อัศวินสีส้ม เครื่องร้อนช้า แต่ไม่ต้องลุ้นต่อเวลาเหมือนบางทีม

อัศวินสีส้ม เครื่องร้อนช้า แต่ไม่ต้องลุ้นต่อเวลาเหมือนบางทีม

เนเธอร์แลนด์ กลายเป็น 4 อรหันต์ที่ผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ยูโร 2024 มาได้ ร่วมกับอังกฤษ, ฝรั่งเศส, สเปน นั่นหมายถึงว่าถ้าทัพอัศวินสีส้มเหลืออีกแค่ 2 ด่าน ก็จะก้าวไปเป็นแชมป์ยูโรสมัยที่ 2 ต่อจากเมื่อปี 1988 และเป็นการยุติการรอคอยแชมป์ฟุตบอลรายการะดับเมเจอร์ของชาวดัตช์ ที่รอกันมากว่า 36 ปี

เนเธอร์แลนด์ไม่ได้เป็นทีมเต็งจ๋าของยูโร 2024 ถึงแม้จะเป็นทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรป เล่นกันได้อย่างแข็งแกร่ง แต่เมื่อเข้าสู่แมตช์สำคัญในรอบน็อกเอาต์ ก็ตกรอบไปแบบน่าเสียดาย การเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2010 เป็นรอบชิงดำครั้งล่าสุด และเป็นครั้งที่ 4 เท่านั้น ที่ทีมอัศวินสีส้มเคยเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลกและยูโร

Advertisement

ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ ทีมอัศวนิสีส้มเจอปัญหาในแดนกลาง เมื่อ 2 มิดฟิลด์คนสำคัญ แฟรงกี้ เดอ ยอง และ เต็น ค็อปไมเนอร์ ได้รับบาดเจ็บจนต้องถอนตัวไปก่อน ทำให้แผงกลางยวบลงไป

ทีมจากแดนกังหันอาจจะเริ่มต้นได้ดีด้วยการชนะโปแลนด์ 2-1 ในรอบแบ่งกลุ่ม แต่หลังจากนั้นก็เสมอฝรั่งเศส แพ้ออสเตรีย ทำให้ผ่านเข้ารอบมาเป็นอันดับ 3 ยิ่งทำให้กูรูมองข้ามว่าทีมนี้จะไปถึงแชมป์ยูโร 2024 แต่เมื่อเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ เนเธอร์แลนด์ไล่อัดโรมาเนีย 3-0 ในรอบ 16 ทีม และปราบตุรกี ในรอบ 8 ทีม ทำให้หลายคนมองว่าการกาชื่อเนเธอร์แลนด์ออกจากทีมเต็งไปนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ผิดพลาด

โรนัลด์ คูมัน กุนซือทีมอัศวินสีส้มก็ออกมายอมรับหลังพาทีมเข้ารอบรองชนะเลิศ ว่า ไม่มีใครคิดว่าเนเธอร์แลนด์จะทำแบบนี้ได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับทีมไหน ถึงแม้จะมีจุดให้โดนวิจารณ์อยู่บ้าง ส่วนในรอบชิงชนะเลิศ ถ้าไปถึงได้ ก็อยากจะเจอกับสเปนมากกว่า เพราะฝรั่งเศส เจอมาแล้วในรอบแบ่งกลุ่ม

Advertisement

จาก 5 เกมที่แข่งขัน มีเพียงเกมแพ้ออสเตรียเท่านั้น ที่อัศวินสีส้มมีข้อผิดพลาดมากมายให้เห็น แต่อีก 4 เกม พวกเขารับมือคู่แข่งได้อย่างยอดเยี่ยม คูมันเปลี่ยนแทคติค นักเตะ สภาพจิตใจของนักเตะจนเอาตัวรอดมาได้ ความยืดหยุ่นที่ทีมของคูมันเป็นจุดแข็งที่ทำให้ก้าวมาถึงการลุ้นแชมป์

