวกเขาทำให้ทีมของเรา ผมไม่มีคำวิจารณ์ใดๆ ให้กับนักเตะในทีม พวกเราทำเต็มที่แล้ว เราขอโทษที่ทำประตูไม่ได้ แต่มันเป็นกีฬา” โอเล็กซานเดอร์ เปตราคอฟ โค้ชทีมชาติยูเครนกล่าว

หลังการแข่งขันกัปตันซินเชนโก้ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพูดถึงการแข่งขันที่เกิดขึ้น พวกเราทำเต็มที่ เราใส่ทุกอย่างลงไปในสนาม และประตูของเวลส์ก็ทำได้ยอดเยี่ยมเช่นเดียวกัน ผมไม่คิดว่าพวกเราควรจะแพ้ มันเป็นเกมที่ตึงเครียด ตอนเด็กๆ ผมมักจะคิดว่าเมื่อคุณแพ้ คุณก็แพ้ แต่ชีวิตก็ต้องเดินต่อไป เราก็ต้องเดินต่อไปกันเป็นทีม ผมหวังว่าเวลส์จะทำได้ดีในการแข่งขันฟุตบอลโลก เพราะพวกเขาก็รอเวลานี้มาอย่างยาวนานเช่นกัน”

ซินเชนโก้ได้ทิ้งข้อความให้กับแฟนคลับและคนทั้งโลกว่า ทุกคนจำเป็นจะต้องอยู่อย่างสันติ เราต้องหยุดสงคราม เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ วันนี้เป็นยูเครน แต่วันต่อไปอาจเป็นประเทศใดก็ได้

ส่วนเบล กัปตันทีมมังกรแดง กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “เราปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก แฟนๆ เราก็ดีใจ พวกเรากำลังจะไปบอลโลก ชัยชนะในครั้งนี้เป็นผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของเวลส์”

มาร์ค เดรเกอร์ฟอร์ด มุขมนตรีของเวลส์ ได้ออกมาแสดงความเสียใจกับทีมชาติยูเครนว่า เราขอแสดงความเสียใจกับทีมชาติยูเครน แม้ว่าในสนามเราจะอยู่ตรงข้ามกัน แต่เวลส์อยู่ข้างยูเครนเสมอ

แฟนคลับชาวเวลส์วัย 63 ปี ที่มาชมการแข่งขันพร้อมกับหลานสาววัย 14 ปี กล่าวว่า “มันเป็นครั้งแรกในชีวิตของผมและหลานสาวที่ทีมชาติเวลส์ผ่านการคัดเลือกฟุตบอลโลก มันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก มันยอดเยี่ยม ผมเกิดปี 1959 และผมติดตามผลงานของพวกเขาในทุกการแข่ง ชัยชนะครั้งนี้เป็นทุกอย่างสำหรับผม”

หลังจากการแข่งขันนัดสำคัญครั้งนี้ แม้ว่าผลแพ้ชนะจะถูกตัดสินเรียบร้อยแล้ว แต่ทั้งสองทีมก็จำเป็นจะต้องก้าวต่อไป โดยทีมชาติเวลส์จะไปสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ด้วยการใส่ทุกอย่างที่พวกเขามีในการแข่งขันฟุตบอลโลกช่วงเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ส่วนทีมชาติยูเครนจำเป็นจะต้องเข้มแข็งและก้าวต่อไปทั้งในฐานะนักกีฬาและในฐานะประเทศที่กำลังประสบกับภาวะสงคราม

แน่นอนว่าทีมชาติเวลส์และทั้งโลกพร้อมที่จะเป็นกำลังใจและสนับสนุนยูเครนไปจนกว่าพวกเขาจะได้รับความสงบสุขกลับคืนมา

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon