สกู๊ปพิเศษ : ย้อนรอยศึก’แดงเดือด’ 5 แมตช์สุดคลาสสิกใน’พรีเมียร์ลีก’

วันเสาร์นี้ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีโปรแกรมเตะคู่บิ๊กแมตช์สุดสุดระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล กับศึก “แดงเดือด” ที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด

แมตช์นี้นอกจากจะเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีระหว่างทั้ง 2 ทีมแล้ว ให้แฟนบอลได้มีประเด็นฟัดกันอย่างเผ็ดร้อนแล้ว ยังเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญสำหรับทั้งปีศาจแดงและหงส์แดงที่กำลังขับเคี่ยวแย่งตำแหน่งรองแชมป์รวมถึงการการันตีตั๋วลุยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้าอีกด้วย

เนื่องจากปัจจุบัน แมนฯยูกับลิเวอร์พูลรั้งอันดับ 2 และ 3 ของตาราง มีแต้มห่างกันเพียง 2 แต้ม ผลแพ้ ชนะ หรือเสมอในแดงเดือดครั้งนี้ย่อมส่งผลโดยตรงกับอันดับตารางทันที

เพื่อเป็นการโหมโรงก่อนศึกใหญ่ที่หลายคนจับตามอง เราจึงย้อนอดีตเกมแดงเดือดสุดคลาสสิก 5 แมตช์ที่เคยเกิดขึ้นที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดในเกมพรีเมียร์ลีกมาฝากกัน

– ลิเวอร์พูล เสมอ แมนฯยูไนเต็ด 3-3
4 มกราคม 1994

ปีศาจแดงในยุคของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในเวลานั้น เป็นทีมสุดแกร่ง รั้งตำแหน่งจ่าฝูง และโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม บุกไปนำหงส์แดง ทีมอันดับ 9 ของตาราง 3-0 หลังผ่านไปเพียง 29 นาที

ประตูของทีมเยือนมาจากลูกโหม่งของ สตีฟ บรู๊ซ, ลูกชิพสุดสวยของ ไรอัน กิ๊กส์ และฟรีคิกงามๆ จาก เดนิส เออร์วิน

แต่แล้ว ไนเจล คลัฟ ก็ทำ 2 ประตูให้ทีมตีตื้น ก่อนที่ นีล รัดด็อค จะยิงประตูตีเสมอให้เจ้าถิ่นก่อนหมดเวลา 11 นาที แบ่งแต้มกันไปอย่างสุดระทึก

แมนฯยูไนเต็ด เสมอ ลิเวอร์พูล 2-2
1 ตุลาคม 1995

หลังจากโดนโทษแบน 8 เดือนเต็มเพราะก่อเหตุกระโดดเตะกังฟูใส่แฟนบอล คริสตัล พาเลซ ในที่สุด เอริค ก็องโตน่า “เดอะ คิง” ของแฟนผีก็กลับมาลงสนามช่วยทีมได้อีกครั้ง

แมตช์นี้เจ้าถิ่นได้ประตูนำเร็วจาก นิคกี้ บัตต์ ก่อนที่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ กองหน้าทีมชาติอังกฤษจะทำ 2 ประตูให้ทีมเยือนพลิกกลับมานำ 2-1

กระทั่งนาทีที่ 71 แมนฯยูได้ลูกโทษที่จุดโทษในจังหวะที่ เดวิด เจมส์ เข้าขวางการลากบอลเข้าเขตโทษของ เดวิด เบ๊คแฮม สุดท้ายก็องโต้รับหน้าที่สังหารจุดโทษไม่พลาด ตีเสมอให้ทีมฉลองการคืนสนามอีกครั้ง

-แมนฯยูไนเต็ด แพ้ ลิเวอร์พูล 1-4
14 มีนาคม 2009

ต้องเรียกว่าเป็นชัยชนะที่ช่วยฟื้นความหวังอันริบหรี่ของลิเวอร์พูลที่จะเบียดแย่งแชมป์จากแมนฯยูไนเต็ดให้ได้ในฤดูกาลนั้น

เกมเริ่มต้นจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซัดจุดโทษให้เจ้าถิ่นนำกลางครึ่งแรก ก่อนที่ เฟร์นานโด ตอร์เรส ดาวยิงชาวสเปน จะตีเสมอในอีก 5 นาทีถัดมา

หลังจากนั้น สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ซัดจุดโทษช่วยให้หงส์แดงขึ้นนำ 2-1 ก่อนหมดเวลาครึ่งแรก

ขณะที่เกมยังเป็นไปอย่างสูสี แมนฯยูต้องมาเสียเปรียบเมื่อ เนมันย่า วิดิช โดนใบแดงไล่ออกจากสนามในนาที 76 หลังจากนั้น หงส์แดงก็มาได้อีก 2 ประตูท้ายเกมจาก ฟาบิโอ ออเรลิโอ และ อันเดรีย ดอสเซน่า เก็บชัยกลับบ้านท่วมท้น 4-1

ผลการแข่งขันดังกล่าวนับเป็นการปราชัยคาบ้านที่ย่อยยับที่สุดของปีศาจแดงในรอบ 17 ปีเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้วแชมป์ก็ยังตกเป็นของแมนฯยูไนเต็ด โดยมีลิเวอร์พูลจบรองแชมป์ด้วยแต้มห่าง 4 คะแนน ซึ่งแชมป์ดังกล่าวทำให้ปีศาจแดงทำสถิติครองแชมป์ลีกสูงสุด 18 สมัยเท่ากับหงส์แดงอีกด้วย

-แมนฯยูไนเต็ด ชนะ ลิเวอร์พูล 3-2
19 กันยายน 2010

ดิมิตาร์ เบอร์บาตอฟ กองหน้าอารมณ์ศิลปินชาวบัลแกเรียทำประตูก่อนหมดครึ่งแรกให้ทีมขึ้นนำ และมาบวกเพิ่มอีกประตูในครึ่งหลังจากการกระโดดซัดโอเวอร์เฮดคิกสุดสวย

แต่ฝั่งทีมเยือนก็มีลูกฮึดไล่ตามตีเสมอได้สำเร็จจากเจอร์ราร์ดทั้ง 2 ประตู เริ่มจากลูกโทษที่จุดโทษ ก่อนจะปั่นฟรีคิกสุดสวยเข้าไปตุงตาข่ายในอีก 10 นาทีถัดมา

อย่างไรก็ตาม เบอร์บาตอฟยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ทำประตูชัยท้ายเกมก่อนหมดเวลา 6 นาที เป็นแฮตทริกที่ช่วยให้เจ้าถิ่นเอาชนะไปอย่างสุดมัน

-แมนฯยูไนเต็ด แพ้ ลิเวอร์พูล 0-3
16 มีนาคม 2014

เกมแดงเดือดที่โอลด์แทรฟฟอร์ดหลังการอำลาตำแหน่งกุนซือของเฟอร์กี้กลายเป็นแมตช์ที่แฟนๆ ผีไม่อยากจดจำ เพราะโดนวิจารณ์เละว่าเหมือนเล่นอยู่ฝ่ายเดียว

เกมนี้ หงส์แดงได้ลูกจุดโทษถึง 3 ลูก ซึ่งเจอร์ราร์ดหวิดทำแฮตทริกได้ หลังส่ง 2 ลูกแรกเข้าไปตุงตาข่าย แต่อีกลูกดันเตะไปชนเสา แถมแมตช์นี้วิดิชยังมาโดนใบแดงอีกครั้ง เป็นใบแดงที่ 4 ของเจ้าตัวในการลงสนามเกมแดงเดือดแล้ว

สุดท้าย หลุยส์ ซัวเรซ ดาวยิงชาวอุรุกวัยมาทำประตูปิดกล่องให้หงส์แดงเก็บชัยง่ายดายในนาทีที่ 84

ส่วนแมตช์แดงเดือดวันเสาร์นี้จะขึ้นแท่น “คลาสสิก” กับเขาหรือไม่ ต้องรอติดตาม

บทความก่อนหน้านี้ทีเซลส์ผนึกพลังเดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยด้านชีววิทยาศาสตร์สู่ธุรกิจและการลงทุน
บทความถัดไปพระองค์ภาฯ ในฐานะทูตสันถวไมตรีด้านหลักนิติธรรม ทรงร่วมการประชุมระดับสูง ว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการป้องกันอาชญากรรมเพื่อสังคมที่สงบสุข