เกมรอบ 16 ทีม ที่ชนะโรมาเนีย 3-0 มีคำวิจารณ์ออกมาในหลายมุม ทั้งเนเธอร์แลนด์เล่นได้ดี และโรมาเนียแย่ไปเอง แต่ก็มีคำชมว่า ทีมอัศวินสีส้มอาจจะเครื่องร้อนช้า แต่เมื่อเครื่องติดแล้ว พวกเขาพร้อมเจอกับทุกทีม และชื่อชั้นก็ชนได้กับยักษ์ใหญ่ในยุโรป

อย่างไรก็ตามจุดอ่อนของเนเธอร์แลนด์ชุดนี้กลับเป็นเรื่องของเกมรับ เกมกับตุรกี ทีมของคูมันปล่อยให้คู่แข่งมีโอกาสส่องประตูมากเกินไป เกมรับที่มี เวอร์จิล ฟาน ไดค์, สเตฟาน เด ฟราย, นาธาน อาเก้ ซึ่งเป็นกองหลังที่มีชื่อชั้นในยุโรป มีช่องโหว่ให้เห็นอยู่ตลอด แต่ บาร์ท แฟร์บรู้กเก้น นายทวารก็ช่วยให้ทีมยังรอดผ่านเข้ารอบไปแบบหวุดหวิด ทำให้กูรูมองกันว่า การเจอกับอังกฤษ, สเปน, ฝรั่งเศส ที่มีแนวรุกคมกว่า จะทำให้อัศวินสีส้มไปไม่ถึงแชมป์

อีกจุดหนึ่งที่ถูกจับตามอง คือ การที่คูมันมักจะเปลี่ยนผู้เล่นเร็วเกินไป ถ้าแผนการเล่นหรือนักเตะไม่ดีอย่างที่ใจคิด คูมันจะเปลี่ยนนักเตะแม้ว่าจะเป็นเวลาเพียง 30 นาทีแรกของเกมก็ตาม อย่างที่โจอี้ เฟียร์มัน เคยถูกเปลี่ยนออกตั้งแต่ครึ่งแรกในเกมกับออสเตรีย อย่างไรก็ตามนักเตะ 26 คนในทีม คูมันหมุนเวียนใช้นักเตะ 17-18 คนลงสนาม ซึ่งก็เป็นเรื่องดี เพราะเป็นเรื่องยากที่จะใช้นักเตะ 13-14 คนในการลุยไปคว้าแชมป์ เพราะต้องใช้ร่างกายที่หนักมากๆ

รอบตัดเชือกกับอังกฤษนั้น ถึงแม้ว่าทีมสิงโตคำรามจะยังไม่แพ้ใคร แต่ผลงานในภาพรวมก็ไม่ได้ดูดีนัก และเกือบจะโดนน็อกมาตั้งแต่เกมรอบ 16 ทีม กับสโลวีเนียไปแล้ว ดีที่เกือบหลับแต่กลับมาได้ ส่วนกับสวิตเซอร์แลนด์ ถ้าเจอแนวรุกที่โหดกว่านี้ เราอาจจะไม่ได้เห็นอังกฤษมาถึงรอบ 4 อรหันต์ได้

เรียกได้ว่าตอนนี้ กังหันสีส้มเครื่องร้อนแล้ว หางเสือบอกทางชัดเจน ยิ่งการมีนักเตะที่ค้าแข้งในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ กันหลายคน ยิ่งทำให้รู้จักคู่แข่งเป็นอย่างดี การเจอกันของสองทีมที่อกหักในทัวร์นาเมนต์มาตลอดหลาย 10 ปี คงไม่ต่างจากการฟาดฟันกันในรอบชิงชนะเลิศ

ชัยชนะที่ไม่ต้องลุ้นถึงช่วงต่อเวลาหรือดวลจุดโทษของทัพอัศวินสีส้มในรอบน็อกเอาต์ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเครื่องร้อนแล้ว และเป็นเหมือนการตั้งคำถามไปถึงทัพสิงโตคำรามที่บู๊ 120 นาที มาในรอบ 2 หลัง ว่า เครื่องจะร้อนกี่โมง?

 

 

 

 

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image